เร้ดแฮท พร้อมลุย ช่วยธุรกิจไทยรับมือยุค AI แบบครบวงจร
เร้ดแฮท เผยถึงเทรนด์ความก้าวหน้าในการทำ ดิจิทัลทรานฟอร์เมชั่น ในประเทศไทยที่มีทิศทางที่เปลี่ยนแปลงไป หลังการเข้ามามีบทบาทของ AI ในการเร่งประสิทธิภาพทั้งในการทำงาน และคอยช่วยเหลือการใช้ชีวิตประจำวันในด้านต่างๆ ได้มากขึ้นแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน
นางสาวสุพรรณี อำนาจมงคล ผู้จัดการประจำประเทศไทย Red Hat เปิดเผยว่าการทำดิจิทัลทรานฟอร์เมชั่นในยุค AI จะมีความแตกต่างออกไปจากที่ผ่านมา เพราะอาศัยแค่ความเป็นดิจิทัลเพียงอย่างเดียวนั้นอาจไม่เพีงพอต่อความต้องการในการแข่งขันทางธุรกิจในยุคปัจจุบัน หลังจากที่ AI เข้ามามีบทบาทกับการใช้ชีวิตประจำวันและการทำงาน
นอกจากนี้ AI เป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่มาช่วยเร่งการเกิดนวัตกรรมใหม่ในประเทศไทย โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ยังมีวิสัยทัศน์ในการยกระดับให้ประเทศไทยกลายเป็น AI Hub ภายในปี 2027 โดยได้มีการประเมินต่ออีกว่า การใช้ AI ถูกมองว่าจะสร้างเม็ดเงินมากกว่า 48 พันล้าน
อีกทั้งภาครัฐยังมีตั้งเป้าเพิ่มอันดับประเทศที่มีขีดความสามารถในการเข้าถึง AI ให้กับประเทศไทยที่เดิมได้รับอันดับที่ 59 ในปี 2021 ให้พัฒนาเพื่อเข้าอยู่ใน 50 อันดับแรก โดยเชื่อว่า AI เป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ขับเคลื่อนให้เกิดกรอบการทำงานใหม่ๆ ร่วมกันทั้งในภาครัฐและเอกชนต่อไปในอนาคต
นางสาวสุพรรณีกล่าวต่อว่า มุมมองด้านเทคโนโลยีที่สำคัญต่อจากนี้จึงต้องโฟกัสไปที่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีให้มีความแข็งแกร่ง ซึ่งถือเป็นรากฐานของการทำธุรกิจต่อไปในอนาคต
จะเห็นว่าในปัจจุบัน การนำคลาวด์ทุกประเภทไม่ว่าจะเป็น Private Cloud, Public Cloud, Hybrid Cloud มาปรับใช้เริ่มกลายเป็นเรื่องพื้นฐานในการทำดิจิทัลทรานฟอร์มเมชั่น เพื่อรองรับโซลูชั่นด้าน AI การปรับขยายตัวของธุรกิจ และช่วยเพิ่มระยะเวลาที่ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการจนถึงขั้นตอนการวางจำหน่ายหรือเปิดตลาด ด้วยกระบวนการทำงานแบบอัตโนมัติเพิ่มขึ้น
โดยในปี 2024 นี้ เร้ดแฮท ได้ชู 4 ผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับการพัฒนาและช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถทำดิจิทัลทรานฟอร์มเมชั่นผ่านการใช้งาน Open Hybrid Cloud ประกอบด้วย
1. Red Hat OpenShift แพลตฟอร์มช่วยจัดการคอนเทนเนอร์ ช่วยให้นักพัฒนาและองค์กรสามารถสร้างและจัดการคลาวด์คอนเทนเนอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสนับสนุนการทำงานของแอปพลิเคชั่นในรูปแบบคอนเทนเนอร์ ทำให้ง่ายต่อการเรียกใช้และการจัดการงานต่างๆบนคลาวด์
2. Trusted Software Supply Chain มุ่งเน้นการให้ความน่าเชื่อถือในทุกระดับของซอฟต์แวร์ที่มีบทบาทในระบบ ตั้งแต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การทดสอบ, การบริหารจัดการ, ไปจนถึงขั้นตอนการให้บริการแก่ผู้ใช้. วัตถุประสงค์คือการให้ความมั่นใจและการรับรองว่าซอฟต์แวร์ทุกชิ้นที่เข้ามาในระบบได้รับการสร้างขึ้นและบริหารจัดการโดยวิธีที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ
3. Red Hat OpenShift AI ผลิตภัณฑ์ใหม่แกะกล่องที่พึ่งเปิดตัวไปในช่วงเดือน พฤษภาคม 2023 ที่ผ่านมา และพึ่งประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2024 กับโซลูชั่นที่จะเข้ามาช่วยปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที ให้รองรับกับการใช้งานโซลูชั่นด้าน AI ต่อไปในอนาคต
4. Red Hat Ansible LightSpeed & Even-Driven Ansible ช่วยในการกำหนดค่าและจัดการโครงสร้างพื้นฐานของระบบเช่นเครือข่าย, เซิร์ฟเวอร์, คลาวด์ และการตั้งค่าระบบอัตโนมัติ ช่วยรองรับการใช้งานโซลูชั่นด้าน AI ในอนาคตให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นางสาวสุพรรณีกล่าวต่ออีกว่า ในปี 2024 นี้ เร้ดแฮทยังคงเดินหน้าชช่วยเหลือการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นให้กับองค์กรธุรกิจอย่างต่อเนื่อง นอกเหนือจากอุตสาหกรรมสถาบันการเงินที่เป็นกลุ่มลูกค้าหลักของเร้ดแฮท ได้มีการขยายไปสู่การให้บริการในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่เช่น อุตสาหกรรมโทรคมนาคมและอุตสาหกรรมเฮลท์แคร์ เป็นต้น
โดยมีจุดหมายหลักในการพัฒนาโซลูชั่น Open Hybrid Cloud ที่ถือเป็นรากฐานสำคัญในการดำเนินธุรกิจขององค์กรต่อจากนี้ให้ดียิ่งขึ้น รองรับ Workload ได้ตามที่องค์กรธุรกิจต้องการ ความยืดหยุ่นปรับขนาดได้ ภายใต้พื้นฐานของซอฟต์แวร์แบบ Open Source ในการออกแบบแพลตฟอร์มที่มีส่วนประกอบตามความต้องการของลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าสามารถนำไปต่อยอด สร้าง Intelligent Apps ได้อย่างเหมาะสม
นายศุภชัย พานิชายุนนท์ หัวหน้าหน่วยธุรกิจพัฒนาโซลูชั่น เอไอเอส เปิดเผยว่า จากวิสัยทัศน์ของเอไอเอส ที่ชัดเจนในการเป็น "Cognitive Tech-Co" หรือ องค์กรโทรคมนาคมอัจฉริยะ
ดำเนินการธุรกิจหลักคือ ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ ธุรกิจอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ ธุรกิจบริการลูกค้าองค์กร และดิจิทัลเซอร์วิส เอไอเอส มุ่งมั่นสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ครอบคลุม ผ่านเครือข่ายอัจฉริยะต่าง ๆ เทคโนโลยีล้ำสมัย และความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับผู้ประกอบการทั้งในประเทศและระดับโลกในหลายภาคส่วน
การที่เอไอเอสเลือกใช้ OpenShift Container Platform เพื่อสร้าง Open Hybrid Cloud ที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัวและส่งมอบบริการสู่ตลาดได้รวดเร็วมากขึ้น โดยใช้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น Red Hat Enterprise Linux, JBoss, OpenShift, และ Red Hat’s Consulting Services ซึ่งเสริมให้ AIS คงความต่อเนื่องในการเสริมสร้างฐานความรู้และจุดยืนของ AIS เพื่อความสำเร็จในอนาคตได้อย่างแข็งแกร่ง
นอกจากนี้เอไอเอสยังมองหาการเชื่อมต่อและใช้สมรรถนะของ Open Source คอมมิวนิตี้ ให้เป็นประโยชน์ในการเสริมแกร่งให้กับวัฒนธรรมของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ภายในของบริษัท และการทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัล
นายธวัชชัย เสรีวัฒนพงษ์ ผู้จัดการทั่วไป,Digital Efficiency N-Health เปิดเผยว่า N Health มุ่งสู่การเป็นบริษัทระดับแนวหน้าที่ให้บริการร่วมกันที่เป็นเลิศแก่โรงพยาบาลและองค์กรด้านการดูแลสุขภาพในระดับสากล
ด้วยบริการด้านห้องปฏิบัติการประสิทธิภาพสูง โซลูชั่นด้านซัพพลายเชนที่ล้ำหน้า กระบวนการฆ่าเชื้อคุณภาพสูง และวิศวกรรมชีวการแพทย์ทรงประสิทธิภาพ เพื่อช่วยให้โรงพยาบาลและองค์กรด้านการดูแลสุขภาพต่าง ๆ มีความได้เปรียบทางการแข่งขันของบริษัทฯ มีความปลอดภัย
เมื่อปี 2023 ที่ผ่านมา N Health ได้ดำเนินงานนำร่องที่เน้นการพัฒนาระบบบำรุงรักษาอุปกรณ์การแพทย์ (Medical Equipment Maintenance system) ที่ขับเคลื่อนการทำงานด้วย Red Hat Enterprise Linux และ OpenShift เพื่อให้แอปพลิเคชั่นทำงานอย่างไม่สะดุดบนสภาพแวดล้อม Hybrid Cloud
โดย N Health ใช้ทั้งระบบที่ติดตั้งภายในองค์กร และบนคลาวด์ ซึ่ง OpenShift ให้การสนับสนุนให้ระบบไอทีของ N Health มีความยืดหยุ่นราบรื่น ช่วยให้มั่นใจว่าจะสามารถโยกย้ายการทำงานข้ามระบบและสามารถปรับขนาดการใช้งานได้ตามต้องการ รวมถึงการใช้โซลูชัน Open Source ระดับองค์กร ยังช่วยให้ N Health มั่นใจว่าแอปพลิเคชันโปรเจกต์ต่าง ๆ ของบริษัทมีความปลอดภัย