โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประวัติศาสตร์ว่าด้วย “สมเด็จพระนเรศวรฯ” จุดร่วมผลประโยชน์ “กองกำลังไทใหญ่” และรัฐบาลไทย

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 16 ก.พ. 2567 เวลา 02.35 น. • เผยแพร่ 15 ก.พ. 2567 เวลา 08.28 น.
ภาพประกอบเนื้อหา - พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช อ.เกาะคา จ.ลำปาง กับฉากหลัง (ขวา) ภาพจิตรกรรมสมเด็จพระนเรศวรตามจับพญาจีนจันตุ จิตรกรรมฝาผนังภายในวิหารวัดสุวรรณดาราราม พระนครศรีอยุธยา จาก ศิลปวัฒนธรรม, 2559 (ซ้าย) “สมเด็จพระนเรศวรมหาราชกระทำยุทธหัตถีกับสมเด็จพระมหาอุปราชา” จิตรกรรมฝาผนัง จัดแสดงภายในอาคารภาพปริทัศน์ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ จังหวัดปทุมธานี

ช่วงปี 2548 ที่ฐานเนินกองคาของทหาร “ไทใหญ่” มีศาล “สมเด็จพระนเรศวรฯ” และการสักการะบูชา ที่คอของทหารไทใหญ่มีเหรียญทองแดงรมดำรูปสมเด็จพระนเรศวรฯ ร้อยเชือกห้อยเป็นของขลังติดตัว

สถานการณ์เมื่อปี 2548 มีการต่อสู้ครั้งใหญ่ในเดือนเมษายน ระหว่างกองกำลังว้าแดง (UWSA-United Wa State Army) หน่วย 171 ของเหว่ยเซียะกัง ที่มีเป้าหมายขึ้นยึดพื้นที่ “ดอยไตแลง” ของกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่ (SSA-Shan State Army) ภายใต้การนำของพันเอกเจ้ายอดศึก

ทำไมต้องเป็น “สมเด็จพระนเรศวรฯ” กษัตริย์ไทยที่เสด็จสวรรคตไปกว่า 400 ปี!

พันเอกเจ้ายอดศึก ผู้นำกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่ขณะนั้น ตอบคำถามสั้นๆ ถึงที่มาทางประวัติศาสตร์อันทำให้ทหารไทใหญ่นับถือสมเด็จพระนเรศวรฯ อย่างที่สุดว่า

“พระนเรศวรฯ กับเจ้าคำก่ายน้อยเจ้าฟ้าของไทใหญ่ [วีรบุรุษคนหนึ่งของชาวไทใหญ่]ท่านเป็นเพื่อนกัน มีจุดมุ่งหมายเหมือนกัน คือต้องการรบพม่า ต้องการขับไล่พม่าออกจากแผ่นดินไทยและแผ่นดินไทใหญ่ คนไทใหญ่ถือว่าถ้าพระนเรศวรฯ ยังอยู่ ไทใหญ่จะไม่ลำบากอย่างนี้ เพราะท่านมีนโยบายปราบพม่าให้หมดสิ้น คนไทใหญ่ทุกคนรู้เรื่องนี้ ผมศึกษาประวัติศาสตร์ ได้รู้ และเชื่อถือมาก ทหารไทใหญ่ทุกคนเชื่อเพราะรู้ประวัติศาสตร์ ผมอธิบายให้ฟังทุกคน”

ช่วงที่สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงทำสงครามประกาศอิสรภาพจากการยึดครองของพม่า ครั้งนั้นทหารไทใหญ่ได้เป็นกำลังพลสำคัญ เป็นเพื่อนตายร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่มากับทหารไทย ต่อสู้เพื่อเอกราชของชาติไทย กอบกู้เรียกคืนแผ่นดินจากการยึดครองของพม่า

พระราชพงศาวดารกรุงสยามฉบับบริติชมิวเซียม บันทึกว่า

“ขณะนั้นพระยากำแพงเพชรส่งข่าวไปถวายว่า ไทใหญ่เวียงเสือ เสือต้าน เกียกกาย ขุนปลัด มังทราง มังนิ่ววายลองกับนายม้าทั้งปวงอันอยู่ ณ เมืองกำแพงเพชร พาครัวอพยพหนี พม่ามอญตามไปทัน ได้รบพุ่งกันตำบลหนองปลิงเป็นสามารถ พม่ามอญแตกแก่ไทใหญ่ทั้งปวงๆ ยกไปทางเมืองพระพิษณุโลก

สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าทราบดังนั้น ก็ให้ม้าเร็วไปบอกแก่หลวงโกษา และลูกขุนอันอยู่รักษาเมืองพระพิษณุโลกว่าซึ่งไทใหญ่หนีมานั้นเกลือกจะไปเมืองอื่นให้แต่งออก (อายัด) ด่านเพชรบูรณ์ เมืองนครไทย ชาตระการ แสเซาให้มั่นคงไว้ อย่าให้ไทใหญ่ออกไปรอด หลวงโกษาและลูกขุนทั้งปวงทราบดังนั้น ก็แต่งออกไปกำชับด่านทางทั้งปวงตามรับสั่ง ฝ่ายไทใหญ่ก็พาครอบครัวตรงเข้ามาเมืองพระพิษณุโลก หลวงโกษาและลูกขุนทั้งปวงก็รับพิทักษ์รักษาไว้ นันทสุกับราชสังครามมีหนังสือมาให้ส่งไทใหญ่ หลวงโกษา และลูกขุนผู้อยู่รักษาเมืองพระพิษณุโลกก็มิได้ส่ง”

ทหารและประชาชนไทใหญ่ที่เข้ามาอยู่ในอารักขาของทางไทยนั้น ทางพม่าได้ขอให้ส่งกลับ สมเด็จพระนเรศวรฯ รับสั่งให้มีหนังสือปฏิเสธว่า เมื่อมีผู้มาพึ่งพระราชสมภาร หวังจะให้พ้นจากภัยอันตรายต่างๆ การจะให้ส่งไทใหญ่ไปนั้น ไม่ควรด้วยคลองขัตติยราชประเพณีธรรม ทำให้ทหาร SSA เลื่อมใสศรัทธาสมเด็จพระนเรศวรฯ ในฐานะประดุจศูนย์รวมแห่งความเชื่อ

เมื่อ พ.ศ. 2501 “หนุ่มศึกหาญ” กองกำลังกู้ชาติไทใหญ่กลุ่มแรก ภายใต้การนำของ “เจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะ” ก่อตั้งขึ้นที่รัฐฉาน ติดต่อ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี เพื่อขอความช่วยเหลือทางการทหารและความจำเป็นด้านอื่นๆ จากรัฐไทย แลกกับข่าวจากประเทศพม่า และเป็นแนวกันชนให้รัฐไทยในการป้องกันภัยคุกคามจากประเทศพม่า

จอมพล สฤษดิ์ ก็ให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี เพราะไทยกำลังเผชิญกับปัญหาภัยคอมมิวนิสต์รอบด้าน ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างไทย-พม่าในเวลานั้นก็ยังไม่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน

จอมพล สฤษดิ์ ยังเลือกวีรบุรุษที่จะช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างชาวไทใหญ่-ไทย และคำตอบก็มาจบที่ “สมเด็จพระนเรศวรฯ” ซึ่งเคยมีประวัติการรบชนะพม่า และเคยสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชาวไทใหญ่มาก่อน จอมพล สฤษดิ์ กับเจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะยังร่วมกันสร้าง “เหรียญบูชารูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ขึ้นมา 1,000 เหรียญ ด้านหน้าเป็นรูปสมเด็จพระนเรศวรฯ หันข้างซ้าย เห็นเฉพาะพระพักตร์ด้านข้าง และมีพระนามสมเด็จพระนเรศวรฯ เป็นตัวอักษรไทใหญ่อยู่ทั้งด้านหน้า-หลัง ปัจจุบันเหรียญรุ่นนี้ ถือว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์หายาก

ทหารไทใหญ่ภายใต้การนำของพันเอกเจ้ายอดศึก ต่างก็มีเครื่องรางสำคัญคือ “เหรียญสมเด็จพระนเรศวรฯ” คล้องเชือกป่านห้อยคอไว้คุ้มครองให้ความมั่นใจ ยามออกหน้าศึกสู้รบกับพม่า เช่นเดียวกับทหารไทใหญ่ตั้งแต่รุ่น “ขบวนการหนุ่มศึกหาญ” ในนครั้งนั้น

พ.ศ. 2539 เป็นช่วงเริ่มก่อตั้งกองทัพ SSA ของเจ้ายอดศึก ขณะนั้นความตึงเครียดของปัญหาชายแดนไทย-พม่ายังปะทุขึ้นเป็นระยะ ความเชื่อเรื่องสมเด็จพระนเรศวรฯ ก็ได้ถูกนำมา “ตอกย้ำ” ถึงความสัมพันธ์แน่นแฟ้น ระหว่างไทยสยามกับไทใหญ่อีกครั้ง โดยทางการไทยได้จัดสร้างศาลสมเด็จพระนเรศวรฯ ร่วมกับศาลเจ้าเมืองของบ้านหลักแต่งในหมู่บ้านเปียงหลวง อันเป็นหมู่บ้านประชาชนไทใหญ่ และครอบครัวของอดีตทหารไทใหญ่ในกองทัพ SURA ของนายพลโมเฮง

แต่ “พายุทางการเมือง” ย่อมเปลี่ยนไปตามนโยบายและผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจ เมื่อนักธุรกิจการเมืองไทยในยุคต่อๆ มา มีผลประโยชน์มหาศาลในกิจการที่ไปลงทุนในพม่า อุดมการณ์ที่มีร่วมกันระหว่างไทยสยามและไทใหญ่ ในเรื่องสมเด็จพระนเรศวรฯ จึงกลายเป็น “ปัญหา”

กลางปี 2547 ทางกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่ SSA มีความตั้งใจที่จะสร้างอนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ไว้เป็นศูนย์รวมจิตใจให้ทหารและประชาชนไทใหญ่บนยอดดอยไตแลง ฝั่งรัฐฉาน ประเทศพม่า แต่ทางฝ่ายไทยสั่งระงับการก่อสร้างดังกล่าว

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : บทความนี้เขียนเก็บความจาก นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว “สมเด็จพระนเรศวรฯ กับคนไทใหญ่” ใน, ศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤศจิกายน 2548

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2567

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ประวัติศาสตร์ว่าด้วย “สมเด็จพระนเรศวรฯ” จุดร่วมผลประโยชน์ “กองกำลังไทใหญ่” และรัฐบาลไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...