โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บะห์ดูร์ ชาห์ ซาฟาร์ ที่ 2 จักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งโมกุล ถูกฝังลืมไร้นาม ที่สุสานเมืองร่างกุ้ง

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 12 ก.ย 2568 เวลา 11.31 น. • เผยแพร่ 12 ก.ย 2568 เวลา 11.31 น.
บะห์ดูร์ ชาห์ ซาฟาร์ ที่ 2 จักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งจักรวรรดิโมกุล

บะห์ดูร์ ชาห์ ซาฟาร์ ที่ 2 จักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งโมกุล ถูกฝังลืมไร้นาม ที่สุสานเมืองร่างกุ้ง

บะห์ดูร์ ชาห์ ซาฟาร์ ที่ 2 (Bahadur Shah Zafar II) คือจักรพรรดิองค์ที่ 20 และเป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่ง “จักรวรรดิโมกุล” ที่ปกครองอินเดียกว่า 300 ปี

ชะตากรรมของพระองค์นั้นช่างพลิกผันจากจักรพรรดิแห่งดินแดนอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ ท้ายสุดพระองค์และอัครมเหสีต้องถูกเนรเทศไปยังเมืองร่างกุ้ง (ย่างกุ้ง) ประเทศพม่า ในฐานะ “นักโทษแห่งรัฐ” และสวรรคตอย่างไร้นาม พระศพถูกนำไปฝังไว้ที่ด้านหลังกำแพงปิดล้อมคุก

เรื่องราวของ บะห์ดูร์ ชาห์ ซาฟาร์ ที่ 2 จักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งโมกุล เลือนรางไปตามกาลเวลา กระทั่ง วิลเลียม ดัลริมเพิล (William Dalrymple) นักเขียนชาวสกอตแลนด์ ที่ไปใช้ชีวิตที่อินเดียถึงราว 20 ปี ศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากเอกสารกว่า 20,000 ชิ้น ค่อยๆ ปะติดปะต่อเรื่องราว กระทั่งนำพาจักรพรรดิบะห์ดูร์ ชาห์ ซาฟาร์ ที่ 2 กลับมาโลดแล่นอยู่ในความรับรู้ของผู้คนอีกครั้ง ผ่านผลงานเรื่อง The Last Mughal: The Fall of Delhi, 1857 แปลเป็นภาษาไทยโดยนักแปลฝีมือฉกาจอย่าง สุภัตรา ภูมิประภาส ในชื่อ “The Last Mughal เมื่อบัลลังก์ล่ม เดลีร้าง” (สำนักพิมพ์มติชน)

จุดกำเนิดจักรวรรดิโมกุล

จักรวรรดิโมกุล มีที่มาสืบย้อนไปได้ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 14 ดังที่ดัลริมเพิลเล่าว่า ติมูร์ (Timur) ขุนศึกจากชนเผ่ากลุ่มย่อยของมองโกล เป็นผู้พิชิตดินแดนส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันตกและเอเชียกลาง แล้วก่อตั้งจักรวรรดิติมูร์ราวปี 1370 เมื่อล่วงถึงปี 1467 จักรวรรดิติมูร์เริ่มสูญเสียดินแดนไปทีละน้อย แต่ยังปกครองรัฐเล็กๆ หลายแห่งในเอเชียกลางและบางส่วนของอินเดีย

บาบูร์ (Babur) หรือชื่อเต็มว่า ซาฮีร์รุดดีน มูฮัมหมัด (Zahīr ud-Dīn Muhammad) เกิดในปี 1483 ในพื้นที่ที่ปัจจุบันคืออุซเบกิสถาน บาบูร์ขึ้นสืบอำนาจปกครองเมืองเฟอร์กานาต่อจากบิดาในปี 1497 แต่เมื่อเสียเมืองให้กับศัตรู บาบูร์จึงนำทัพมายังคาบูล (เมืองหลวงของอัฟกานิสถานในปัจจุบัน) และยึดคาบูลได้ในปี 1504 นับเป็นผู้สืบเชื้อสายคนสุดท้ายของราชวงศ์ติมูร์ที่ปกครองเขตแดนนี้ แต่เมื่อไม่สามารถยึดเอเชียกลางทั้งหมดได้ บาบูร์จึงมุ่งสู่อินเดีย

ปลายทศวรรษ 1510 บาบูร์ทำสงครามเพื่อยึดครองหุบเขาทางตอนเหนือของแม่น้ำสินธุ (ปัจจุบันอยู่ในปากีสถาน) จากนั้นมุ่งตะวันออกไกล ออกไปยังอาณาจักรสุลต่านเดลี ที่ยึดครองพื้นที่อินเดียเหนือส่วนใหญ่ไว้

ปี 1524 บาบูร์เดินทัพสู่เมืองลาฮอร์ ภายใต้เขตปกครองของสุลต่านแห่งเดลี กองทัพบาบูร์มีชัยเหนือกองทัพสุลต่าน และเผาเมืองลาฮอร์ราบคาบ จากนั้นอีก 2 ปี บาบูร์รบชนะในสงครามที่เมืองปานิบัต เข้ายึดเมืองอักราและเดลี ก่อนสถาปนาจักรวรรดิโมกุล และขึ้นเป็นจักรพรรดิองค์แรกของราชวงศ์โมกุล ก่อนสวรรคตในปี 1530

ราชวงศ์โมกุลมีที่มั่นอยู่ที่เมืองอักราได้ประมาณ 1 ศตวรรษ พอถึงปี 1638 ชาห์ จาฮาน (Shah Jahān) จักรพรรดิโมกุลองค์ที่ 5 ย้ายราชธานีจากอักรามายังเดลี สร้างเมืองชาห์จาฮานาบาด (ปัจจุบันคือเขตเมืองเก่าโอลด์เดลี) บนริมฝั่งแม่น้ำยมุนา และสร้างพระราชวังป้อมแดงเป็นที่ประทับของจักรวรรดิโมกุลสืบแต่นั้นมา

ตราบจนสิ้นราชวงศ์ในสมัยจักรพรรดิโมกุลองค์ที่ 20 บะห์ดู ชาห์ ซาฟาร์ ที่ 2 ในปี 1857

บะห์ดูร์ ชาห์ ซาฟาร์ ที่ 2 จักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งโมกุล

อวสาน “จักรวรรดิโมกุล” เกี่ยวพันกับจักรวรรดิอังกฤษอย่างแยกไม่ออก ซึ่งเรื่องนี้ต้องย้อนไปในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 เมื่อ บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ (British East India Company-EIC) ได้รับใบอนุญาตกรรมสิทธิ์ทำการค้าในตะวันออกตั้งแต่ปี 1599 จากราชสำนักและรัฐสภาอังกฤษ

ในอินเดีย EIC ได้รับสิทธิทำการค้า สามารถผลิตเหรียญกษาปณ์เอง และได้รับสิทธิให้มีกองทัพของตัวเอง มีลูกจ้างฝ่ายพลเรือนในการบริหารจัดการการค้า และมีทหารรับจ้างชาวพื้นเมือง รู้จักกันในชื่อ “ทหารซีปอย” เป็นชาวมุสลิมและฮินดูที่เคร่งครัดในศาสนา

EIC ทำการค้าในอินเดียเรื่อยมาจนถึงปี 1765 ในรัชสมัย ชาห์ อาลัม ที่ 2 (Shah Alam II) จักรพรรดิองค์ที่ 17 บริษัทก็ได้รับมอบอำนาจจากจักรพรรดิให้เป็นผู้แทนเก็บภาษีในเบงกอล ซึ่งบริษัทก็ถวายเงินแก่ราชสำนักเป็นการตอบแทนผลประโยชน์ และยังรับรองสถานะการเป็นข้าราชบริพารของจักรพรรดิชาห์ อาลัม ที่ 2 บนเหรียญกษาปณ์และตราประทับของ EIC โดยสลักข้อความ “ฟิดวี ชาห์ อาลัม” (ข้ารับใช้ที่ภักดีของชาห์อาลัม) แต่ต่อมาข้อความนี้ถูกลบออกในปี 1833

ควบคู่กับการทำการค้าใน “อนุทวีป” จักรวรรดิอังกฤษก็ค่อยๆ แผ่ขยายอำนาจในดินแดนนี้มากขึ้น มีปัจจัยหนุนเป็นความแตกร้าวภายในอินเดีย ที่ดินแดนต่างๆ แข็งข้อไม่ยอมรับอำนาจจากส่วนกลาง

บะห์ดูร์ ชาห์ ซาฟาร์ ที่ 2 ประสูติเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ปี 1775 ที่เดลี เป็นโอรสองค์ที่ 2 ของ อักบัร ชาห์ ที่ 2 (Akbar Shāh II) ทรงเป็นกวี นักดนตรี นักเขียนอักษรวิจิตร โดยสรุปคือทรงมีความเป็นศิลปินมากกว่าการเป็นผู้ปกครอง

“พระองค์ทรงเป็นผู้คิดค้นอักษรวิจิตร เป็นซูฟี เป็นนักเทววิทยา เป็นอุปภัมภกจุลจิตรกรรม เป็นผู้รังสรรค์อุทยานต่างๆ และเป็นกวีร่ายศรัทธาแห่งศาสนาผู้เคร่งครัดยิ่ง แต่ถึงทศวรรษ 1850 พระองค์แทบไม่มีอำนาจแท้จริงเลยในแต่ละวัน นอกเหนือไปจากพลังลึกลับรายรอบที่ยังคงติดอยู่กับราชวงศ์โมกุล และเป็น ‘ตัวขุน’ บนกระดานหมากรุกในหลายด้าน

แม้ว่าพระองค์ทรงหวาดหวั่นแต่เริ่มแรกเมื่อพวกซีปอยซึ่งหยาบคายและเข้าตาจนพรวดพราดเข้ามาในพระราชวังของพระองค์เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ปี 1857 แต่ท้ายที่สุด ซาฟาร์ทรงตกลงพระทัยประทานพรให้กับการกบฏนี้ ด้วยทรงเห็นว่าเป็นหนทางเดียวที่จะรักษาราชวงศ์ที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์ไว้ไม่ให้สูญสิ้น และนั่นเป็นการตัดสินพระทัยที่ทำให้พระองค์ทรงพบกับความปวดร้าวในเวลาต่อมา” สุภัตราแปลไว้ในหนังสือ

เค้าลางการล่มสลายของจักรวรรดิโมกุลเริ่มปรากฏชัดในปี 1856 เมื่ออังกฤษยึดครองราชอาณาจักรอวัธ กระทั่งปี 1857 สถานการณ์ก็ปะทุรุนแรง เมื่อเกิด “กบฏอินเดีย” ทหารซีปอยลุกฮือขึ้นต่อต้านจักรวรรดิอังกฤษ จนถูกตอบโต้กลับอย่างเหี้ยมโหด และเหตุการณ์กบฏอินเดียนี่เองที่เป็นชนวนสุดท้าย ทำให้อังกฤษหาเหตุยึดครองอินเดีย นำสู่การก่อตั้ง “บริติชราช” (British Raj) เพื่อปกครองอินเดียโดยตรง

จักรพรรดิบะห์ดูร์ ชาห์ ซาฟาร์ ที่ 2 ซึ่งในปี 1857 ทรงมีพระชนมายุ 82 พรรษา พร้อมด้วยอัครมเหสีคือ พระนางซัยนัต มาฮาล (Zinat Mahal) อายุ 36 ปี ถูกเนรเทศไปอยู่ร่างกุ้ง ในพม่า ในฐานะ “นักโทษแห่งรัฐ”

ทั้งสองพร้อมด้วยสมาชิกครอบครัวไม่กี่พระองค์ เดินทางไปถึงร่างกุ้งในวันที่ 8 ธันวาคม โดยมีนายทหารชาวอังกฤษเป็นผู้ดูแล ปราศจากทรัพย์สินมีค่าใดๆ ที่จะบ่งถึงสถานะอันสูงส่งแต่เดิม และไม่มีทางล่วงรู้เลยว่า พระองค์จะทรงเป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งโมกุล หนึ่งในราชวงศ์อันยิ่งใหญ่ของอินเดีย

ทั้งหมดพำนักอยู่ที่พักแคบๆ เก่าๆ ได้สักระยะ ก็ย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่ สภาพเหมือนบ้านไม้ทั่วไปที่พบเห็นได้ในพม่า ตามที่ผู้คุมบรรยายว่า

“ที่พักแห่งนี้มีสี่ห้อง แต่ละห้องขนาดสิบหกตารางฟุต ห้องหนึ่งสำหรับอดีตกษัตริย์ อีกห้องสำหรับจาวาน บัคต์และเบฆัมวัยเยาว์ของเขา ห้องที่สามจัดให้เบฆัม ซัยนัต มาฮาล แต่ละห้องเหล่านี้มีบริเวณสำหรับอาบน้ำอยู่ติดกัน ซาห์ อับบาส กับมารดาของเขาครอบครองอีกห้องที่เหลืออยู่

ผู้ติดตามทั้งหมดอยู่กันตามระเบียงหรือพักอยู่ใต้ถุนบ้าน ซึ่งถมทับด้วยเศษอิฐเพื่อช่วยให้พื้นแห้งตลอดเวลา ร่องระบายน้ำเสียรอบบ้านเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พื้นเปียกแฉะ มีห้องน้ำสองห้องและบริเวณพื้นที่ใช้งานสองส่วน สำหรับการใช้งานของคนรับใช้และใช้ในการประกอบอาหารด้วย

ระเบียงบ้านชั้นบนรายล้อมด้วยลูกไก่ที่ผูกไว้ ที่นี่อดีตกษัตริย์ชราผู้มีร่างกายอ่อนแอกับลูกชายสองคนของเขานั่งอยู่ด้วยกันเป็นประจำ และเพราะพื้นบ้านชั้นบนถูกยกสูงใกล้กับระดับรั้วไม้ล้อมรอบบ้าน พวกเขาจึงเพลิดเพลินกับการรับลมทะเลที่พัดแผ่วมา และยังมองเห็นทิวทัศน์งดงามกว้างไกลออกไป การเฝ้าดูผู้คนผ่านไปมาและเพ่งมองเรือสินค้า ช่วยบรรเทาความเบื่อหน่ายของชีวิตที่ถูกจองจำของพวกเขาได้ระดับหนึ่ง และทำให้พวกเขาคุ้นชินและยอมรับกับสภาพที่พักปัจจุบันของพวกเขาได้อยู่บ้าง”

ปลายเดือนตุลาคม ปี 1862 สุขภาพของอดีตจักรพรรดิบะห์ดูร์ ชาห์ ซาฟาร์ ที่ 2 เริ่มทรุดลงเรื่อยๆ จวบจนสวรรคตในเวลาตี 5 วันที่ 7 พฤศจิกายน 1862 ขณะพระชนมายุ 87 พรรษา

พระศพของบะห์ดูร์ ชาห์ ซาฟาร์ ที่ 2 ถูกฝังในเวลา 4 โมงเย็นของวันเดียวกัน ในหลุมศพอิฐปิดทับด้วยแผ่นหญ้าคลุมดินระดับเสมอพื้น

“รั้วไม้ไผ่ล้อมรอบหลุมศพในระยะค่อนข้างห่าง… และเมื่อรั้วผุพัง หญ้าจะขึ้นปกคลุมบริเวณนั้นอย่างถ้วนทั่ว และจะไม่มีร่องรอยใดหลงเหลืออยู่ให้รู้ว่าโมกุลคนสุดท้ายแหางราชวงศ์โมกุลอันยิ่งใหญ่ทอดร่างอยู่ตรงไหน” คือบันทึกของผู้คุมถึงวาระบั้นปลายของจักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งโมกุล

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

The Last Mughal เมื่อบัลลังก์ล่ม เดลีร้าง. กรุงเทพฯ : มติชน, 2566.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2567

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : บะห์ดูร์ ชาห์ ซาฟาร์ ที่ 2 จักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งโมกุล ถูกฝังลืมไร้นาม ที่สุสานเมืองร่างกุ้ง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...