ข้ามาทำฟาร์มในโลกเซียน (จบแล้ว)
นิยาย Dek-D
อัพเดต 28 พ.ค. 2568 เวลา 18.53 น. • เผยแพร่ 29 ม.ค. 2567 เวลา 11.39 น. • ตำหนักหมื่นบุปผาข้อมูลเบื้องต้น
ต้นฉบับภาษาจีน: 全仙门都求我去种田
เขียน: กุยเซี่ย
ลิขสิทธิ์: Qimao
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทย: Novel Kingdom
แปล: อาเถียน
เรียงเรียง: ninetyeight
ติดต่อสำนักพิมพ์: novelkingdompartltd@gmail.com,
Facebook: https://www.facebook.com/NovelkingdomNK
“สงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗
(ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๕๘)”
ชีวิตใหม่ในร่างบุคคลไร้ค่าที่ได้มาโดยบังเอิญ…
โลกที่ผู้มีบารมีแก่กล้าเท่านั้นจะอยู่รอด…
ลูกหนึ่งสามีหนึ่ง…
จะอะไรแบบไหนก็เข้ามา…แต่ข้าจะทำฟาร์ม!
นักล่าค่าหัวระดับแนวหน้า ‘เฉินเหมียวเหมี่ยว’ ถูกเป้าหมายปลิดชีพในระหว่างปฏิบัติภารกิจ ทว่าโชคชะตากลับส่งเธอมาอยู่ในร่างของสตรีอาภัพที่มีชื่อและแซ่เดียวกับเธอ
ที่นี่คือโลกเซียน สถานที่ที่ตบะบารมีและความแข็งแกร่งคือปัจจัยสำคัญที่สุดในการมีชีวิต ทว่าเจ้าของร่างเดิมกลับเป็นคนไร้ค่าที่ร่างกายอ่อนแอและไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้
ซ้ำร้ายยังถูกคนใกล้ตัวกดขี่ข่มเหงอย่างไร้ความปรานี
พวกเศษสวะที่เคยเหยียดหยามหญิงสาวในร่างนี้ …เป็นผู้บำเพ็ญเพียรแล้วอย่างไร! นักล่าค่าหัวมากประสบการณ์อย่างเฉินเหมียวเหมี่ยวจะทวงคืนความยุติธรรมให้เจ้าของร่างเดิม…ให้-สา-สม!
------------------------------------
คนแรกที่เธอพบหลังตื่นขึ้นอีกครั้งเป็นชายหนุ่มหล่อล่ำ สวมหน้ากากทองคำปิดบังใบหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง
‘คนอะไรใส่หน้ากากยังดูรู้ว่าหล่อ สวรรค์! หรือเธอเจอเทพบุตรเข้าให้แล้ว?’
‘ม่อเสวียนหมิง’ บุรุษผู้มีความลับแสนยิ่งใหญ่ พร้อมกับบุตรชายสามขวบอีกหนึ่งหน่อ (พวก)เขาจะร่วมฝ่าฟันอุปสรรคไปกับเธอนับจากนี้…
------------------------------------
เฉินเหมียวเหมี่ยวมีความฝันที่อยากมีชีวิตเรียบง่าย เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และนั่นก็กลายเป็นพรสวรรค์ของเธอเมื่อมาอยู่ในโลกนี้
ในเมื่อเธอไม่สามารถบำเพ็ญเพียรในโลกที่ราวกับต้องมนต์นี้ได้ เช่นนั้นเธอก็ขออยู่ที่นี่แบบคนธรรมดาอย่างสงบสุขก็แล้วกัน สานฝันที่มีมาทั้งชีวิตของตัวเอง เป็นชาวไร่ที่เก่งกาจที่สุดในใต้หล้า!
ตอนที่ 1 ทะลุมิติมาแล้ว
แม่น้ำกลืนวิญญาณ
“เฉินเหมียวเหมี่ยว เจ้าอย่าโทษข้าเลยนะ หากจะโทษก็ต้องโทษที่เจ้าทั้งโง่ทั้งอัปลักษณ์ แต่พ่อเจ้ายังไร้ยางอายหาคู่แต่งงานที่ดีเช่นนี้ให้กับเจ้าอีก เจ้าไม่ดูสารรูปตัวเองซะบ้างว่าตัวเองคู่ควรหรือไม่!”
“…”
“จงไปหาพ่อเจ้าที่ยมโลกซะเถอะ เฉินเหมียวเหมี่ยว”
“…”
“โยนลงไป!”
……
เฉินเหมียวเหมี่ยวถูกโยนลงไปในแม่น้ำกลืนวิญญาณที่เชี่ยวกราก กระแสน้ำราวกับมีปีศาจมากมายรออยู่เบื้องล่าง คำรามและดึงเธอให้จมลงไป
เธอคิดว่าตัวเองต้องถูกกระแสน้ำฉีกร่างออกเป็นชิ้น ๆ เป็นแน่ ทว่ากลับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดแต่อย่างใด หนำซ้ำเธอยังฝันถึงเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกเรื่องหนึ่ง…
ในความฝัน เธอราวกับคนเสียสติ นอนก่ายเกยอยู่บนตัวของบุรุษคนหนึ่งที่ไม่สามารถขยับตัวได้ ทุกสิ่งที่เธอทำเต็มไปด้วยความหยาบโลน พาให้หน้าแดงเรื่อ ใจเต้นระรัว ส่วนบุรุษคนนั้นจากตอนแรกที่ไร้เรี่ยวแรงต้านทานก็ค่อย ๆ เป็นฝ่ายเคลื่อนไหว อุณหภูมิในความฝันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
มีการรัดรึง มีการดิ้นรน พลันตัวสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุมได้
เธอจำได้ว่า มีมือขนาดใหญ่ที่เรียวยาวและเต็มไปด้วยพลังกักขังเธอเอาไว้ บังคับให้เธอจมลึกลงไปในทะเลที่มืดมิด
อาการวิงเวียนจากการหายใจไม่ออกแทบจะทำลายจิตวิญญาณของเฉินเหมียวเหมี่ยว หญิงสาวพยายามลืมตาขึ้น แต่กลับเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายไม่ชัด มีเพียงแววตาอันลุ่มลึกคู่นั้น งดงามจนใจสั่นระรัว
“เจ้าเป็นใคร!”
อีกฝ่ายถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม นอกจากความโมโหแล้วยังแฝงไว้ด้วยความหงุดหงิด ราวกับกำลังเหยียดหยามเธออยู่อย่างไรอย่างนั้น
“เจ้า…ช่างไร้ยางอายยิ่งนัก!”
เขาคำรามด้วยความเดือดดาล
ใช่แล้ว ช่างไร้ยางอาย!
ทำไมเธอจึงฝันไร้สาระแบบนี้เนี่ย!
เฉินเหมียวเหมี่ยวมีท่าทางประดักประเดิด พลางบ่นกับตนเองขณะพยุงตัวขึ้น เธอคิดว่าตัวเองคงทำงานหนักเกินไปจึงได้ฝันอะไรประหลาด ๆ แบบนี้ อืม ถึงอย่างไรตอนนี้ก็หาเงินได้มากแล้ว คงใกล้เกษียณได้แล้วมั้ง
ซื้อที่ดินสักสิบไร่ เริ่มต้นอาชีพที่เธอใฝ่ฝันมาทั้งชีวิต ปลูกผัก เลี้ยงไก่ เพียงเท่านี้ก็มีความสุขมากแล้วไม่ใช่เหรอ?
ขณะที่เฉินเหมียวเหมี่ยวกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ความเจ็บปวดก็แล่นเข้ามาในหัวของเธอราวกับกระแสน้ำ ความทรงจำที่ไม่ใช่ของตนเองกำลังประดังเข้ามาครอบงำจิตวิญญาณของเธอ
ถูกทุบตี ถูกเยาะเย้ย ถูกเหยียดหยาม ถูกวางยา หลังจากชื่อเสียงถูกทำลายก็ถูกโยนลงไปในแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว…นี่เป็นบทสรุปชีวิตสั้น ๆ ที่น่าเวทนาเหลือเกิน
เป็นความทรงจำของสตรีที่มีชื่อและแซ่เดียวกับเธอ
หญิงสาวคนนั้นเปรียบเหมือนหยาดน้ำค้างสีขาวในคืนที่หนาวเหน็บ ไม่เคยเห็นท้องฟ้าที่สดใส ยามพระอาทิตย์ทอแสงก็ต้องดับสูญแล้ว
ส่วนเธอก็ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของหญิงสาวอาภัพผู้นี้
เฉินเหมียวเหมี่ยวมองมือที่เปื้อนโคลนทั้งสองข้างตรงหน้า จู่ ๆ ก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมา
ในที่สุดเธอก็จำได้แล้ว
ในภารกิจสุดท้าย เธอถูกเป้าหมายวางระเบิดจนร่างแหลกเป็นชิ้น ๆ คิดไม่ถึงว่าเธอจะจับพลัดจับผลูมาเกิดใหม่ในอีกโลกหนึ่งแบบนี้
หลังจากสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ไม่นานเฉินเหมียวเหมี่ยวก็แยกแยะความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมได้
นางเป็นเพียงสตรีโง่เขลา ชีวิตของนางจึงราบเรียบยิ่งนัก
และเพราะมีชีวิตที่เรียบง่าย จึงทำให้นางจดจำสิ่งเลวร้ายที่ต้องเจอได้ดี
ในโลกบำเพ็ญเพียรที่ความแข็งแกร่งคือปัจจัยสำคัญที่สุด เจ้าของร่างเดิมกลับเป็นคนไร้ค่าที่ไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้ จึงถูกคนข่มเหงและดูถูกมาตลอด
นอกจากความทุกข์เหล่านี้แล้ว ยังมีคนที่เรียกตัวเองว่าญาติที่ทำตัวราวกับปลิงดูดเลือดนาง ครอบครัวว่าที่สามีที่เนรคุณและเลวทรามต่ำช้า ไปจนถึงบ่าวรับใช้ที่รังแกนายตัวเอง
ราวกับความอ่อนแอคือตราบาปที่ติดตัวมา ถูกกำหนดมาแล้วว่านางสมควรตาย!
หลังจากแยกแยะความทรงจำได้แล้ว จิตใจของเฉินเหมียวเหมี่ยวก็ไม่อาจสงบได้พักใหญ่ นางเอามือปิดหน้าตัวเองและเอ่ยเบา ๆ “เจ้าวางใจเถอะ ข้าจะล้างแค้นให้เจ้าเอง…ใคร?”
ทันใดนั้นเฉินเหมียวเหมี่ยวเงยหน้าขึ้น แววตาคมกริบราวกับคมมีดจ้องเขม็งไปยังต้นไม้ใหญ่ ซึ่งสูงตระหง่านเทียมเมฆเหนือริมแม่น้ำ
ยอดไม้หนาแน่น ลมกระโชกแรง ทำให้มองอะไรได้ไม่ชัดเจนเท่าไรนัก แต่สัญชาตญาณบอกเฉินเหมียวเหมี่ยวว่า สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวซ่อนตัวอยู่ตรงนั้น…
“โผล่หัวออกมาซะ!”
เฉินเหมียวเหมี่ยวตะคอกเสียงเย็น
คนที่อยู่ในความมืดค่อย ๆ ก้าวออกมา
เฉินเหมียวเหมี่ยวจ้องเขม็งอีกฝ่าย ท่าทางระแวดระวังค่อย ๆ กลายเป็นตะลึงงัน ถึงขนาดลอบกลืนน้ำลายเล็กน้อย
สวรรค์ นางเจอเทพบุตรเข้าให้แล้วหรือ?
ผู้ที่เดินเข้ามามีรูปร่างสง่างาม ท่าทางสงบนิ่งราวกับภาพวาด สวมหน้ากากสีทองปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่งเอาไว้ ผิวที่เผยออกมานอกร่มผ้าขาวราวกับหิมะ ริมฝีปากบางได้รูป
ราวกับแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาจากฟากฟ้า สง่างามจนไร้ที่เปรียบ แต่กลับเย็นชาจนน่าขนลุก
เขาจับจ้องเฉินเหมียวเหมี่ยวเงียบ ๆ และไม่ได้เอ่ยคำใด สายตาคู่นั้นล้ำลึกจนยากคาดเดา ทำให้เฉินเหมียวเหมี่ยวขนลุกชันไปทั้งตัว จิตใจที่เผลอไผลไปกับความหล่อเหลาเมื่อครู่พลันมลายหายไป
นางถึงขั้นคิดไปว่า ตัวเองต้องเป็นสตรีชั่วช้าไปหักอกคนผู้นี้ หรือเอาเปรียบคนตรงหน้าแล้วทิ้งคนเขาไปแน่ ๆ ไม่เช่นนั้นเหตุใดเขาต้องมองนางด้วยสายตาแบบนั้นล่ะ?
เฉินเหมียวเหมี่ยวถอยหลังไปหลายก้าว เมื่อยืนยันและมั่นใจแล้วว่าในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมไม่มีคนผู้นี้อยู่ และตัวเองก็ยิ่งไม่มีทางเคยพบเขามาก่อน
ที่ผ่านมานางเป็นสตรียุคใหม่ที่ยังบริสุทธิ์อยู่ มากสุดก็แค่ฝันถึงเรื่องที่ร้อนแรงนิดหน่อยเท่านั้น แต่ไม่เกี่ยวอะไรกับคนผู้นี้นี่นา เฉินเหมียวเหมี่ยวจึงรวบรวมความกล้า ตะโกนออกไป “มองอะไร ไม่เคยเห็นสาวงามหรืออย่างไร ขืนมองไม่เลิก ข้าจะควักลูกตาเจ้าออกมาซะ!”
เฉินเหมียวเหมี่ยวเพิ่งลุกขึ้นมาจากพื้น ริมแม่น้ำเต็มไปด้วยโคลน ดังนั้นนอกจากมือของนางจะเลอะโคลนแล้ว ใบหน้าเล็ก ๆ ก็เปรอะเปื้อนไปหมด ทั่วทั้งร่างแทบจะไม่มีจุดไหนที่สะอาด ทว่ากลับยิ่งขับให้นัยน์ตาหงส์คู่นั้นดูกระจ่างชัดและเปล่งประกายเจิดจ้ามากขึ้น
ตอนนี้เมื่อนางถลึงตาดุ ๆ ใส่เขา จึงไม่ต่างอะไรจากลูกสัตว์ร้ายตัวหนึ่งที่วางท่าใหญ่โต
ทั้งดุ ทั้งน่ารักในเวลาเดียวกัน
ม่อเสวียนหมิงมีท่าทางฉงน “…”
หลังจากนิ่งเงียบอยู่นาน ในที่สุดเขาก็เอ่ยปากออกมา น้ำเสียงเย็นยะเยือกช่างเข้ากับรูปลักษณ์ยิ่งนัก ทว่าคำที่เขาเปล่งออกมากลับเป็นนามของนางอย่างแม่นยำ
“เฉินเหมียวเหมี่ยว”
คำสามคำที่แฝงไปด้วยการเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน
เฉินเหมียวเหมี่ยว “!!!”
ในชาติก่อนเฉินเหมียวเหมี่ยวเป็นนักล่าค่าหัว ทำงานที่เสี่ยงอันตรายมานักต่อนัก นางจึงไวต่อไอสังหารและไอแค้นเป็นที่สุด
ผู้ชายคนนี้มีความคิดที่จะฆ่านางอย่างนั้นหรือ?
ต้องใช่แน่ ๆ!
เฉินเหมียวเหมี่ยวไม่ใช่สตรีที่หักอกเขา ยิ่งไม่ใช่คนที่ทำร้ายเขา แต่กลับเป็นเหยื่อของเขา?!
คนผู้นี้เป็นคนที่ตระกูลเฉินส่งมาอย่างนั้นหรือ?
คิดไม่ถึงว่า เจ้าของร่างเดิมจะถูกคนตระกูลเฉินนำร่างมาทิ้งที่แม่น้ำกลืนวิญญาณแล้ว พวกเขาก็ยังไม่ยอมปล่อยนางไปอีก!
เฉินเหมียวเหมี่ยวกลอกตาไปมา
ก่อนจะตัดสินใจแสร้งทำเป็นคนเสียสติ
อย่างไรเสียเจ้าของร่างเดิมก็เป็นคนเขลาอยู่แล้ว ชายผู้นี้ต้องไม่สังเกตเห็นอย่างแน่นอน รอเขาเผลอแล้วค่อยหนีก็ได้
“อิอิ…” เฉินเหมียวเหมี่ยวหัวเราะออกมา ก่อนจะเอียงคอแสร้งบีบเสียงให้เล็กลง
“เอ๊ะ พี่ชาย ท่านเป็นใครกัน ท่านรู้จักข้าด้วยงั้นหรือ ข้าหลงทาง อยากกลับบ้าน…”
ทว่าแม้เฉินเหมียวเหมี่ยวจะแสร้งทำเป็นคนบ้า คนผู้นี้นอกจากจะไม่คลายท่าทางดุดันลงแล้ว ยังเย็นชาและเย่อหยิ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ
มุมปากของเขาโค้งขึ้นเล็กน้อย เต็มไปด้วยความเย้ยหยัน ราวกับมองแผนการของเฉินเหมียวเหมี่ยวออกตั้งแต่แรก
“ฮ่าฮ่า”
เฉินเหมียวเหมี่ยว “…”
แย่แล้ว เขารู้ว่านางแกล้งทำ เจองานยากเข้าแล้ว
เฉินเหมียวเหมี่ยวมองแม่น้ำกลืนวิญญาณทางด้านหลัง ก่อนจะตัดสินใจวิ่งไปทางแม่น้ำเตรียมที่จะหนี!
ทว่าม่อเสวียนหมิงจะปล่อยให้นางหนีไปได้ง่าย ๆ อย่างนั้นหรือ?
เขาใช้ปลายเท้าทะยานตัวขึ้นเบา ๆ ก็เหาะไปอยู่บนผิวน้ำแล้ว ส่วนเฉินเหมียวเหมี่ยวที่กำลังหนีสุดชีวิตอยู่นั้น ร่างก็ลอยไปอยู่ในเงื้อมมือของเขาอย่างง่ายดาย ราวกับลูกแมวน้อยที่ถูกหิ้วหลังคอเอาไว้กลางอากาศ
เฉินเหมียวเหมี่ยว “???”
ทำแบบนี้มันจะเกินไปแล้ว นางก็มีศักดิ์ศรีเหมือนกันนะ!
ตอนที่ 2 กล้ามหน้าอกของผู้บำเพ็ญเพียรแข็งเพียงนี้เชียวหรือ?
เฉินเหมียวเหมี่ยวทั้งหงุดหงิดและโมโห เมื่อมองลงไปด้านล่างก็รู้สึกเข่าอ่อนขึ้นมาทันที ตอนนี้อย่างน้อยก็สูงกว่าพื้นน้ำสิบถึงยี่สิบจั้งได้ หากตกลงไปกระดูกไม่แตกจนละเอียดหมดหรอกหรือ
บัดซบ! ผู้บำเพ็ญเพียรในโลกนี้ร้ายกาจถึงเพียงนี้เลยอย่างนั้นหรือ?
ต่อให้ชาติก่อนนางจะเป็นนักล่าค่าหัวที่มีชื่อเสียง แต่พลังแตกต่างกันเช่นนี้จะสู้ได้อย่างไร?
เฉินเหมียวเหมี่ยวที่หายใจได้ยากลำบากกอดบุรุษตรงหน้าเอาไว้แน่นราวกับแมวเกาะต้นไม้ก็มิปาน นางไม่เสแสร้งใด ๆ อีกแล้ว ปากก็เอ่ยต่อว่าออกมา “นี่ เจ้าเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร รีบปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้นะ!”
ปากก็พร่ำด่าไป แต่มือทั้งสองข้างก็ยังคงกอดคอม่อเสวียนหมิงเอาไว้แน่น ทำให้โคลนเลอะร่างของเขาไปด้วย ม่อเสวียนหมิงมีสีหน้าเข้มขึ้น จำต้องดึงนางออกห่างจากตัวอีกหน่อย
“ปล่อย”
คิดไม่ถึงว่าเฉินเหมียวเหมี่ยวจะมีแรงมากขนาดนี้ เกาะเกี่ยวร่างของเขาจนแน่น
“ไม่ปล่อย เจ้าต่างหากที่ต้องรีบปล่อยข้าลงไป!”
ไอที่ค่อนข้างเย็นลอยอบอวลอยู่ที่ปลายจมูกของเฉินเหมียวเหมี่ยว เป็นไอพลังบนกายของม่อเสวียนหมิง นางฉวยโอกาสสูดดมเข้าไป ปากก็พึมพำ
“บุรุษบ้าผู้นี้ตัวหอมไม่น้อยเลย” เพียงแต่กลิ่นนี้… นางเคยได้กลิ่นนี้มาก่อนหรือไม่?
ม่อเสวียนหมิง “…”
เขาหลุบตามองเฉินเหมียวเหมี่ยวที่อยู่แนบอก ขนตายาวของนางกะพริบเล็กน้อย แก้มพอง ๆ ด้วยความโมโหนั้นกลับดูน่ารักอย่างคาดไม่ถึง
ทั้งสองนิ่งงันเช่นนั้นอยู่นาน สุดท้ายม่อเสวียนหมิงก็ขมวดคิ้วแล้วเอ่ยขึ้น “เจ้าปล่อยข้าก่อน แล้วข้าจะปล่อยเจ้าลงไป”
จากนั้นเขาก็เอ่ยต่อ “เด็กดี ทำตามที่ข้าบอกซะ”
เสียงของเขาเย็นชาดังเดิม แต่กลับมีความระอาพลางถอนหายใจออกมา ราวกับ…กำลังกล่อมเด็กดื้ออยู่อย่างไรอย่างนั้น?
เฉินเหมียวเหมี่ยวได้สติขึ้นมา ก็รู้สึกขัดเขินจนใบหน้าแดงเรื่อ ช่างอัปยศจริง ๆ!
ยอดนักฆ่าล่าหัวอย่างนาง ถูกคนจับตัวได้ง่าย ๆ ราวกับนกกระจอกก็เกินพอแล้ว นี่เขายังเห็นนางเป็นเด็กสามขวบอีกอย่างนั้นหรือ?
“เด็กดีพ่อเจ้าน่ะสิ!”
เฉินเหมียวเหมี่ยวจากที่เขินอายกลายเป็นโมโห ก่อนจะนำอาวุธเพียงชิ้นเดียวที่ติดตัวนางออกมา…นางแยกเขี้ยวทำท่าจะกัดไปที่กล้ามหน้าอกของม่อเสวียนหมิง
ดุดัน ไร้ซึ่งความปรานีใด ๆ!
ม่อเสวียนหมิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ทางที่ดี อย่าทำเช่นนี้จะดีกว่า”
เฉินเหมียวเหมี่ยวคิดอย่างร้ายกาจ มาขอร้องตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว ข้าต้องทำบางอย่างให้เจ้าได้รู้ ข้าจะทำให้เจ้าหนังขาดจนเลือดไหลออกมาให้ได้
“โอ๊ย…”
ทว่าเฉินเหมียวเหมี่ยวกลับร้องออกมาอย่างเจ็บปวด พลางกุมฟันของตัวเองเอาไว้ทันที พร้อมกับน้ำตาคลอเบ้า
ผู้บำเพ็ญเพียรร่างกายเป็นเหล็กหรืออย่างไรกัน?
เหตุใดถึงได้แข็งเพียงนี้!!!
เมื่อเห็นน้ำตาที่คลอเบ้าของเฉินเหมียวเหมี่ยวและท่าทางน่าสงสารนั่น ความกรุ่นโกรธที่สะสมอยู่ในใจมาหลายปีของม่อเสวียนหมิงก็พลันเบาบางลง หลังจากเงียบอยู่สักพัก เขาก็เอ่ยเสียงเรียบ “บอกแล้ว เจ้าไม่ฟังข้าเอง อ้าปากซะ”
เฉินเหมียวเหมี่ยวปิดปากตัวเองเอาไว้พลางถลึงตาใส่เขา ราวกับมีความแค้นที่ไม่อาจอยู่ร่วมฟ้าเดียวกันได้
ม่อเสวียนหมิงเอ่ยอย่างใจเย็น “ไม่อ้าปากก็ได้ แต่หากฟันเจ้าหักขึ้นมา ข้าไม่รับผิดชอบหรอกนะ”
เฉินเหมียวเหมี่ยวกำลังชั่งใจระหว่างฟันหักกับไม่มีศักดิ์ศรี
สุดท้ายก็ยอมทิ้งศักดิ์ศรี นางปล่อยมือและอ้าปากออก พลางมองม่อเสวียนหมิงด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ก่อนจะเอ่ยอย่างละล่ำละลัก “ดูเร็วสิ ฟันข้าหักหรือไม่…”
นางต้องกินข้าวนะ ที่นี่ไม่มีหมอฟันด้วย จะหักไม่ได้นะ
ท่าทางคร่ำครวญราวกับลูกสุนัขของนาง ทำเอาม่อเสวียนหมิงถึงกับหมดคำจะเอ่ย ทั้งโมโห ทั้งน่าขัน เขาสำรวจดูเล็กน้อยก่อนจะดันคางปิดปากให้นาง “ฟันเจ้าไม่ได้เป็นอะไร แต่เจ้าเป็นแล้ว ควรสงบเสงี่ยมบ้าง”
เฉินเหมียวเหมี่ยวกลอกตาใส่ม่อเสวียนหมิง รู้ว่าไม่สามารถขัดขืนได้ จึงหาตำแหน่งที่สบายที่สุดในอ้อมกอดของเขา ก่อนจะเอ่ยด้วยความโมโห “พี่ชาย ข้ากับท่านเพิ่งจะพบหน้ากันเป็นครั้งแรก ข้าเป็นคนเช่นไรตัวข้าเองจะไม่รู้ได้อย่างไร ท่านคิดจะทำอะไรของท่านกันแน่?”
เห็นสายตาหวาดระแวงและเหินห่างของเฉินเหมียวเหมี่ยว แววตาของม่อเสวียนหมิงก็เข้มขึ้น แม้แต่รอยยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากของเขาก็พลันแข็งค้างไปด้วย
หลังจากเงียบอยู่นาน ม่อเสวียนหมิงก็มองไปที่ขนตาดำยาวเป็นแพนั่น โดยไม่มองดวงตากลมโตของนางอีก จากนั้นก็พานางโรยตัวลงมา หลังจากวางนางลงที่ริมแม่น้ำอย่างมั่นคงแล้ว ก็ถอยหลังออกมาสองก้าว
“ไม่มีอะไร ก็แค่พบกันโดยบังเอิญเท่านั้น”
เฉินเหมียวเหมี่ยวพร่ำบ่นในใจไม่หยุด คนผู้นี้บำเพ็ญเพียรจนเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร สมองมีปัญหาหรืออย่างไรกัน!
พบกันโดยบังเอิญ แล้วเจ้าทำให้ข้าตกใจเช่นนี้ทำไมกัน?
อย่างไรก็ตาม เฉินเหมียวเหมี่ยวสู้คนตรงหน้าไม่ได้ ในใจแม้โกรธเคืองเพียงใดก็ไม่สามารถแสดงออกมาได้ ทำเพียงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ฮ่าฮ่าฮ่า ในเมื่อพบกันโดยบังเอิญ เช่นนั้น…ข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ”
ม่อเสวียนหมิง “…”
“ลาก่อน!”
เฉินเหมียวเหมี่ยวประสานมือคารวะ ก่อนจะรีบวิ่งหนีไปทันที ไม่เปิดโอกาสให้ม่อเสวียนหมิงได้เอ่ยอะไรอีก
เห็นแผ่นหลังของนางที่ไกลออกไปอย่างรวดเร็ว ม่อเสวียนหมิงก็ยืนนิ่งอยู่ริมแม่น้ำโดยไม่ขยับตัวอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งมีร่างหลายร่างคุกเข่าอยู่ด้านข้างของเขาอย่างเงียบ ๆ ก่อนคนที่เป็นหัวหน้าจะเอ่ยอย่างระมัดระวัง “นายท่าน เหตุใดถึงปล่อยให้ฮู…คุณหนูจากไปเช่นนี้ล่ะขอรับ หากเหล่าผู้อาวุโสทราบเรื่องเข้า อาจจะต่อว่าท่านได้นะขอรับ”
ม่อเสวียนหมิงก้มลงมองหน้าเขา ไอพลังมหาศาลแผ่ออกมา ทำให้ผืนน้ำที่เชี่ยวกรากพลันสงบลง ทั่วบริเวณไร้ซึ่งสุ้มเสียงใด ๆ
ผ่านไปเนิ่นนาน ม่อเสวียนหมิงค่อย ๆ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ไม่รู้ว่าเอ่ยให้ลูกน้องหรือเอ่ยให้ตัวเองฟังกันแน่
“ข้ากับนางเพียงแค่พบกันโดยบังเอิญ วันหน้าคงไม่ได้พบกันอีก ในเมื่อนางไม่ใช่คนโง่งมอีกแล้ว เช่นนั้นต่อจากนี้ไปพวกเจ้าก็ไม่ต้องทำตามคำสั่งของเหล่าผู้อาวุโสคอยปกป้องนางอีก ข้ากับนางควรแยกกันเดินทางใครทางมันได้เสียที”
เหล่าลูกน้องต่างลอบถอนหายใจอย่างเสียดายแทน แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยสิ่งใด
“ขอรับ”
สายลมหอบหนึ่งพัดผ่าน ร่างของคนเหล่านั้นก็หายไปในพริบตา ผืนน้ำกลับมาเชี่ยวกรากอีกครั้ง
ทุกสิ่งกลับมาดังเดิม ทางใครทางมัน
……
เฉินเหมียวเหมี่ยวเมื่อรอดตายจากคนผู้นั้นมาได้ และเมื่อคิดไปคิดมาจึงตัดสินใจกลับไปตระกูลเฉิน
อย่างไรเสียนางก็เป็นสตรีตัวคนเดียว ร่างกายนี้อ่อนแอยิ่งกว่าอะไร การจะเอาตัวรอดในป่าที่เต็มไปด้วยอันตรายเช่นนี้เพียงลำพัง จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย แค่มีอสูรธรรมดาสักตัวพุ่งเข้ามา ก็คงสังหารนางได้อย่างง่ายดายแล้ว
แต่ตระกูลเฉินเป็นตระกูลใหญ่ คนในตระกูลล้วนมีหน้ามีตา เจ้าของร่างเดิมเป็นถึงบุตรีภรรยาเอกของตระกูลเฉิน ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็ต้องดูแลนาง อย่างน้อยแม้จะแสร้งทำเป็นดูแลนางก็ตาม
ที่สำคัญที่สุดก็คือ หากนางไม่กลับไปตระกูลเฉิน แล้วจะล้างแค้นให้เจ้าของร่างเดิมได้อย่างไร?
ต่อให้ตระกูลเฉินเป็นที่อันตราย นางก็ต้องกลับไป
เฉินเหมียวเหมี่ยวมองหาบริเวณที่แม่น้ำสงบนิ่ง ล้างคราบโคลนบนใบหน้าและเนื้อตัวจนเสร็จเรียบร้อย จึงพบว่าเจ้าของร่างเดิมมีมือที่เรียวยาวและผุดผ่อง บนข้อมือยังมีลายเปลวไฟอันประณีตรอยหนึ่งประทับอยู่
ลายนี้เฉินเหมียวเหมี่ยวระลึกได้ว่าตั้งแต่เด็กเจ้าของร่างเดิมก็มีลายนี้อยู่แล้ว แต่มือเรียวงามคู่นี้…นี่มันอะไรกัน?
ในความทรงจำ เจ้าของร่างเดิมใช้ชีวิตอย่างยากลำบากและถูกรังแกต่าง ๆ นานาไม่ใช่หรือ?
เฉินเหมียวเหมี่ยวยกมือขึ้นส่องกับแสงอาทิตย์เพื่อพิจารณา มือคู่นี้ นิ้วมือที่เรียวยาว ขาวราวกับหยก นุ่มราวกับไม่มีกระดูก แม้แต่เล็บยังเป็นสีชมพูอ่อนดูแข็งแรง งดงามเสียยิ่งกว่างานศิลปะ!
เหมือนคนที่ถูกทารุณตั้งแต่เด็กที่ใดกัน?
เฉินเหมียวเหมี่ยวถลกแขนเสื้อขึ้นด้วยความสงสัย ข้อมือและแขนของนางเรียวเสลา ผิวพรรณผุดผ่องราวกับหยกเนื้อดี นางจึงรีบลูบไล้ใบหน้าของตนทันที
ใบหน้าเล็ก ผิวนุ่มลื่นบอบบาง!
เฉินเหมียวเหมี่ยวได้แต่งุนงง นี่หรือคือสตรีอัปลักษณ์และน่าสงสาร?
หรือความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมจะผิดเพี้ยน?
อีกอย่าง!
อาภรณ์บนกายของนางแม้จะดูธรรมดา แต่เมื่ออยู่ภายใต้แสงแดดเหมือนมีลายดิ้นทองซ่อนอยู่ ดูหรูหรา ยามก้าวเดินก็เบาสบายดุจก้อนเมฆ ดูสง่างามยิ่งนัก
เมื่อครู่นางหกล้มหกลุกอยู่ที่ริมแม่น้ำนานสองนาน ทำให้อาภรณ์เปรอะเปื้อนโคลนไปหมด คิดไม่ถึงว่าระหว่างทางที่วิ่งมา ดินโคลนที่เปรอะเปื้อนอยู่กลับร่วงหล่นไปเอง
สวรรค์ ชุดของนางที่โลกเดิมยังไม่เจ๋งขนาดนี้เลย!
ตอนที่ 3 ทั้งร่างล้วนเป็นสมบัติวิเศษ
เมื่อมองดูรองเท้าที่ตนเองสวมใส่ แม้จะเป็นรองเท้าสีดำที่ดูธรรมดาอย่างมาก ทว่าเมื่อครู่นี้นางวิ่งมาจากริมแม่น้ำตั้งไกล แต่กลับไม่รู้สึกเจ็บเท้าเลยแม้แต่น้อย เบาสบาย อากาศถ่ายเทได้ดี
นี่ต้องเป็นสมบัติแน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย
เฉินเหมียวเหมี่ยวดวงตาเบิกโพลง ความสงสัยในใจก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น
“แม่เจ้า เฉินเหมียวเหมี่ยว เจ้าเจอโชคดีเข้าแล้วงั้นหรือ?”
แต่ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมไม่ได้มีเรื่องเหล่านี้อยู่เลยนี่นา?
ขณะที่เฉินเหมียวเหมี่ยวกำลังสับสนและสงสัยในตัวเองอยู่นั้น เสียงคำรามอันน่าสะพรึงกลัวดังขึ้นทำลายความคิดทั้งหมดของนางทันที
“โฮก!”
เฉินเหมียวเหมี่ยวรีบหันกลับไปมอง พบว่าเป็นสัตว์ร้ายขนาดใหญ่มีเขี้ยวแหลมคมที่สวมชุดเกราะ มันกระโดดออกมาจากในป่า คำรามขึ้นฟ้า เสียงคำรามแฝงไว้ด้วยความเจ็บปวดและพร้อมสู้ตาย
อสูรมาร?
“บัดซบ!”
เฉินเหมียวเหมี่ยวเวลานี้อยากจะตบหน้าตัวเองสักที กลัวอะไรก็เจออย่างนั้น เวลานี้เจอกับอสูรมารเข้าจริง ๆ เสียแล้ว!
โชคดีที่มันยังไม่เห็นนาง รีบหนี ต้องรีบหนีแล้ว
เฉินเหมียวเหมี่ยวค่อย ๆ ย่องถอยหลัง ทว่าอสูรมารตัวนั้นพลันหันมาพอดี มันจึงพุ่งตัวมาหานาง
“!!!”
เฉินเหมียวเหมี่ยวไม่พูดพร่ำทำเพลงอีก รีบวิ่งหนีทันที!
อสูรตัวนั้นมีร่างกายสูงใหญ่ คาดคะเนด้วยตาเปล่าอย่างน้อยน่าจะสูงสองจั้งได้ อีกทั้งมันยังว่องไวอย่างมาก ขณะที่กำลังวิ่งหนี เฉินเหมียวเหมี่ยวรู้สึกได้ว่าพื้นดินมีการสั่นสะเทือน
หากถูกมันชนเข้าละก็ เกรงว่าร่างคงแหลกเป็นชิ้น ๆ ตายโดยไร้ศพอย่างแน่นอน!
แต่เจ้าอสูรยักษ์ตัวนี้กลับเหมือนหมาป่าหิวโหยที่ได้เจอเนื้อชั้นดี มันจ้องเขม็งไปที่เฉินเหมียวเหมี่ยวและไล่ตามไม่หยุด เสียงคำรามดังขึ้นเป็นระยะ และไล่ต้อนเฉินเหมียวเหมี่ยวเข้าไปในหุบเขาที่มีหินประหลาดตั้งตระหง่านอยู่
ในยามนี้หินขนาดใหญ่สีดำสนิทมากมายปิดทางหนีของเฉินเหมียวเหมี่ยวเอาไว้ เมื่อเห็นว่าไม่สามารถหนีหรือหลบได้อีกแล้ว เฉินเหมียวเหมี่ยวก็โมโหขึ้น!
ก่อนหน้านี้ถูกบุรุษลึกลับผู้นั้นหลอกก็เกินทนแล้ว แต่อย่างไรเสียเขาก็เป็นมนุษย์ ทว่าตอนนี้อสูรมารของโลกใบนี้ก็ยังรังแกนางอีก เห็นนางเป็นลูกไก่ในกำมือหรืออย่างไรกัน?
ต่อให้วันนี้นางต้องตายอยู่ที่นี่ ก็ต้องลากมันไปด้วยให้ได้!
ประกายเย็นเยียบพาดผ่านดวงตาของเฉินเหมียวเหมี่ยว นางพลันหมุนกายกลับไปจ้องอสูรยักษ์ ก่อนจะกระดิกนิ้วเรียกมันแล้วเอ่ยขึ้น “เจ้าตัวอัปลักษณ์ ไล่ตามข้ามาด้วยเหตุใดกัน อิจฉาที่ข้างดงามราวกับดอกไม้อย่างนั้นหรือ?”
อสูรมาร อสูรยักษ์ อสูรร้ายในโลกบำเพ็ญเพียรล้วนมีสติปัญญา และมีปัญญาสูงส่งกว่าสัตว์ป่าธรรมดา
เห็นได้ชัดว่าเจ้าสัตว์ตรงหน้าเข้าใจคำยั่วยุของเฉินเหมียวเหมี่ยว จากเดิมที่เกรี้ยวกราดและเจ็บปวดอยู่แล้ว บัดนี้มันแทบอยากจะใช้กีบเท้าเหล็กที่แข็งแกร่งบดขยี้มนุษย์อ่อนแอผู้นี้เสีย!
“โฮก!!!”
อสูรยักษ์กระทืบเท้าหลัง ทันใดนั้นก็ราวกับกระสุนปืนใหญ่พุ่งเข้าใส่เฉินเหมียวเหมี่ยว
กล้ายั่วยุข้า รนหาที่ตายชัด ๆ!
เดิมมันคิดว่าตนเองจะสามารถสังหารมดปลวกตัวนี้ได้ง่าย ๆ คิดไม่ถึงว่านางจะว่องไวมาก และสามารถกลิ้งหลบไปได้อย่างคล่องแคล่ว
อสูรยักษ์ไม่ละความพยายาม หลังจากตั้งหลักใหม่ได้ก็โจมตีนางอีกครั้ง ทว่าเฉินเหมียวเหมี่ยวก็ยังสามารถหลบหลีกได้อย่างรวดเร็วเช่นเคย
โจมตีอีกครั้งก็ยังคงเหมือนเดิม
นางราวกับนกกระเต็นที่บินอยู่ในป่า ตัวเล็กและเปราะบางแต่กลับว่องไวอย่างมาก
นางพุ่งตัวหนีได้ครั้งแล้วครั้งเล่า จึงทำให้อสูรยักษ์เดือดดาลจนถึงขีดสุด มันคำรามเสียงดังลั่น ดวงตาแดงก่ำ ใช้แรงทั้งหมดพุ่งเข้าบดขยี้เฉินเหมียวเหมี่ยว แม้แต่พื้นดินยังทรุดลงไปเล็กน้อยเพราะการระเบิดพลังของมัน
สิ่งที่เฉินเหมียวเหมี่ยวรออยู่ก็คือ ช่วงเวลานี้เอง!
มุมปากของนางโค้งขึ้นน้อย ๆ พร้อมใช้ฝ่ามือทั้งสองซัดไปอย่างแรง
ตูม!!!
เสียงหินและกระดูกแตกร้าวดังขึ้น ราวกับสายฟ้าฟาดลงมาในวันที่ฟ้าแจ่มใส ช่างน่าตื่นตระหนกยิ่งนัก
หินสีดำสนิทกระเด็นไปกระแทกอสูรยักษ์จนแตกกระจาย อสูรยักษ์ที่น่าสะพรึงกลัวตัวนั้นโงนเงนไปมา สุดท้ายก็ล้มลงแทบเท้าของเฉินเหมียวเหมี่ยว
เฉินเหมียวเหมี่ยวสำรวจเกราะเหล็กของอสูรยักษ์ และเดาว่าอาวุธรวมถึงพลังที่น่าสะพรึงกลัวของมันคงจะมาจากเกราะนี้
ดังนั้นนางจึงใช้วิธีหนามยอกต้องเอาหนามบ่ง ใช้พลังทั้งหมดของมันสะท้อนกลับไป!
การโจมตีในครั้งนี้ ถึงกับทำให้แผ่นดินสะท้านสะเทือน!
เฉินเหมียวเหมี่ยวชนะพนันในครั้งนี้แล้ว!
นางถอนหายใจออกมา เดินไปหยุดข้างกายอสูรยักษ์อย่างระมัดระวัง ตาและมุมปากของอสูรยักษ์มีเลือดไหลออกมา ขณะที่นางกำลังจะตรวจสอบ ทันใดนั้นก็เกิดสิ่งที่ไม่คาดฝันขึ้น
อสูรยักษ์ที่เดิมควรตายไปแล้ว จู่ ๆ กลับฟื้นขึ้นมา
ที่แท้มันแกล้งตายเพื่อล่อให้เฉินเหมียวเหมี่ยวเข้ามาใกล้!
เฉินเหมียวเหมี่ยวพบว่าไม่ทันการณ์แล้ว อสูรยักษ์สะบัดหางเหล็กยาว ๆ มาทางนางอย่างแรง จนเกิดเสียงแหวกอากาศดังขึ้น
เร็วและรุนแรงอย่างมาก
ไร้หนทางที่จะหลบหลีกได้อีก!
เฉินเหมียวเหมี่ยวเกิดความคิดหนึ่งขึ้นในใจ
จบแล้ว ตายแน่…
ร่างเฉินเหมียวเหมี่ยวถูกฟาดจนกระเด็น นางกลิ้งอยู่บนพื้นหลายตลบ สุดท้ายก็แน่นิ่งไป
เมื่อเห็นว่ามนุษย์เจ้าเล่ห์ตรงหน้าในที่สุดก็ถูกตัวเองสังหารได้แล้ว อสูรยักษ์ก็ถอนหายใจออกมา ก่อนจะก้าวไปด้านหน้าด้วยความพึงพอใจ หมายจะฆ่าเฉินเหมียวเหมี่ยวซ้ำอีกครา
ทันใดนั้นความเจ็บปวดก็แล่นขึ้นมา ไอพลังอันรุนแรงแล่นไปตามกระดูกของอสูรยักษ์ มันสะดุ้งเบา ๆ ก่อนที่ศีรษะจะโอนเอนและสลบไป
อสูรยักษ์ตายตาไม่หลับ มันไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนเองตายได้อย่างไร
รอบ ๆ บริเวณเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมพัดเบา ๆ เท่านั้น
หลังจากผ่านไปเนิ่นนาน เฉินเหมียวเหมี่ยวที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นก็ลืมตาขึ้น ก่อนจะลุกขึ้นนั่งหลังตรง แล้วร้องออกมาด้วยความตกใจ “แม่เจ้า โชคดีที่ข้าฉลาดแกล้งตายได้ทันเวลา ไม่อย่างนั้นข้าคงได้ตายไปแล้วจริง ๆ”
นางลุกขึ้นปัดฝุ่นบนตัวออก หลังจากสำรวจร่างกายตัวเองดูแล้ว ก็ยิ่งงุนงงและตื่นตระหนกยิ่งกว่าเดิม
“แปลกจริง…”
ทั้ง ๆ ที่การโจมตีครั้งสุดท้ายของอสูรยักษ์ตัวนี้ไร้ซึ่งความปรานีใด ๆ เหตุใดนางถึงไม่บาดเจ็บเลยล่ะ?
ไม่เพียงไม่ได้รับบาดเจ็บ นอกจากผมที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อยแล้ว นางก็ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดใด ๆ ด้วย
เฉินเหมียวเหมี่ยวมองชุดสีขาวที่มีแสงเปล่งประกาย และไร้ซึ่งฝุ่นผงใด ๆ บนกายของตัวเอง ก็ลอบกลืนน้ำลายลงคอ
คงไม่ใช่กระมัง?
ชุดสีขาวที่นางสวมใส่ไม่เพียงกันยับ กันน้ำ กันฝุ่น กันเปื้อนได้ ยังสามารถป้องกันการโจมตีได้ด้วยอย่างนั้นหรือ?
ถ้าจะเอ่ยให้ถูก การที่อสูรยักษ์ตัวนี้ตายอย่างกะทันหัน เป็นเพราะถูกชุดของนางสะท้อนการโจมตีกลับอย่างนั้นหรือ?
เฉินเหมียวเหมี่ยว “…”
หากเป็นเช่นนั้นจริง ชุดที่นางสวมอยู่ต้องเป็นอาวุธเทพระดับสุดยอดอย่างแน่นอน “เจ้าของร่างเดิม เจ้าได้สมบัติวิเศษทั้งตัวเช่นนี้มาจากที่ใดกันแน่?”
แต่จิตวิญญาณของเจ้าของร่างเดิมสูญสลายไปนานแล้ว ย่อมไม่สามารถตอบคำถามของนางได้
“…ช่างเถอะ คิดไม่ออกก็ไม่ต้องคิดแล้ว”
เฉินเหมียวเหมี่ยวไม่ใช่คนที่ชอบดึงดัน ตอนนี้ไม่รู้ก็ไม่เป็นไร อย่างไรก็ต้องใช้ชีวิตต่อไป
เรื่องที่เร่งด่วนที่สุดในตอนนี้ก็คือ ทำอย่างไร ถึงจะเอาร่างอสูรยักษ์ที่มีขนาดใหญ่ราวกับภูเขาลูกเล็ก ๆ ไปด้วยได้ นี่เป็นรางวัลที่นางแลกมาด้วยชีวิต จะทิ้งไปง่าย ๆ ไม่ได้เด็ดขาด
เฉินเหมียวเหมี่ยวเดินวนรอบอสูรยักษ์ถึงสามรอบ ก็พบว่าแม้มันจะมีหน้าตาน่าเกลียด แต่เขาของมันกลับงดงามยิ่ง สีดำเงา มีจุดสีเงิน ราวกับงานศิลปะที่ทำขึ้นมาอย่างประณีต โชคดีที่เมื่อครู่กระแทกแรงขนาดนั้นก็ยังไม่หัก ความแข็งแกร่งเช่นนี้ช่างหาได้ยากยิ่งนัก
นางกำลังจะยื่นมือไปลูบไล้เขาของมัน ทันใดนั้นก็มีแสงสีเงินสายหนึ่งพุ่งมา พร้อมเสียงแหวกอากาศที่น่าสะพรึงกลัว หากไม่ใช่เพราะเฉินเหมียวเหมี่ยวชักมือกลับได้ทัน เกรงว่าข้อมือของนางคงถูกคมกระบี่ตัดทิ้งไปแล้ว
เฉินเหมียวเหมี่ยวมีสีหน้าเข้มขึ้น ก่อนจะหันกลับไปมองด้วยแววตาเย็นเยียบ พบว่ามีคนกลุ่มหนึ่งสวมชุดหรูหราและเหาะมาด้วยความรวดเร็ว
รวดเร็วราวกับพายุ ต้นไม้สูงใหญ่ที่พวกเขาเหยียบย่างก็ราวกับก้อนหิน ท่าทางว่องไวและสง่างามยิ่งนัก
ไม่ต้องสงสัย พวกเขาต้องเป็นกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรอย่างแน่นอน