โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ข้ามาทำฟาร์มในโลกเซียน (จบแล้ว)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 28 พ.ค. 2568 เวลา 18.53 น. • เผยแพร่ 29 ม.ค. 2567 เวลา 11.39 น. • ตำหนักหมื่นบุปผา
นักล่าค่าหัวมือหนึ่งทะลุมิติมาตื่นในร่างหญิงไร้พลังในโลกเซียน เพราะมีสามีและลูกชายเคียงข้าง นางทำฟาร์ม เลี้ยงอสูรมายา ผจญภัยหาทรัพยากรล้ำค่า ทว่าความลับแห่งชะตากรรมจะนำนางไปสู่ความจริงอันน่าประหลาดใจ

ข้อมูลเบื้องต้น

ต้นฉบับภาษาจีน: 全仙门都求我去种田

เขียน: กุยเซี่ย

ลิขสิทธิ์: Qimao

ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทย: Novel Kingdom

แปล: อาเถียน

เรียงเรียง: ninetyeight

ติดต่อสำนักพิมพ์: novelkingdompartltd@gmail.com,
Facebook: https://www.facebook.com/NovelkingdomNK
“สงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗
(ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๕๘)”

ชีวิตใหม่ในร่างบุคคลไร้ค่าที่ได้มาโดยบังเอิญ…

โลกที่ผู้มีบารมีแก่กล้าเท่านั้นจะอยู่รอด…

ลูกหนึ่งสามีหนึ่ง…

จะอะไรแบบไหนก็เข้ามา…แต่ข้าจะทำฟาร์ม!

นักล่าค่าหัวระดับแนวหน้า ‘เฉินเหมียวเหมี่ยว’ ถูกเป้าหมายปลิดชีพในระหว่างปฏิบัติภารกิจ ทว่าโชคชะตากลับส่งเธอมาอยู่ในร่างของสตรีอาภัพที่มีชื่อและแซ่เดียวกับเธอ

ที่นี่คือโลกเซียน สถานที่ที่ตบะบารมีและความแข็งแกร่งคือปัจจัยสำคัญที่สุดในการมีชีวิต ทว่าเจ้าของร่างเดิมกลับเป็นคนไร้ค่าที่ร่างกายอ่อนแอและไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้

ซ้ำร้ายยังถูกคนใกล้ตัวกดขี่ข่มเหงอย่างไร้ความปรานี

พวกเศษสวะที่เคยเหยียดหยามหญิงสาวในร่างนี้ …เป็นผู้บำเพ็ญเพียรแล้วอย่างไร! นักล่าค่าหัวมากประสบการณ์อย่างเฉินเหมียวเหมี่ยวจะทวงคืนความยุติธรรมให้เจ้าของร่างเดิม…ให้-สา-สม!

------------------------------------

คนแรกที่เธอพบหลังตื่นขึ้นอีกครั้งเป็นชายหนุ่มหล่อล่ำ สวมหน้ากากทองคำปิดบังใบหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง

‘คนอะไรใส่หน้ากากยังดูรู้ว่าหล่อ สวรรค์! หรือเธอเจอเทพบุตรเข้าให้แล้ว?’

‘ม่อเสวียนหมิง’ บุรุษผู้มีความลับแสนยิ่งใหญ่ พร้อมกับบุตรชายสามขวบอีกหนึ่งหน่อ (พวก)เขาจะร่วมฝ่าฟันอุปสรรคไปกับเธอนับจากนี้…

------------------------------------

เฉินเหมียวเหมี่ยวมีความฝันที่อยากมีชีวิตเรียบง่าย เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และนั่นก็กลายเป็นพรสวรรค์ของเธอเมื่อมาอยู่ในโลกนี้

ในเมื่อเธอไม่สามารถบำเพ็ญเพียรในโลกที่ราวกับต้องมนต์นี้ได้ เช่นนั้นเธอก็ขออยู่ที่นี่แบบคนธรรมดาอย่างสงบสุขก็แล้วกัน สานฝันที่มีมาทั้งชีวิตของตัวเอง เป็นชาวไร่ที่เก่งกาจที่สุดในใต้หล้า!

ตอนที่ 1 ทะลุมิติมาแล้ว

แม่น้ำกลืนวิญญาณ

“เฉินเหมียวเหมี่ยว เจ้าอย่าโทษข้าเลยนะ หากจะโทษก็ต้องโทษที่เจ้าทั้งโง่ทั้งอัปลักษณ์ แต่พ่อเจ้ายังไร้ยางอายหาคู่แต่งงานที่ดีเช่นนี้ให้กับเจ้าอีก เจ้าไม่ดูสารรูปตัวเองซะบ้างว่าตัวเองคู่ควรหรือไม่!”

“…”

“จงไปหาพ่อเจ้าที่ยมโลกซะเถอะ เฉินเหมียวเหมี่ยว”

“…”

“โยนลงไป!”

……

เฉินเหมียวเหมี่ยวถูกโยนลงไปในแม่น้ำกลืนวิญญาณที่เชี่ยวกราก กระแสน้ำราวกับมีปีศาจมากมายรออยู่เบื้องล่าง คำรามและดึงเธอให้จมลงไป

เธอคิดว่าตัวเองต้องถูกกระแสน้ำฉีกร่างออกเป็นชิ้น ๆ เป็นแน่ ทว่ากลับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดแต่อย่างใด หนำซ้ำเธอยังฝันถึงเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกเรื่องหนึ่ง…

ในความฝัน เธอราวกับคนเสียสติ นอนก่ายเกยอยู่บนตัวของบุรุษคนหนึ่งที่ไม่สามารถขยับตัวได้ ทุกสิ่งที่เธอทำเต็มไปด้วยความหยาบโลน พาให้หน้าแดงเรื่อ ใจเต้นระรัว ส่วนบุรุษคนนั้นจากตอนแรกที่ไร้เรี่ยวแรงต้านทานก็ค่อย ๆ เป็นฝ่ายเคลื่อนไหว อุณหภูมิในความฝันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

มีการรัดรึง มีการดิ้นรน พลันตัวสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุมได้

เธอจำได้ว่า มีมือขนาดใหญ่ที่เรียวยาวและเต็มไปด้วยพลังกักขังเธอเอาไว้ บังคับให้เธอจมลึกลงไปในทะเลที่มืดมิด

อาการวิงเวียนจากการหายใจไม่ออกแทบจะทำลายจิตวิญญาณของเฉินเหมียวเหมี่ยว หญิงสาวพยายามลืมตาขึ้น แต่กลับเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายไม่ชัด มีเพียงแววตาอันลุ่มลึกคู่นั้น งดงามจนใจสั่นระรัว

“เจ้าเป็นใคร!”

อีกฝ่ายถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม นอกจากความโมโหแล้วยังแฝงไว้ด้วยความหงุดหงิด ราวกับกำลังเหยียดหยามเธออยู่อย่างไรอย่างนั้น

“เจ้า…ช่างไร้ยางอายยิ่งนัก!”

เขาคำรามด้วยความเดือดดาล

ใช่แล้ว ช่างไร้ยางอาย!

ทำไมเธอจึงฝันไร้สาระแบบนี้เนี่ย!

เฉินเหมียวเหมี่ยวมีท่าทางประดักประเดิด พลางบ่นกับตนเองขณะพยุงตัวขึ้น เธอคิดว่าตัวเองคงทำงานหนักเกินไปจึงได้ฝันอะไรประหลาด ๆ แบบนี้ อืม ถึงอย่างไรตอนนี้ก็หาเงินได้มากแล้ว คงใกล้เกษียณได้แล้วมั้ง

ซื้อที่ดินสักสิบไร่ เริ่มต้นอาชีพที่เธอใฝ่ฝันมาทั้งชีวิต ปลูกผัก เลี้ยงไก่ เพียงเท่านี้ก็มีความสุขมากแล้วไม่ใช่เหรอ?

ขณะที่เฉินเหมียวเหมี่ยวกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ความเจ็บปวดก็แล่นเข้ามาในหัวของเธอราวกับกระแสน้ำ ความทรงจำที่ไม่ใช่ของตนเองกำลังประดังเข้ามาครอบงำจิตวิญญาณของเธอ

ถูกทุบตี ถูกเยาะเย้ย ถูกเหยียดหยาม ถูกวางยา หลังจากชื่อเสียงถูกทำลายก็ถูกโยนลงไปในแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว…นี่เป็นบทสรุปชีวิตสั้น ๆ ที่น่าเวทนาเหลือเกิน

เป็นความทรงจำของสตรีที่มีชื่อและแซ่เดียวกับเธอ

หญิงสาวคนนั้นเปรียบเหมือนหยาดน้ำค้างสีขาวในคืนที่หนาวเหน็บ ไม่เคยเห็นท้องฟ้าที่สดใส ยามพระอาทิตย์ทอแสงก็ต้องดับสูญแล้ว

ส่วนเธอก็ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของหญิงสาวอาภัพผู้นี้

เฉินเหมียวเหมี่ยวมองมือที่เปื้อนโคลนทั้งสองข้างตรงหน้า จู่ ๆ ก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมา

ในที่สุดเธอก็จำได้แล้ว

ในภารกิจสุดท้าย เธอถูกเป้าหมายวางระเบิดจนร่างแหลกเป็นชิ้น ๆ คิดไม่ถึงว่าเธอจะจับพลัดจับผลูมาเกิดใหม่ในอีกโลกหนึ่งแบบนี้

หลังจากสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ไม่นานเฉินเหมียวเหมี่ยวก็แยกแยะความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมได้

นางเป็นเพียงสตรีโง่เขลา ชีวิตของนางจึงราบเรียบยิ่งนัก

และเพราะมีชีวิตที่เรียบง่าย จึงทำให้นางจดจำสิ่งเลวร้ายที่ต้องเจอได้ดี

ในโลกบำเพ็ญเพียรที่ความแข็งแกร่งคือปัจจัยสำคัญที่สุด เจ้าของร่างเดิมกลับเป็นคนไร้ค่าที่ไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้ จึงถูกคนข่มเหงและดูถูกมาตลอด

นอกจากความทุกข์เหล่านี้แล้ว ยังมีคนที่เรียกตัวเองว่าญาติที่ทำตัวราวกับปลิงดูดเลือดนาง ครอบครัวว่าที่สามีที่เนรคุณและเลวทรามต่ำช้า ไปจนถึงบ่าวรับใช้ที่รังแกนายตัวเอง

ราวกับความอ่อนแอคือตราบาปที่ติดตัวมา ถูกกำหนดมาแล้วว่านางสมควรตาย!

หลังจากแยกแยะความทรงจำได้แล้ว จิตใจของเฉินเหมียวเหมี่ยวก็ไม่อาจสงบได้พักใหญ่ นางเอามือปิดหน้าตัวเองและเอ่ยเบา ๆ “เจ้าวางใจเถอะ ข้าจะล้างแค้นให้เจ้าเอง…ใคร?”

ทันใดนั้นเฉินเหมียวเหมี่ยวเงยหน้าขึ้น แววตาคมกริบราวกับคมมีดจ้องเขม็งไปยังต้นไม้ใหญ่ ซึ่งสูงตระหง่านเทียมเมฆเหนือริมแม่น้ำ

ยอดไม้หนาแน่น ลมกระโชกแรง ทำให้มองอะไรได้ไม่ชัดเจนเท่าไรนัก แต่สัญชาตญาณบอกเฉินเหมียวเหมี่ยวว่า สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวซ่อนตัวอยู่ตรงนั้น…

“โผล่หัวออกมาซะ!”

เฉินเหมียวเหมี่ยวตะคอกเสียงเย็น

คนที่อยู่ในความมืดค่อย ๆ ก้าวออกมา

เฉินเหมียวเหมี่ยวจ้องเขม็งอีกฝ่าย ท่าทางระแวดระวังค่อย ๆ กลายเป็นตะลึงงัน ถึงขนาดลอบกลืนน้ำลายเล็กน้อย

สวรรค์ นางเจอเทพบุตรเข้าให้แล้วหรือ?

ผู้ที่เดินเข้ามามีรูปร่างสง่างาม ท่าทางสงบนิ่งราวกับภาพวาด สวมหน้ากากสีทองปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่งเอาไว้ ผิวที่เผยออกมานอกร่มผ้าขาวราวกับหิมะ ริมฝีปากบางได้รูป

ราวกับแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาจากฟากฟ้า สง่างามจนไร้ที่เปรียบ แต่กลับเย็นชาจนน่าขนลุก

เขาจับจ้องเฉินเหมียวเหมี่ยวเงียบ ๆ และไม่ได้เอ่ยคำใด สายตาคู่นั้นล้ำลึกจนยากคาดเดา ทำให้เฉินเหมียวเหมี่ยวขนลุกชันไปทั้งตัว จิตใจที่เผลอไผลไปกับความหล่อเหลาเมื่อครู่พลันมลายหายไป

นางถึงขั้นคิดไปว่า ตัวเองต้องเป็นสตรีชั่วช้าไปหักอกคนผู้นี้ หรือเอาเปรียบคนตรงหน้าแล้วทิ้งคนเขาไปแน่ ๆ ไม่เช่นนั้นเหตุใดเขาต้องมองนางด้วยสายตาแบบนั้นล่ะ?

เฉินเหมียวเหมี่ยวถอยหลังไปหลายก้าว เมื่อยืนยันและมั่นใจแล้วว่าในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมไม่มีคนผู้นี้อยู่ และตัวเองก็ยิ่งไม่มีทางเคยพบเขามาก่อน

ที่ผ่านมานางเป็นสตรียุคใหม่ที่ยังบริสุทธิ์อยู่ มากสุดก็แค่ฝันถึงเรื่องที่ร้อนแรงนิดหน่อยเท่านั้น แต่ไม่เกี่ยวอะไรกับคนผู้นี้นี่นา เฉินเหมียวเหมี่ยวจึงรวบรวมความกล้า ตะโกนออกไป “มองอะไร ไม่เคยเห็นสาวงามหรืออย่างไร ขืนมองไม่เลิก ข้าจะควักลูกตาเจ้าออกมาซะ!”

เฉินเหมียวเหมี่ยวเพิ่งลุกขึ้นมาจากพื้น ริมแม่น้ำเต็มไปด้วยโคลน ดังนั้นนอกจากมือของนางจะเลอะโคลนแล้ว ใบหน้าเล็ก ๆ ก็เปรอะเปื้อนไปหมด ทั่วทั้งร่างแทบจะไม่มีจุดไหนที่สะอาด ทว่ากลับยิ่งขับให้นัยน์ตาหงส์คู่นั้นดูกระจ่างชัดและเปล่งประกายเจิดจ้ามากขึ้น

ตอนนี้เมื่อนางถลึงตาดุ ๆ ใส่เขา จึงไม่ต่างอะไรจากลูกสัตว์ร้ายตัวหนึ่งที่วางท่าใหญ่โต

ทั้งดุ ทั้งน่ารักในเวลาเดียวกัน

ม่อเสวียนหมิงมีท่าทางฉงน “…”

หลังจากนิ่งเงียบอยู่นาน ในที่สุดเขาก็เอ่ยปากออกมา น้ำเสียงเย็นยะเยือกช่างเข้ากับรูปลักษณ์ยิ่งนัก ทว่าคำที่เขาเปล่งออกมากลับเป็นนามของนางอย่างแม่นยำ

“เฉินเหมียวเหมี่ยว”

คำสามคำที่แฝงไปด้วยการเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน

เฉินเหมียวเหมี่ยว “!!!”

ในชาติก่อนเฉินเหมียวเหมี่ยวเป็นนักล่าค่าหัว ทำงานที่เสี่ยงอันตรายมานักต่อนัก นางจึงไวต่อไอสังหารและไอแค้นเป็นที่สุด

ผู้ชายคนนี้มีความคิดที่จะฆ่านางอย่างนั้นหรือ?

ต้องใช่แน่ ๆ!

เฉินเหมียวเหมี่ยวไม่ใช่สตรีที่หักอกเขา ยิ่งไม่ใช่คนที่ทำร้ายเขา แต่กลับเป็นเหยื่อของเขา?!

คนผู้นี้เป็นคนที่ตระกูลเฉินส่งมาอย่างนั้นหรือ?

คิดไม่ถึงว่า เจ้าของร่างเดิมจะถูกคนตระกูลเฉินนำร่างมาทิ้งที่แม่น้ำกลืนวิญญาณแล้ว พวกเขาก็ยังไม่ยอมปล่อยนางไปอีก!

เฉินเหมียวเหมี่ยวกลอกตาไปมา

ก่อนจะตัดสินใจแสร้งทำเป็นคนเสียสติ

อย่างไรเสียเจ้าของร่างเดิมก็เป็นคนเขลาอยู่แล้ว ชายผู้นี้ต้องไม่สังเกตเห็นอย่างแน่นอน รอเขาเผลอแล้วค่อยหนีก็ได้

“อิอิ…” เฉินเหมียวเหมี่ยวหัวเราะออกมา ก่อนจะเอียงคอแสร้งบีบเสียงให้เล็กลง

“เอ๊ะ พี่ชาย ท่านเป็นใครกัน ท่านรู้จักข้าด้วยงั้นหรือ ข้าหลงทาง อยากกลับบ้าน…”

ทว่าแม้เฉินเหมียวเหมี่ยวจะแสร้งทำเป็นคนบ้า คนผู้นี้นอกจากจะไม่คลายท่าทางดุดันลงแล้ว ยังเย็นชาและเย่อหยิ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ

มุมปากของเขาโค้งขึ้นเล็กน้อย เต็มไปด้วยความเย้ยหยัน ราวกับมองแผนการของเฉินเหมียวเหมี่ยวออกตั้งแต่แรก

“ฮ่าฮ่า”

เฉินเหมียวเหมี่ยว “…”

แย่แล้ว เขารู้ว่านางแกล้งทำ เจองานยากเข้าแล้ว

เฉินเหมียวเหมี่ยวมองแม่น้ำกลืนวิญญาณทางด้านหลัง ก่อนจะตัดสินใจวิ่งไปทางแม่น้ำเตรียมที่จะหนี!

ทว่าม่อเสวียนหมิงจะปล่อยให้นางหนีไปได้ง่าย ๆ อย่างนั้นหรือ?

เขาใช้ปลายเท้าทะยานตัวขึ้นเบา ๆ ก็เหาะไปอยู่บนผิวน้ำแล้ว ส่วนเฉินเหมียวเหมี่ยวที่กำลังหนีสุดชีวิตอยู่นั้น ร่างก็ลอยไปอยู่ในเงื้อมมือของเขาอย่างง่ายดาย ราวกับลูกแมวน้อยที่ถูกหิ้วหลังคอเอาไว้กลางอากาศ

เฉินเหมียวเหมี่ยว “???”

ทำแบบนี้มันจะเกินไปแล้ว นางก็มีศักดิ์ศรีเหมือนกันนะ!

ตอนที่ 2 กล้ามหน้าอกของผู้บำเพ็ญเพียรแข็งเพียงนี้เชียวหรือ?

เฉินเหมียวเหมี่ยวทั้งหงุดหงิดและโมโห เมื่อมองลงไปด้านล่างก็รู้สึกเข่าอ่อนขึ้นมาทันที ตอนนี้อย่างน้อยก็สูงกว่าพื้นน้ำสิบถึงยี่สิบจั้งได้ หากตกลงไปกระดูกไม่แตกจนละเอียดหมดหรอกหรือ

บัดซบ! ผู้บำเพ็ญเพียรในโลกนี้ร้ายกาจถึงเพียงนี้เลยอย่างนั้นหรือ?

ต่อให้ชาติก่อนนางจะเป็นนักล่าค่าหัวที่มีชื่อเสียง แต่พลังแตกต่างกันเช่นนี้จะสู้ได้อย่างไร?

เฉินเหมียวเหมี่ยวที่หายใจได้ยากลำบากกอดบุรุษตรงหน้าเอาไว้แน่นราวกับแมวเกาะต้นไม้ก็มิปาน นางไม่เสแสร้งใด ๆ อีกแล้ว ปากก็เอ่ยต่อว่าออกมา “นี่ เจ้าเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร รีบปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้นะ!”

ปากก็พร่ำด่าไป แต่มือทั้งสองข้างก็ยังคงกอดคอม่อเสวียนหมิงเอาไว้แน่น ทำให้โคลนเลอะร่างของเขาไปด้วย ม่อเสวียนหมิงมีสีหน้าเข้มขึ้น จำต้องดึงนางออกห่างจากตัวอีกหน่อย

“ปล่อย”

คิดไม่ถึงว่าเฉินเหมียวเหมี่ยวจะมีแรงมากขนาดนี้ เกาะเกี่ยวร่างของเขาจนแน่น

“ไม่ปล่อย เจ้าต่างหากที่ต้องรีบปล่อยข้าลงไป!”

ไอที่ค่อนข้างเย็นลอยอบอวลอยู่ที่ปลายจมูกของเฉินเหมียวเหมี่ยว เป็นไอพลังบนกายของม่อเสวียนหมิง นางฉวยโอกาสสูดดมเข้าไป ปากก็พึมพำ

“บุรุษบ้าผู้นี้ตัวหอมไม่น้อยเลย” เพียงแต่กลิ่นนี้… นางเคยได้กลิ่นนี้มาก่อนหรือไม่?

ม่อเสวียนหมิง “…”

เขาหลุบตามองเฉินเหมียวเหมี่ยวที่อยู่แนบอก ขนตายาวของนางกะพริบเล็กน้อย แก้มพอง ๆ ด้วยความโมโหนั้นกลับดูน่ารักอย่างคาดไม่ถึง

ทั้งสองนิ่งงันเช่นนั้นอยู่นาน สุดท้ายม่อเสวียนหมิงก็ขมวดคิ้วแล้วเอ่ยขึ้น “เจ้าปล่อยข้าก่อน แล้วข้าจะปล่อยเจ้าลงไป”

จากนั้นเขาก็เอ่ยต่อ “เด็กดี ทำตามที่ข้าบอกซะ”

เสียงของเขาเย็นชาดังเดิม แต่กลับมีความระอาพลางถอนหายใจออกมา ราวกับ…กำลังกล่อมเด็กดื้ออยู่อย่างไรอย่างนั้น?

เฉินเหมียวเหมี่ยวได้สติขึ้นมา ก็รู้สึกขัดเขินจนใบหน้าแดงเรื่อ ช่างอัปยศจริง ๆ!

ยอดนักฆ่าล่าหัวอย่างนาง ถูกคนจับตัวได้ง่าย ๆ ราวกับนกกระจอกก็เกินพอแล้ว นี่เขายังเห็นนางเป็นเด็กสามขวบอีกอย่างนั้นหรือ?

“เด็กดีพ่อเจ้าน่ะสิ!”

เฉินเหมียวเหมี่ยวจากที่เขินอายกลายเป็นโมโห ก่อนจะนำอาวุธเพียงชิ้นเดียวที่ติดตัวนางออกมา…นางแยกเขี้ยวทำท่าจะกัดไปที่กล้ามหน้าอกของม่อเสวียนหมิง

ดุดัน ไร้ซึ่งความปรานีใด ๆ!

ม่อเสวียนหมิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ทางที่ดี อย่าทำเช่นนี้จะดีกว่า”

เฉินเหมียวเหมี่ยวคิดอย่างร้ายกาจ มาขอร้องตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว ข้าต้องทำบางอย่างให้เจ้าได้รู้ ข้าจะทำให้เจ้าหนังขาดจนเลือดไหลออกมาให้ได้

“โอ๊ย…”

ทว่าเฉินเหมียวเหมี่ยวกลับร้องออกมาอย่างเจ็บปวด พลางกุมฟันของตัวเองเอาไว้ทันที พร้อมกับน้ำตาคลอเบ้า

ผู้บำเพ็ญเพียรร่างกายเป็นเหล็กหรืออย่างไรกัน?

เหตุใดถึงได้แข็งเพียงนี้!!!

เมื่อเห็นน้ำตาที่คลอเบ้าของเฉินเหมียวเหมี่ยวและท่าทางน่าสงสารนั่น ความกรุ่นโกรธที่สะสมอยู่ในใจมาหลายปีของม่อเสวียนหมิงก็พลันเบาบางลง หลังจากเงียบอยู่สักพัก เขาก็เอ่ยเสียงเรียบ “บอกแล้ว เจ้าไม่ฟังข้าเอง อ้าปากซะ”

เฉินเหมียวเหมี่ยวปิดปากตัวเองเอาไว้พลางถลึงตาใส่เขา ราวกับมีความแค้นที่ไม่อาจอยู่ร่วมฟ้าเดียวกันได้

ม่อเสวียนหมิงเอ่ยอย่างใจเย็น “ไม่อ้าปากก็ได้ แต่หากฟันเจ้าหักขึ้นมา ข้าไม่รับผิดชอบหรอกนะ”

เฉินเหมียวเหมี่ยวกำลังชั่งใจระหว่างฟันหักกับไม่มีศักดิ์ศรี

สุดท้ายก็ยอมทิ้งศักดิ์ศรี นางปล่อยมือและอ้าปากออก พลางมองม่อเสวียนหมิงด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ก่อนจะเอ่ยอย่างละล่ำละลัก “ดูเร็วสิ ฟันข้าหักหรือไม่…”

นางต้องกินข้าวนะ ที่นี่ไม่มีหมอฟันด้วย จะหักไม่ได้นะ

ท่าทางคร่ำครวญราวกับลูกสุนัขของนาง ทำเอาม่อเสวียนหมิงถึงกับหมดคำจะเอ่ย ทั้งโมโห ทั้งน่าขัน เขาสำรวจดูเล็กน้อยก่อนจะดันคางปิดปากให้นาง “ฟันเจ้าไม่ได้เป็นอะไร แต่เจ้าเป็นแล้ว ควรสงบเสงี่ยมบ้าง”

เฉินเหมียวเหมี่ยวกลอกตาใส่ม่อเสวียนหมิง รู้ว่าไม่สามารถขัดขืนได้ จึงหาตำแหน่งที่สบายที่สุดในอ้อมกอดของเขา ก่อนจะเอ่ยด้วยความโมโห “พี่ชาย ข้ากับท่านเพิ่งจะพบหน้ากันเป็นครั้งแรก ข้าเป็นคนเช่นไรตัวข้าเองจะไม่รู้ได้อย่างไร ท่านคิดจะทำอะไรของท่านกันแน่?”

เห็นสายตาหวาดระแวงและเหินห่างของเฉินเหมียวเหมี่ยว แววตาของม่อเสวียนหมิงก็เข้มขึ้น แม้แต่รอยยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากของเขาก็พลันแข็งค้างไปด้วย

หลังจากเงียบอยู่นาน ม่อเสวียนหมิงก็มองไปที่ขนตาดำยาวเป็นแพนั่น โดยไม่มองดวงตากลมโตของนางอีก จากนั้นก็พานางโรยตัวลงมา หลังจากวางนางลงที่ริมแม่น้ำอย่างมั่นคงแล้ว ก็ถอยหลังออกมาสองก้าว

“ไม่มีอะไร ก็แค่พบกันโดยบังเอิญเท่านั้น”

เฉินเหมียวเหมี่ยวพร่ำบ่นในใจไม่หยุด คนผู้นี้บำเพ็ญเพียรจนเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร สมองมีปัญหาหรืออย่างไรกัน!

พบกันโดยบังเอิญ แล้วเจ้าทำให้ข้าตกใจเช่นนี้ทำไมกัน?

อย่างไรก็ตาม เฉินเหมียวเหมี่ยวสู้คนตรงหน้าไม่ได้ ในใจแม้โกรธเคืองเพียงใดก็ไม่สามารถแสดงออกมาได้ ทำเพียงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ฮ่าฮ่าฮ่า ในเมื่อพบกันโดยบังเอิญ เช่นนั้น…ข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ”

ม่อเสวียนหมิง “…”

“ลาก่อน!”

เฉินเหมียวเหมี่ยวประสานมือคารวะ ก่อนจะรีบวิ่งหนีไปทันที ไม่เปิดโอกาสให้ม่อเสวียนหมิงได้เอ่ยอะไรอีก

เห็นแผ่นหลังของนางที่ไกลออกไปอย่างรวดเร็ว ม่อเสวียนหมิงก็ยืนนิ่งอยู่ริมแม่น้ำโดยไม่ขยับตัวอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งมีร่างหลายร่างคุกเข่าอยู่ด้านข้างของเขาอย่างเงียบ ๆ ก่อนคนที่เป็นหัวหน้าจะเอ่ยอย่างระมัดระวัง “นายท่าน เหตุใดถึงปล่อยให้ฮู…คุณหนูจากไปเช่นนี้ล่ะขอรับ หากเหล่าผู้อาวุโสทราบเรื่องเข้า อาจจะต่อว่าท่านได้นะขอรับ”

ม่อเสวียนหมิงก้มลงมองหน้าเขา ไอพลังมหาศาลแผ่ออกมา ทำให้ผืนน้ำที่เชี่ยวกรากพลันสงบลง ทั่วบริเวณไร้ซึ่งสุ้มเสียงใด ๆ

ผ่านไปเนิ่นนาน ม่อเสวียนหมิงค่อย ๆ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ไม่รู้ว่าเอ่ยให้ลูกน้องหรือเอ่ยให้ตัวเองฟังกันแน่

“ข้ากับนางเพียงแค่พบกันโดยบังเอิญ วันหน้าคงไม่ได้พบกันอีก ในเมื่อนางไม่ใช่คนโง่งมอีกแล้ว เช่นนั้นต่อจากนี้ไปพวกเจ้าก็ไม่ต้องทำตามคำสั่งของเหล่าผู้อาวุโสคอยปกป้องนางอีก ข้ากับนางควรแยกกันเดินทางใครทางมันได้เสียที”

เหล่าลูกน้องต่างลอบถอนหายใจอย่างเสียดายแทน แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยสิ่งใด

“ขอรับ”

สายลมหอบหนึ่งพัดผ่าน ร่างของคนเหล่านั้นก็หายไปในพริบตา ผืนน้ำกลับมาเชี่ยวกรากอีกครั้ง

ทุกสิ่งกลับมาดังเดิม ทางใครทางมัน

……

เฉินเหมียวเหมี่ยวเมื่อรอดตายจากคนผู้นั้นมาได้ และเมื่อคิดไปคิดมาจึงตัดสินใจกลับไปตระกูลเฉิน

อย่างไรเสียนางก็เป็นสตรีตัวคนเดียว ร่างกายนี้อ่อนแอยิ่งกว่าอะไร การจะเอาตัวรอดในป่าที่เต็มไปด้วยอันตรายเช่นนี้เพียงลำพัง จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย แค่มีอสูรธรรมดาสักตัวพุ่งเข้ามา ก็คงสังหารนางได้อย่างง่ายดายแล้ว

แต่ตระกูลเฉินเป็นตระกูลใหญ่ คนในตระกูลล้วนมีหน้ามีตา เจ้าของร่างเดิมเป็นถึงบุตรีภรรยาเอกของตระกูลเฉิน ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็ต้องดูแลนาง อย่างน้อยแม้จะแสร้งทำเป็นดูแลนางก็ตาม

ที่สำคัญที่สุดก็คือ หากนางไม่กลับไปตระกูลเฉิน แล้วจะล้างแค้นให้เจ้าของร่างเดิมได้อย่างไร?

ต่อให้ตระกูลเฉินเป็นที่อันตราย นางก็ต้องกลับไป

เฉินเหมียวเหมี่ยวมองหาบริเวณที่แม่น้ำสงบนิ่ง ล้างคราบโคลนบนใบหน้าและเนื้อตัวจนเสร็จเรียบร้อย จึงพบว่าเจ้าของร่างเดิมมีมือที่เรียวยาวและผุดผ่อง บนข้อมือยังมีลายเปลวไฟอันประณีตรอยหนึ่งประทับอยู่

ลายนี้เฉินเหมียวเหมี่ยวระลึกได้ว่าตั้งแต่เด็กเจ้าของร่างเดิมก็มีลายนี้อยู่แล้ว แต่มือเรียวงามคู่นี้…นี่มันอะไรกัน?

ในความทรงจำ เจ้าของร่างเดิมใช้ชีวิตอย่างยากลำบากและถูกรังแกต่าง ๆ นานาไม่ใช่หรือ?

เฉินเหมียวเหมี่ยวยกมือขึ้นส่องกับแสงอาทิตย์เพื่อพิจารณา มือคู่นี้ นิ้วมือที่เรียวยาว ขาวราวกับหยก นุ่มราวกับไม่มีกระดูก แม้แต่เล็บยังเป็นสีชมพูอ่อนดูแข็งแรง งดงามเสียยิ่งกว่างานศิลปะ!

เหมือนคนที่ถูกทารุณตั้งแต่เด็กที่ใดกัน?

เฉินเหมียวเหมี่ยวถลกแขนเสื้อขึ้นด้วยความสงสัย ข้อมือและแขนของนางเรียวเสลา ผิวพรรณผุดผ่องราวกับหยกเนื้อดี นางจึงรีบลูบไล้ใบหน้าของตนทันที

ใบหน้าเล็ก ผิวนุ่มลื่นบอบบาง!

เฉินเหมียวเหมี่ยวได้แต่งุนงง นี่หรือคือสตรีอัปลักษณ์และน่าสงสาร?

หรือความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมจะผิดเพี้ยน?

อีกอย่าง!

อาภรณ์บนกายของนางแม้จะดูธรรมดา แต่เมื่ออยู่ภายใต้แสงแดดเหมือนมีลายดิ้นทองซ่อนอยู่ ดูหรูหรา ยามก้าวเดินก็เบาสบายดุจก้อนเมฆ ดูสง่างามยิ่งนัก

เมื่อครู่นางหกล้มหกลุกอยู่ที่ริมแม่น้ำนานสองนาน ทำให้อาภรณ์เปรอะเปื้อนโคลนไปหมด คิดไม่ถึงว่าระหว่างทางที่วิ่งมา ดินโคลนที่เปรอะเปื้อนอยู่กลับร่วงหล่นไปเอง

สวรรค์ ชุดของนางที่โลกเดิมยังไม่เจ๋งขนาดนี้เลย!

ตอนที่ 3 ทั้งร่างล้วนเป็นสมบัติวิเศษ

เมื่อมองดูรองเท้าที่ตนเองสวมใส่ แม้จะเป็นรองเท้าสีดำที่ดูธรรมดาอย่างมาก ทว่าเมื่อครู่นี้นางวิ่งมาจากริมแม่น้ำตั้งไกล แต่กลับไม่รู้สึกเจ็บเท้าเลยแม้แต่น้อย เบาสบาย อากาศถ่ายเทได้ดี

นี่ต้องเป็นสมบัติแน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย

เฉินเหมียวเหมี่ยวดวงตาเบิกโพลง ความสงสัยในใจก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น

“แม่เจ้า เฉินเหมียวเหมี่ยว เจ้าเจอโชคดีเข้าแล้วงั้นหรือ?”

แต่ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมไม่ได้มีเรื่องเหล่านี้อยู่เลยนี่นา?

ขณะที่เฉินเหมียวเหมี่ยวกำลังสับสนและสงสัยในตัวเองอยู่นั้น เสียงคำรามอันน่าสะพรึงกลัวดังขึ้นทำลายความคิดทั้งหมดของนางทันที

“โฮก!”

เฉินเหมียวเหมี่ยวรีบหันกลับไปมอง พบว่าเป็นสัตว์ร้ายขนาดใหญ่มีเขี้ยวแหลมคมที่สวมชุดเกราะ มันกระโดดออกมาจากในป่า คำรามขึ้นฟ้า เสียงคำรามแฝงไว้ด้วยความเจ็บปวดและพร้อมสู้ตาย

อสูรมาร?

“บัดซบ!”

เฉินเหมียวเหมี่ยวเวลานี้อยากจะตบหน้าตัวเองสักที กลัวอะไรก็เจออย่างนั้น เวลานี้เจอกับอสูรมารเข้าจริง ๆ เสียแล้ว!

โชคดีที่มันยังไม่เห็นนาง รีบหนี ต้องรีบหนีแล้ว

เฉินเหมียวเหมี่ยวค่อย ๆ ย่องถอยหลัง ทว่าอสูรมารตัวนั้นพลันหันมาพอดี มันจึงพุ่งตัวมาหานาง

“!!!”

เฉินเหมียวเหมี่ยวไม่พูดพร่ำทำเพลงอีก รีบวิ่งหนีทันที!

อสูรตัวนั้นมีร่างกายสูงใหญ่ คาดคะเนด้วยตาเปล่าอย่างน้อยน่าจะสูงสองจั้งได้ อีกทั้งมันยังว่องไวอย่างมาก ขณะที่กำลังวิ่งหนี เฉินเหมียวเหมี่ยวรู้สึกได้ว่าพื้นดินมีการสั่นสะเทือน

หากถูกมันชนเข้าละก็ เกรงว่าร่างคงแหลกเป็นชิ้น ๆ ตายโดยไร้ศพอย่างแน่นอน!

แต่เจ้าอสูรยักษ์ตัวนี้กลับเหมือนหมาป่าหิวโหยที่ได้เจอเนื้อชั้นดี มันจ้องเขม็งไปที่เฉินเหมียวเหมี่ยวและไล่ตามไม่หยุด เสียงคำรามดังขึ้นเป็นระยะ และไล่ต้อนเฉินเหมียวเหมี่ยวเข้าไปในหุบเขาที่มีหินประหลาดตั้งตระหง่านอยู่

ในยามนี้หินขนาดใหญ่สีดำสนิทมากมายปิดทางหนีของเฉินเหมียวเหมี่ยวเอาไว้ เมื่อเห็นว่าไม่สามารถหนีหรือหลบได้อีกแล้ว เฉินเหมียวเหมี่ยวก็โมโหขึ้น!

ก่อนหน้านี้ถูกบุรุษลึกลับผู้นั้นหลอกก็เกินทนแล้ว แต่อย่างไรเสียเขาก็เป็นมนุษย์ ทว่าตอนนี้อสูรมารของโลกใบนี้ก็ยังรังแกนางอีก เห็นนางเป็นลูกไก่ในกำมือหรืออย่างไรกัน?

ต่อให้วันนี้นางต้องตายอยู่ที่นี่ ก็ต้องลากมันไปด้วยให้ได้!

ประกายเย็นเยียบพาดผ่านดวงตาของเฉินเหมียวเหมี่ยว นางพลันหมุนกายกลับไปจ้องอสูรยักษ์ ก่อนจะกระดิกนิ้วเรียกมันแล้วเอ่ยขึ้น “เจ้าตัวอัปลักษณ์ ไล่ตามข้ามาด้วยเหตุใดกัน อิจฉาที่ข้างดงามราวกับดอกไม้อย่างนั้นหรือ?”

อสูรมาร อสูรยักษ์ อสูรร้ายในโลกบำเพ็ญเพียรล้วนมีสติปัญญา และมีปัญญาสูงส่งกว่าสัตว์ป่าธรรมดา

เห็นได้ชัดว่าเจ้าสัตว์ตรงหน้าเข้าใจคำยั่วยุของเฉินเหมียวเหมี่ยว จากเดิมที่เกรี้ยวกราดและเจ็บปวดอยู่แล้ว บัดนี้มันแทบอยากจะใช้กีบเท้าเหล็กที่แข็งแกร่งบดขยี้มนุษย์อ่อนแอผู้นี้เสีย!

“โฮก!!!”

อสูรยักษ์กระทืบเท้าหลัง ทันใดนั้นก็ราวกับกระสุนปืนใหญ่พุ่งเข้าใส่เฉินเหมียวเหมี่ยว

กล้ายั่วยุข้า รนหาที่ตายชัด ๆ!

เดิมมันคิดว่าตนเองจะสามารถสังหารมดปลวกตัวนี้ได้ง่าย ๆ คิดไม่ถึงว่านางจะว่องไวมาก และสามารถกลิ้งหลบไปได้อย่างคล่องแคล่ว

อสูรยักษ์ไม่ละความพยายาม หลังจากตั้งหลักใหม่ได้ก็โจมตีนางอีกครั้ง ทว่าเฉินเหมียวเหมี่ยวก็ยังสามารถหลบหลีกได้อย่างรวดเร็วเช่นเคย

โจมตีอีกครั้งก็ยังคงเหมือนเดิม

นางราวกับนกกระเต็นที่บินอยู่ในป่า ตัวเล็กและเปราะบางแต่กลับว่องไวอย่างมาก

นางพุ่งตัวหนีได้ครั้งแล้วครั้งเล่า จึงทำให้อสูรยักษ์เดือดดาลจนถึงขีดสุด มันคำรามเสียงดังลั่น ดวงตาแดงก่ำ ใช้แรงทั้งหมดพุ่งเข้าบดขยี้เฉินเหมียวเหมี่ยว แม้แต่พื้นดินยังทรุดลงไปเล็กน้อยเพราะการระเบิดพลังของมัน

สิ่งที่เฉินเหมียวเหมี่ยวรออยู่ก็คือ ช่วงเวลานี้เอง!

มุมปากของนางโค้งขึ้นน้อย ๆ พร้อมใช้ฝ่ามือทั้งสองซัดไปอย่างแรง

ตูม!!!

เสียงหินและกระดูกแตกร้าวดังขึ้น ราวกับสายฟ้าฟาดลงมาในวันที่ฟ้าแจ่มใส ช่างน่าตื่นตระหนกยิ่งนัก

หินสีดำสนิทกระเด็นไปกระแทกอสูรยักษ์จนแตกกระจาย อสูรยักษ์ที่น่าสะพรึงกลัวตัวนั้นโงนเงนไปมา สุดท้ายก็ล้มลงแทบเท้าของเฉินเหมียวเหมี่ยว

เฉินเหมียวเหมี่ยวสำรวจเกราะเหล็กของอสูรยักษ์ และเดาว่าอาวุธรวมถึงพลังที่น่าสะพรึงกลัวของมันคงจะมาจากเกราะนี้

ดังนั้นนางจึงใช้วิธีหนามยอกต้องเอาหนามบ่ง ใช้พลังทั้งหมดของมันสะท้อนกลับไป!

การโจมตีในครั้งนี้ ถึงกับทำให้แผ่นดินสะท้านสะเทือน!

เฉินเหมียวเหมี่ยวชนะพนันในครั้งนี้แล้ว!

นางถอนหายใจออกมา เดินไปหยุดข้างกายอสูรยักษ์อย่างระมัดระวัง ตาและมุมปากของอสูรยักษ์มีเลือดไหลออกมา ขณะที่นางกำลังจะตรวจสอบ ทันใดนั้นก็เกิดสิ่งที่ไม่คาดฝันขึ้น

อสูรยักษ์ที่เดิมควรตายไปแล้ว จู่ ๆ กลับฟื้นขึ้นมา

ที่แท้มันแกล้งตายเพื่อล่อให้เฉินเหมียวเหมี่ยวเข้ามาใกล้!

เฉินเหมียวเหมี่ยวพบว่าไม่ทันการณ์แล้ว อสูรยักษ์สะบัดหางเหล็กยาว ๆ มาทางนางอย่างแรง จนเกิดเสียงแหวกอากาศดังขึ้น

เร็วและรุนแรงอย่างมาก

ไร้หนทางที่จะหลบหลีกได้อีก!

เฉินเหมียวเหมี่ยวเกิดความคิดหนึ่งขึ้นในใจ

จบแล้ว ตายแน่…

ร่างเฉินเหมียวเหมี่ยวถูกฟาดจนกระเด็น นางกลิ้งอยู่บนพื้นหลายตลบ สุดท้ายก็แน่นิ่งไป

เมื่อเห็นว่ามนุษย์เจ้าเล่ห์ตรงหน้าในที่สุดก็ถูกตัวเองสังหารได้แล้ว อสูรยักษ์ก็ถอนหายใจออกมา ก่อนจะก้าวไปด้านหน้าด้วยความพึงพอใจ หมายจะฆ่าเฉินเหมียวเหมี่ยวซ้ำอีกครา

ทันใดนั้นความเจ็บปวดก็แล่นขึ้นมา ไอพลังอันรุนแรงแล่นไปตามกระดูกของอสูรยักษ์ มันสะดุ้งเบา ๆ ก่อนที่ศีรษะจะโอนเอนและสลบไป

อสูรยักษ์ตายตาไม่หลับ มันไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนเองตายได้อย่างไร

รอบ ๆ บริเวณเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมพัดเบา ๆ เท่านั้น

หลังจากผ่านไปเนิ่นนาน เฉินเหมียวเหมี่ยวที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นก็ลืมตาขึ้น ก่อนจะลุกขึ้นนั่งหลังตรง แล้วร้องออกมาด้วยความตกใจ “แม่เจ้า โชคดีที่ข้าฉลาดแกล้งตายได้ทันเวลา ไม่อย่างนั้นข้าคงได้ตายไปแล้วจริง ๆ”

นางลุกขึ้นปัดฝุ่นบนตัวออก หลังจากสำรวจร่างกายตัวเองดูแล้ว ก็ยิ่งงุนงงและตื่นตระหนกยิ่งกว่าเดิม

“แปลกจริง…”

ทั้ง ๆ ที่การโจมตีครั้งสุดท้ายของอสูรยักษ์ตัวนี้ไร้ซึ่งความปรานีใด ๆ เหตุใดนางถึงไม่บาดเจ็บเลยล่ะ?

ไม่เพียงไม่ได้รับบาดเจ็บ นอกจากผมที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อยแล้ว นางก็ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดใด ๆ ด้วย

เฉินเหมียวเหมี่ยวมองชุดสีขาวที่มีแสงเปล่งประกาย และไร้ซึ่งฝุ่นผงใด ๆ บนกายของตัวเอง ก็ลอบกลืนน้ำลายลงคอ

คงไม่ใช่กระมัง?

ชุดสีขาวที่นางสวมใส่ไม่เพียงกันยับ กันน้ำ กันฝุ่น กันเปื้อนได้ ยังสามารถป้องกันการโจมตีได้ด้วยอย่างนั้นหรือ?

ถ้าจะเอ่ยให้ถูก การที่อสูรยักษ์ตัวนี้ตายอย่างกะทันหัน เป็นเพราะถูกชุดของนางสะท้อนการโจมตีกลับอย่างนั้นหรือ?

เฉินเหมียวเหมี่ยว “…”

หากเป็นเช่นนั้นจริง ชุดที่นางสวมอยู่ต้องเป็นอาวุธเทพระดับสุดยอดอย่างแน่นอน “เจ้าของร่างเดิม เจ้าได้สมบัติวิเศษทั้งตัวเช่นนี้มาจากที่ใดกันแน่?”

แต่จิตวิญญาณของเจ้าของร่างเดิมสูญสลายไปนานแล้ว ย่อมไม่สามารถตอบคำถามของนางได้

“…ช่างเถอะ คิดไม่ออกก็ไม่ต้องคิดแล้ว”

เฉินเหมียวเหมี่ยวไม่ใช่คนที่ชอบดึงดัน ตอนนี้ไม่รู้ก็ไม่เป็นไร อย่างไรก็ต้องใช้ชีวิตต่อไป

เรื่องที่เร่งด่วนที่สุดในตอนนี้ก็คือ ทำอย่างไร ถึงจะเอาร่างอสูรยักษ์ที่มีขนาดใหญ่ราวกับภูเขาลูกเล็ก ๆ ไปด้วยได้ นี่เป็นรางวัลที่นางแลกมาด้วยชีวิต จะทิ้งไปง่าย ๆ ไม่ได้เด็ดขาด

เฉินเหมียวเหมี่ยวเดินวนรอบอสูรยักษ์ถึงสามรอบ ก็พบว่าแม้มันจะมีหน้าตาน่าเกลียด แต่เขาของมันกลับงดงามยิ่ง สีดำเงา มีจุดสีเงิน ราวกับงานศิลปะที่ทำขึ้นมาอย่างประณีต โชคดีที่เมื่อครู่กระแทกแรงขนาดนั้นก็ยังไม่หัก ความแข็งแกร่งเช่นนี้ช่างหาได้ยากยิ่งนัก

นางกำลังจะยื่นมือไปลูบไล้เขาของมัน ทันใดนั้นก็มีแสงสีเงินสายหนึ่งพุ่งมา พร้อมเสียงแหวกอากาศที่น่าสะพรึงกลัว หากไม่ใช่เพราะเฉินเหมียวเหมี่ยวชักมือกลับได้ทัน เกรงว่าข้อมือของนางคงถูกคมกระบี่ตัดทิ้งไปแล้ว

เฉินเหมียวเหมี่ยวมีสีหน้าเข้มขึ้น ก่อนจะหันกลับไปมองด้วยแววตาเย็นเยียบ พบว่ามีคนกลุ่มหนึ่งสวมชุดหรูหราและเหาะมาด้วยความรวดเร็ว

รวดเร็วราวกับพายุ ต้นไม้สูงใหญ่ที่พวกเขาเหยียบย่างก็ราวกับก้อนหิน ท่าทางว่องไวและสง่างามยิ่งนัก

ไม่ต้องสงสัย พวกเขาต้องเป็นกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรอย่างแน่นอน

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...