เจ้าแม่แฟชั่นยุค 90
ข้อมูลเบื้องต้น
จากคนบ้านนอกต่อสู้ฟังฝ่าจนกลายมาเป็นเจ้าของแบรนด์ที่โด่งดังในวงการแฟชั่นต่างประเทศ สุดท้ายตายอย่างไร้ญาติขาดมิตร สวรรค์คงเมตตาจึงส่งเธอกลับมาเริ่มต้นใหม่ในวัย 15 ปี ไอลดาเพิ่งรู้ว่าเธอมีครอบครัวที่เฝ้ารอ มีคนที่รักเธออย่างสุดหัวใจ กลับมาคราวนี้เธอจะแก้ไขเรื่องราวในอดีต
ย้อนเวลากลับมา
อากาศที่ร้อนอบอ้าวด้านนอก ทำให้ไอลดายังนั่งอยู่ในออฟฟิศ สายตาเหม่อมองออกไปภายนอก ดื่มด่ำกับความสำเร็จที่เกิดจากการสร้างมาด้วยมือเปล่า เธอประสบความสำเร็จอย่างสูงในแวดวงแฟชั่น ตึกสูงระฟ้าในเมืองหลวงตึกนี้เป็นของเธอ ไอลดาสร้างตึกนี้มาเพื่อเป็นห้องเสื้อหรูหราแบรนด์ของตัวเอง และเปิดให้ร้านค้า ร้านอาหารเช่าเพื่อเป็นแหล่งพักผ่อน หย่อนใจและชอปปิ้งใจกลางเมืองหลวง
ไอลดาเกิดในยุค 70 และใช้ชีวิตมาจนถึงยุคสองพันยี่สิบสาม ด้วยการไต่ต้าวจากเด็กบ้านนอก หลังจากพ่อตาย เข้ามาสู่เมืองหลวงกับแม่ เช้าทำงานในโรงงานเย็บผ้าขนาดเล็ก ตกเย็นไปเรียนภาคค่ำ เสาร์อาทิตย์เอาเสื้อผ้าไปขายตามตลาดนัด ด้วยความอดทนและทะเยอทะยาน ชีวิตที่ไม่มีพ่อทำให้ไอลดาเก็บความน้อยเนื้อต่ำใจมาเป็นแรงผลักดัน และมุ่งมั่นว่าจะต้องมีชีวิตที่ร่ำรวย
จนกระทั่งชีวิตผกผันหลังจากมุมานะเรียนจนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง เถ้าแก่โรงงานเย็บผ้าที่แม่ทำงานด้วยเบื่อหน่ายชีวิตในเมืองหลวง มิหนำซ้ำกิจการก็ยังขาดทุนอย่างต่อเนื่อง จึงส่งต่อกิจการที่ย่ำแย่ให้ไอลดาสานต่อ ด้วยพรสวรรค์ทางด้านแฟชั่น ประกอบกับการคลุกคลีในตลาดเสื้อผ้า ทำให้ไอลดาออกแบบเสื้อผ้าและสร้างสรรค์แบรนด์ของเธอให้ ตีตลาดทั้งล่างและบน
แต่เพราะเธอทำงานอย่างหนัก ทำให้ไม่มีเวลาที่จะใช้ชีวิตในวัยหนุ่มสาวเหมือนคนอื่น ไม่มีเพื่อนสนิท ไม่มีแฟน แม้กระทั่งแม่เพียงคนเดียวที่มีอยู่ในโลก เธอก็มีเวลาให้เพียงน้อยนิด จนกระทั่งแม่จากไปโดยที่ยังไม่มีเวลาเสพความสุขที่ลูกสาวสร้างขึ้นมา
ในวันที่ประสบความสำเร็จ เธอจึงเหลือตัวคนเดียว ไม่มีพ่อแม่ญาติพี่น้องและครอบครัว ความรู้สึกโดดเดี่ยวนี้ทำให้เธอรู้สึกเสียดายเวลาที่ผ่านมา ซึ่งถ้าหากย้อนเวลากลับไปได้ เธอจะใช้ชีวิตให้มีความสุข เธอจะดูแลแม่ให้ดี
ไอลดาเอนศีรษะพิงพนักเก้าอี้ พร้อมกับหลับตาลงโดยที่เธอไม่รู้เลยว่าจะเป็นการหลับตาครั้งสุดท้ายในชีวิตนี้…
ในความฝันได้ยินเสียงแม่เรียกเบาๆ
“หนูดา ตื่นได้แล้วลูก”
“ทำไมเหมือนจริงจังเลย” ไอลดารู้สึกมึนงงกับเสียงของแม่ราวกับเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่ความฝัน
สัมผัสแผ่วเบาจากมือที่ลูบผม ทำให้ไอลดาสัมผัสไออุ่นจากมือ… นี่มันไม่ใช่ความฝัน
เธอคว้ามือที่ลูบผมอย่างอ่อนโยนนั้นไว้ พร้อมลืมตาขึ้นมอง
“ แม่ แม่จริงๆ ด้วย”
ไอลดาลุกนั่งและโผเข้าสู่อ้อมกอดของแม่ พร้อมร้องไห้อย่างกลั้นไม่อยู่
แม่ของเธอจริง ๆ ด้วยไม่ใช่ความฝัน
“หนูดา เป็นอะไรรึเปล่า ร้องไห้ทำไม เจ็บตรงไหนบอกแม่” สายบุญ มองดูลูกสาววัย 15 ปี ที่โผเข้ากอด และร้องไห้อย่างขวัญเสีย มือลูบไปตามลำตัวเพื่อสำรวจลูกสาวของเธอเจ็บตรงไหน
ไอลดาเงยหน้ามองแม่ ใบหน้าของแม่ยังสาวและยังสวยเหมือน 20 ปีที่แล้ว ผมยังดกดำ หน้าไม่มีริ้วรอย
เธอมองดูมือตัวเอง ทำไมมือเธอเล็กเหมือนเด็ก แขนขาของเธอทำไมนุ่มนิ่ม อ่อนเยาว์ไม่มีริ้วรอย
ฉับพลัน ไอลดานึกถึงเรื่องราวในนิยายที่เธอเคยอ่านเรื่องกลับชาติมาเกิดใหม่
หรือเธอกลับมาเกิดใหม่ ในร่างเดิมของตัวเอง
“แม่คะ วันนี้วันที่เท่าไหร่” ไอลดาอยากถามเพื่อความมั่นใจ ว่าสิ่งที่เธอเจออยู่ในตอนนี้คือเรื่องจริง
“วันพุธที่ 15 มีนาคม 2532 มีอะไรรึเปล่าจ้ะ” สายบุญตอบลูกพร้อมกับใบหน้าที่ฉายแววความสงสัยและกังวล
หลังจากวันที่ทำบุญให้สามีที่ตายไปแล้วของเธอ ซึ่งคือพ่อของไอลดาเสร็จสิ้น เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ไอลดาก็ตัวร้อนเป็นไข้นอนซมมาแล้ว 2 วัน เธออยากพาลูกไปหาหมอ แต่ ไอลดากลัวหมอ กลัวเข็มฉีดยา เลยขอกินยาพาราเซมาตอลแก้ไข้
สายบุญรู้ว่าลูกสาวไม่อยากไปหาหมอเพราะรู้ว่าไม่มีเงิน หลังจากพ่อของไอลดาตายไปเมื่อเดือนก่อน แม่กับลูกเหมือนขาดเสาหลักไป เงินทองที่สามีเธอหาไว้ ก็หมดไปกับการรักษาเขาที่โรงพยาบาล
ครอบครัวของไอลดาเป็นครอบครัวใหญ่ พ่อและแม่อยู่รวมกันกับปู่ย่าและครอบครัวของป้าลุง ป้ากับลุงมีลูกสาวหนึ่งคน ครอบครัวมีอาชีพทำไร่ ทำนา ทำสวน มีรายได้จากการทำนา และทำสวนในหน้าแล้ง แม่ของไอลดาเป็นช่างตัดเย็บเสื้อผ้า
ในความทรงจำของไอลดา ครอบครัวของพ่อไม่ชอบแม่ เพราะพ่อไม่เคยให้แม่ทำงานหนักในไร่นา พ่อให้แม่ทำงานในบ้านรับจ้างตัดเย็บเสื้อผ้า แม่เป็นคนกรุงเทพ ตามพ่อกลับมา ในคราวที่พ่อไปทำงานที่กรุงเทพ ไอลดาไม่เคยเห็นญาติพี่น้องของแม่ ไม่เคยได้ยินแม่พูดถึงครอบครัวตัวเอง
“วันนี้ วันพุธที่ 15 มีนาคม 2532 เหรอคะ”
เธอกลับมาในตอนที่เธออายุ 15 ปี
เธอตายแล้วเหรอ ตายได้ยังไง แล้วย้อนกลับมาได้ยังไง? ในหัวของเธอเต็มไปด้วยความงุนงงสงสัย
“แม่คะ ตอนนี้หนูไม่มีไข้แล้วค่ะ แต่ยังเพลียอยู่ ขอนอนต่ออีกหน่อยนะคะ แล้วพรุ่งนี้หนูจะไปโรงเรียน”
“ถ้าลูกยังเพลียอยู่ก็นอนต่อเถอะ แม่จะไปเย็บผ้าต่ออีกซักหน่อย หนูตื่นมาแม่จะทำข้าวต้มให้กิน กินอะไรร้อนๆ จะได้รู้สึกดีขึ้น”
เมื่อสายบุญเดินออกไป ไอลดาจึงหลับตาลง เพื่อทบทวนเหตุการณ์เหลือเชื่อที่เกิดขึ้นกับเธอ
ไอลดาเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของพ่อแม่ ในวัย 15 ปี เธอเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมในตัวอำเภอ
หลังจากพ่อตาย ครอบครัวของย่าพูดกระทบกระเทียบแม่ว่า มือบางเท้าบางเป็นผู้ดี ถ้าไม่ทำไร่ทำนาจะเอาข้าวที่ไหนกิน แล้วยังจะส่งลูกเรียนสูง ๆ จะเอาเงินที่ไหนมากินมาใช้
“พ่อเทพลูกชายฉันก็ตายไปแล้ว จากนี้แม่สายบุญคงต้องช่วยกันทำไร่ทำนา จะได้มีข้าวกิน แล้วเธอจะเอาเงินที่ไหนส่งลูกเรียน ฉันว่าจบ ม.3 แล้วก็ลูกออกมาทำงานดีกว่า”
“ฉันขอคิดดูก่อนนะแม่ ว่าจะทำยังไงต่อไป ฉันอยากให้ลูกเรียนหนังสือจะได้ไม่ลำบากเหมือนฉัน” สายบุญตอบแบบขอไปที
“แล้วแต่หล่อนแล้วกัน ฉันไม่มีปัญญาช่วยหรอกนะ” ย่าพูดตัดบท
แม่ประสบปัญหาเรื่องเงิน ลำพังรายได้จากการรับตัดเสื้อไม่พอกับค่าใช้จ่ายในบ้านและค่าเล่าเรียนของเธอ ทำให้ความเป็นอยู่ของเธอกับแม่อัตคัดขัดสน ถึงอย่างนั้นแม่ก็ยังเจียดเงินจ่ายข้าวของในบ้าน และให้เงินเธอไปเรียนหนังสือที่อำเภอในแต่ละวัน แม่อยากให้ไอลดาเรียนสูง ๆ แต่ถ้าหากยังอยู่ที่หมู่บ้านนี้ต่อไป คงไม่สามารถส่งเธอเรียนได้
ในชาติก่อนแม่ตัดสินใจพาไอลดาเข้ากรุงเทพ และทำงานในโรงงานเย็บผ้าเล็ก ๆ เธอไปทำงานกับแม่และตอนเย็นไปเรียนภาคค่ำ เถ้าแก่โรงงานกับเมียเป็นคนดี ไม่มีลูก จึงเอ็นดู ไอลดาที่มีหน้าตาน่ารักและกตัญญู ยินดีให้แม่พาเธอเข้ามาทำงานที่ร้าน และให้ไปเรียนภาคค่ำที่โรงเรียนใกล้โรงงาน
ไอลดาย้อนเวลากลับมาตอนที่แม่กำลังจะตัดสินใจย้ายไปที่กรุงเทพ เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของเธอ
“จะทำยังไงดีหลังจากย้ายเข้ากรุงเทพแล้ว แม่จะต้องทำงานหนักและแม่จะป่วยเหมือนในชาติก่อน กว่าจะรู้ว่าแม่ป่วยก็สายไปแล้ว” ไอลดาครุ่นคิดอย่างหนัก
ความทรงจำในชาติก่อนแวบเข้ามาในหัวของเธอ หลังจากวันทำบุญให้พ่อ มีเหตุการณ์หนึ่งที่เธอจำได้ไม่ลืม และเหตุการณ์นี้แหล่ะ เธอที่ย้อนเวลากลับมาจะนำมาใช้เพื่อช่วยแม่เอง
เหตุการณ์อะไรนะ ที่จะมาช่วยไอลดา
ความฝัน
กลางดึกในคืนนั้น
“พ่อ พ่อจ๋า อย่าเพิ่งไป พ่อ กลับมาหาหนูก่อน” เสียงไอลดาร้องเรียกหาพ่อ ปลุกสายบุญให้ตื่นขึ้นมา กลางดึก
“หนูดา หนูดา ตื่นลูก หนูฝันร้ายเหรอลูก” เสียงของสายบุญ ปลุกลูกสาวให้ตื่น พร้อมเขย่าตัวเบาๆ
ไอลดาลืมตาขึ้น พร้อมน้ำตานองเต็มหน้า โผเข้ากอดแม่
“แม่จ๋า หนูฝันเห็นพ่อ”
สายบุญกอดลูกสาวไว้แนบอก ความรู้สึกปวดร้าวเศร้าโศกอัดแน่นอยู่ในหัวใจ
“พี่เทพ ฉันคิดถึงพี่เหลือเกิน” สายบุญรำพึงด้วยความเศร้าสร้อย
สายบุญปล่อยให้ลูกซบลงกับไหล่และลูบหลังเบา ๆ จนเสียงสะอื้นเบาลง เธอจึงเอ่ยปลอบโยนลูกสาว
“ พ่อคงเป็นห่วงเราสองคน ไม่มีอะไรหรอก หนูดานอนต่อเถอะ พรุ่งนี้ต้องไปโรงเรียนแล้ว เดี๋ยวจะตื่นไม่ทันรถสองแถว”
ไอลดาวางแผนเรื่องนี้ไว้แล้ว เธอแสร้งทำเป็นฝันถึงพ่อ เพื่อที่จะบอกสิ่งที่เป็นความลับ ให้แม่เธอรู้
“แม่ ถ้าหนูบอกว่าพ่อมาเข้าฝันเพื่อบอกบางอย่าง แม่จะเชื่อหนูไม๊”
“หนูดาบอกแม่มาเถอะว่าเรื่องอะไร แม่เชื่อว่าพ่อคงเป็นห่วงพวกเรา เลยมาเข้าฝันเพื่อที่จะบอกอะไรกับลูก”
“พี่เทพ พี่คงจะรู้ว่าฉันตัดสินใจจะพาลูกย้ายไปอยู่กรุงเทพแล้ว ฉันไม่มีทางเลือก ฉันต้องทำเพื่ออนาคตของหนูดา” สายบุญรำพึงอยู่ในใจ
ไอลดาไม่อยากโกหกแม่ แต่เพื่อความอยู่รอดและสุขภาพที่ดีของแม่ในอนาคต เธอจะยอมโกหกสักครั้ง
“พ่อบอกว่า แม่จะพาหนูไปเรียนที่กรุงเทพ”
สายบุญนั่งอึ้ง เมื่อได้ยินลูกสาวเธอบอก
“หรือจะเป็นพี่เทพมาเข้าฝันจริง ๆ ถ้าไม่ใช่ลูกสาวของเธอจะรู้ได้ยังไง เธอยังไม่ได้บอกลูกสาวเลยว่าจะพาย้ายไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพ” สายบุญคิดอยู่ในใจ
“แล้วพ่อว่ายังไงอีก” เสียงของสายบุญสั่นเครือ ด้วยความรู้สึกที่ตีกันอยู่ภายใน
“พ่อไม่อยากให้แม่กับหนูลำบาก พ่อสัญญาว่าจะช่วยให้พวกเรามีเงินทอง ขอแค่แม่เชื่อพ่อและทำตามที่พ่อบอก” ไอลดาบอกแม่ตามแผนที่เตรียมไว้
“พ่อจะให้ทำอะไรเหรอหนูดา”
“แม่เชื่อไม๊ พ่อบอกให้แม่ไปซื้อลอตเตอรี่วันพรุ่งนี้” ไอลดาป้องปากกระซิบที่หูของแม่
“………….” สายบุญ
ในชาติก่อน หลังจากวันทำบุญให้พ่อแล้ว น้าแพรวเพื่อนบ้านที่มาร่วมทำบุญ มารอพบไอลดาที่สี่แยกหมู่บ้านตอนที่เธอรอขึ้นรถสองแถวไปโรงเรียน และฝากซื้อลอตเตอรี่ 1 ใบ พร้อมบอกเลขท้ายลอตเตอรี่ที่เธออยากได้
ไอลดายังจำได้ เมื่อเธอไปถึงร้านขายลอตเตอรี่ เจ้าของแผงพยายามจะยัดเยียดขายลอตเตอรี่เลขท้ายนั้นให้เธอทั้ง 2 ใบ แต่เธอปฏิเสธเพราะตอนนั้นยังเป็นเด็กนักเรียนและไม่มีเงินซื้อ จึงซื้อให้น้าแพรวเพียงใบเดียว เมื่อผลรางวัลสลากกินแบ่งออก น้าแพรวถูกรางวัลที่ 1 และกลายเป็นเศรษฐีในหมู่บ้าน
เธอที่มาพร้อมความทรงจำในอนาคต ถ้าหากในวันพรุ่งนี้ น้าแพรวมาฝากซื้อลอตเตอรี่เหมือนในชาติที่แล้ว เธอก็จะซื้อให้น้าแพรว 1 ใบ แล้วซื้อให้ตัวเอง 1 ใบ แต่ถ้าน้าแพรวไม่มา เธอก็จะซื้อทั้งสองใบ อย่างไรเสียเธอก็ไม่ได้ขัดขวางโชคชะตาของใคร ถ้าเธอจะขอนำโอกาสมาสร้างเส้นทางอนาคตของครอบครัวในชาตินี้ก็คงไม่ผิด
“ซื้อลอตเตอรี่เหรอ” สายบุญทวนคำตอบขอบลูกสาวด้วยความงุนงง
“ใช่จ้า พ่อบอกด้วยว่าให้ซื้อเลขอะไร” ไอลดาตอบแม่ พร้อมคาดหวังอยู่ในใจให้แม่เชื่อคำพูดของเธอ หากแม่ ไม่เชื่อ ไอลดาก็คิดไว้แล้วว่าจะนำเงินที่แม่เธอให้ไปโรงเรียนซื้อลอตเตอรี่เอง
ในชนบท นักเรียนที่ไปเรียนในตัวอำเภอ จะยืนรอรถสองแถวที่สี่แยกตั้งแต่เช้าตรู่ ทั้งหมู่บ้านจะมีสองแถวคันเดียวที่ไปส่งนักเรียนในตอนเช้า และไปรับกลับในตอนเย็น
ไอลดายืนรอรถสองแถวในตอนเช้าวันต่อมา สายตาของเธอมองหาน้าแพรว ในชาติก่อนน้าแพรวจะมาหาเธอที่ ยืนรอรถสองแถวที่สี่แยกนี้ และฝากซื้อลอตเตอรี่
“ดา หายดีแล้วเหรอ” เสียงทักจากด้านหลัง
“อ้าว แหม่ม ใช่ ฉันดีขึ้นแล้ว ไม่ได้ไปโรงเรียนหลายวันเลย ไม่รู้เกรดออกหมดรึยัง ฉันติดวิชาไหนบ้างก็ไม่รู้”
ไอลดาทักทายแหม่ม สาวน้อยรูปร่างอวบขาว หน้ากลม เพื่อนในหมู่บ้าน ที่เรียนโรงเรียนเดียวกัน และมารอรถสองแถวไปโรงเรียนด้วยกัน
“เกรดออกหมดแล้วนะ ของดาฉันไม่รู้แต่ว่าดาไม่น่าจะติดอะไรหรอก พวกเราไม่ใช่เด็กเกเรซะหน่อย 555” แหม่มขำที่เพื่อนเป็นกังวล
“ฉันก็หวังว่าอย่างงั้นแหล่ะ ไม่อยากให้แม่ผิดหวัง”
“เออ ว่าแต่เธอเห็นน้าแพรวเดินมาทางนี้บ้างไม๊” ไอลดาถามเพื่อนระหว่างที่รอรถสองแถว
“ไม่นะ ตั้งแต่เช้ายังไม่เห็นน้าแพรวเลยนะ ปกติจะเห็นแกออกมารดน้ำสวนผักที่หน้าบ้าน วันนี้ยังไม่เห็นเลย เธอถามหาน้าแพรวทำไม” แหม่มถามด้วยความสงสัย
“ไม่มีอะไรหรอก เห็นแกไปช่วยงานที่บ้านหลายวัน ก็เลยเป็นห่วงว่าแกจะติดไข้จากฉันแล้วไม่สบาย” ไอลดาเฉไฉเปลี่ยนเรื่อง
ไอลดาครุ่นคิดอยู่ในใจ หรือว่าเหตุการณ์มันเปลี่ยนไป แล้วแผงขายลอตเตอรี่จะยังมีอยู่เหมือนชาติก่อนรึเปล่า เธอเกิดความกังวลขึ้นมาในใจอย่างช่วยไม่ได้
เสียงบีบแตรรถสองแถวเรียกนักเรียนและผู้โดยสารให้เตรียมตัวรอขึ้นรถดังใกล้เข้ามา สายตาไอลดายังมองหา น้าแพรวอยู่ที่เดิม
“ทำไมชาตินี้ถึงไม่เห็นน้าแพรวมาฝากซื้อลอตเตอรี่” ไอลดายืนคิดจนกระทั่งรถสองแถวมาจอดด้านหน้า เมื่อแน่ใจว่าไม่เห็นใครมาเธอจึงเดินไปขึ้นรถพร้อมนักเรียนคนอื่น
เมื่อรถสองแถวจอดที่หน้าโรงเรียน ไอลดาลงจากรถและบอกแหม่มว่าเธอจะไปซื้อของที่ร้านค้าก่อน จากนั้นก็เดินแยกออกไปที่ร้านค้าหน้าโรงเรียน และมองหาแผงขายลอตเตอรี่ที่เธอเคยซื้อเมื่อชาติก่อน
คนขายลอตเตอรี่คนเดิม นั่งเฝ้าแผงลอตเตอรี่แผงเดิม คนขายลอตเตอรี่พูดคุยกับลูกค้าที่มาซื้อของชำในร้านค้า ไอลดาเดินตรงเข้าไปที่แผงลอตเตอรี่ มือเล็กล้วงเข้าไปกำเงินที่แม่ให้ในตอนเช้าที่เก็บไว้ในกระเป๋ากระโปรงนักเรียน สายตามองหาสลากที่ตั้งใจจะซื้อ
“นั่นไงสลากสองใบที่เหลืออยู่”
ด้วยความเร่งรีบ ไอลดาเดินปรี่เข้าไปยังแผงขายลอตเตอรี่
โป๊ก! “โอ้ย อะไรฟาดหัว” ไอลดาอุทานพร้อมเอามือลูบหน้าผากที่เป็นรอยแดงปูดขึ้นมา
“เป็นยังไงบ้างหนู เจ็บไม๊” เจ้าของแผงลอตเตอรี่ลุกเข้ามาคว้าแขนไอลดาก่อนที่จะหงายหลังล้มลงไป
เธอเดินชนราวไม้แขวนขนมที่ยื่นออกมา
“หนูไม่เป็นไร ขอบคุณมากค่ะ” ไอลดายืนทรงตัวแล้วกล่าวขอบคุณ พลางมองไปที่แผงลอตเตอรี่ แล้วรีบเดินไปที่แผง หยิบลอตเตอรี่ 2 ใบ พร้อมกับเอ่ยกับเจ้าของแผง
“ซื้อลอตเตอรี่ 2 ใบนี้ค่ะ”
เจ้าของร้านแผงลอตเตอรี่มองหน้าไอลดาด้วยใบหน้ากระอักกระอ่วน
“ขอโทษด้วยจ้ะหนู คือว่า” เจ้าของร้านเอ่ยออกมา แล้วก็หันมองซ้ายขวา
เปลี่ยนไป
“คือว่าเมื่อกี้มีคุณครูในโรงเรียนมาซื้อ แต่บอกว่าลืมกระเป๋าเงินไว้ที่ห้องพักครู ขอกลับไปเอาเงินก่อนแล้วจะกลับมา”
“ทั้งสองใบเลยเหรอคะ” ไอลดาถามด้วยความผิดหวัง
“ใช่จ้า” เจ้าของแผงลอตเตอรี่ตอบ
เมื่อชาติก่อนตอนที่เธอมาซื้อลอตเตอรี่ให้น้าแพรว ไม่เห็นจะมีคุณครูมาจองลอตเตอรี่ไว้ หรือว่าความ ทรงจำของเธอคลาดเคลื่อน
“เฮ้อ แล้วจะทำยังไงดี อุตส่าห์ย้อนเวลามาแล้ว ยังแก้ไขอะไรไม่ได้เลย”
ไอลดาคิดแล้วหันหลังแล้วเดินออกไปด้วยความหดหู่
“หนู หนูที่จะซื้อลอตเตอรี่” เสียงเจ้าของขายลอตเตอรี่เรียกตามหลัง
ไอลดาหันกลับไปมองตามเสียงเรียกด้วยความฉงน
“เอาอย่างงี้ก็ได้ หนูอยากได้ น้าก็จะขายให้เลย ไม่รู้คุณครูจะกลับมาซื้อรึเปล่า ฉันกลัวว่าคุณครูจะไม่กลับมา เดี๋ยวฉันจะไม่ได้ขาย หนูจะเอาทั้งสองใบเลยไม๊” เจ้าของแผงลอตเตอรี่ดึงลอตเตอรี่ในแผงส่งให้ไอลดา
“จริงเหรอคะ งั้นหนูเอาทั้งสองใบค่ะ” ไอลดารีบควักเงินจ่ายด้วยความดีใจ
เธอรีบพับเก็บลอตเตอรี่ไว้ในกระเป๋าสตางค์ใบเล็ก ภายในใจเต้นโครมคราม แล้วรีบเดินจากไป
“เกือบไปแล้วนะ ขอให้อย่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงมากไปกว่านี้เลย” ไอลดาคิดในใจแล้วสาวเท้าเดินเข้าไปในโรงเรียน
โรงเรียนมัธยมในตัวอำเภอ เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ นักเรียนราวสองพันคน เปิดสอนตั้งแต่มัธยมที่ 1 จนถึงมัธยมที่ 6 ไอลดาเรียนแผนอังกฤษ คณิต เธอเป็นคนเรียนปานกลาง วิชาที่แย่ที่สุดคือวิชาภาษาอังกฤษ
ครูที่สอนภาษาอังกฤษเป็นคนไทย ไม่มีครูฝรั่งมาสอนเหมือนในกรุงเทพ ไอลดาไม่ชอบภาษาอังกฤษ เธอฟังไม่รู้เรื่อง แปลไม่ออก แกรมม่าก็แย่ ทำให้สอบได้เกรด 1 มาโดยตลอด
หลังจากสอบปลายภาคเสร็จ นักเรียนยังต้องมาโรงเรียนเพื่อฟังผลสอบ และสอบซ่อมในวิชาที่คะแนนต่ำ ๆ หรือส่งงานเพิ่มเติมในกรณีที่ติด 0 ติด ร
ไอลดาเดินเข้าไปในห้องเรียน ก็เจอกับเพื่อนๆ ที่รอฟังผลสอบวิชาภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นผลสอบวิชาสุดท้าย
“อาจารย์มาแล้ว” เสียงเพื่อนในห้องตะโกนบอกกัน
“Good morning Teacher”
“Good morning. Sit Down ” อาจารย์อัจฉรากล่าวตอบ
“วันนี้ผลสอบของทุกคนออกแล้วนะ ที่ผลสอบออกช้า เพราะครูพยายามจะหาคะแนนเพิ่มให้ทุกคน นักเรียน ทำข้อสอบได้น้อยมาก”
“ครูเข้าใจนะว่าภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาของเรา แต่ก็จำเป็นต้องเรียนรู้ ต่อไปในอนาคตภาษาอังกฤษจะมีความสำคัญมาก คนที่สามารถพูด เขียน อ่าน ภาษาอังกฤษได้ จะมีโอกาสก้าวหน้าในอาชีพการงานมากกว่าคนอื่น”
อาจารย์อัจฉรากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักใจกับคะแนนสอบของนักเรียน จากนั้นก็ประกาศผลสอบ และให้นักเรียน ที่ได้คะแนนต่ำกว่าครึ่งทำข้อสอบใหม่
ไอลดาในชีวิตก่อนต้องดิ้นรนให้พ้นจากความลำบากในยุค 90 ถูกเหตุการณ์บีบบังคับให้เธอต้องเปลี่ยนแปลงตนเอง จึงต้องตั้งใจเรียน เมื่อได้ตั้งใจเรียนอย่างจริงจังแล้วก็พบว่า ตัวเองเป็นคนที่เรียนรู้ได้ไว และถ้าเป็นเรื่องที่สนใจก็จะสามารถจดจำได้อย่างดีอีกด้วย ซึ่งตอนนี้ไอลดาไม่เพียงแต่พูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วจนเหมือนเจ้าของภาษา แม้แต่ภาษาฝรั่งเศสเธอก็พูดได้ดีไม่แพ้กัน
หลังจากทำข้อสอบซ่อมหนึ่งชั่วโมงผ่านไป นักเรียนก็ทยอยออกจากห้องสอบ ไอลดาและเพื่อนในห้อง รวมทั้งแหม่มก็พากันเดินไปโรงอาหารเพื่อนั่งรอฟังผลสอบซ่อม
“ฉันสอบไม่ผ่านอีกแน่เลย ภาษาอะไรก็ไม่รู้ว่ะ อ่านไม่รู้เรื่องเลย”
เสียงของกระจิบเพื่อนในห้องของไอลดาบ่นไปตามทาง พร้อมกับหันหน้าไปคุยกับคนอื่น ๆ
“ปิดเทอมนี้ หลังสอบเข้าเรียนต่อได้ แม่ฉันจะพาไปเที่ยวที่กรุงเทพฯ ฉันอยากไปดูห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพฯ พี่สาวฉันทำงานที่กรุงเทพ เวลาพี่สาวฉันกลับมาบ้านเขาใส่เสื้อผ้าสวย ๆ ทั้งนั้นเลย ผิวก็ขาวเหมือนหยวกกล้วย ฉันเลยอยากขาวแบบนั้นบ้าง”
เสียงของกระจิบ เรียกความสนใจจากเพื่อนทุกคน
“น่าอิจฉาจังว่ะ ฉันอยากไปกรุงเทพฯ ไปอาบน้ำประปา จะได้ขาวสวยเหมือนสาวเมืองกรุงบ้าง ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
ทุกคนทำตาลอย ฝันอยากไปเที่ยวกรุงเทพเหมือนกระจิบ
ไอลดานั่งกินข้าวเงียบ ๆ ในโรงอาหารกับเพื่อน พร้อมคิดถึงเรื่องที่เพื่อนอยากมีผิวขาวเหมือนสาวกรุงเทพ
ในยุค 2020 เครื่องประทินผิวประเภททาแล้วผิวขาวใส ออร่า ได้รับความนิยมอย่างสูงสุด หญิงสาวในเมืองใหญ่หรือต่างจังหวัด ล้วนมีผิวขาวออร่าได้เหมือนกัน ขอเพียงใช้โลชั่น หรือครีมที่มีส่วนผสมทำให้ผิวขาว โดยเฉพาะครีมผลิตจากสมุนไพรได้รับความนิยมอย่างสูงสุด
ไอลดาผู้ใหญ่ในร่างเด็กอายุ 15 ปี คิดหาทางรอดทางเศรษฐกิจให้ตัวเอง พลางนึกถึงแม่ของเธอ แม่เธอเป็นคนสวย รูปร่างบอบบาง ผิวเนียนละเอียด ใบหน้าเรียวผุดผาดไร้ริ้วรอย สิวฝ้า ไอลดามีหน้าตาคล้ายคลึงแม่ถึง 8 ส่วน ทำให้เธอ มีเค้าความสวยคมเด่นชัดตั้งแต่เด็ก เธอไม่เคยเห็นแม่ใช้เครื่องสำอางใด ๆ นอกจากทาผิวหน้า ผิวกายด้วยขมิ้น และเห็นแม่กินขมิ้นแกล้มกับน้ำพริกบ่อย ๆ
“จริงสินะ ครีมขมิ้นที่ขายดีในอินเตอร์เน็ตในยุคที่เธอจากมา หรือเธอจะทำครีมขมิ้นขาย ถ้ามีเงินมาลงทุนก็ดีสินะ” ไอลดาคิดไปพลางลูบคลำลอตเตอรี่ที่อยู่ในกระเป๋าสตางค์
วันนี้ผลสลากกินแบ่งออก พรุ่งนี้เธอจะซื้อหนังสือพิมพ์มาตรวจผลสลากกินแบ่งมา ถ้าเป็นยุค 2020 แค่มีโทรศัพท์มือถือก็สามารถตรวจสลากกินแบ่งได้ในตอนเย็นของวันที่ 16 ไม่ต้องรอซื้อหนังสือพิมพ์มาตรวจผลสลากกินแบ่งในวัน ถัดไปเหมือนสมัยนี้
“ประกาศ ขอให้นักเรียนชั้นมัธยมที่ 3/10 กลับเข้าห้องเรียนในเวลานี้ด้วยค่ะ” เสียงประกาศจากฝ่ายประชาสัมพันธ์ของโรงเรียน เรียกให้นักเรียนในห้องของไอลดากลับเข้าห้อง
“อาจารย์อัจฉราตรวจข้อสอบภาษาอังกฤษเสร็จแล้วมั๊ง เข้าห้องกันเถอะ” แหม่มเรียกเพื่อนๆ ให้เดินตามเข้าห้อง
เมื่อนักเรียนเข้ามานั่งในห้องแล้ว ครูอัจฉราก็ประกาศหน้าชั้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่แน่ใจ
“ครูตรวจข้อสอบทั้งหมดแล้วนะ เกือบทุกคนก็ได้คะแนนเกินครึ่ง…ยกเว้น ไอลดา”
นักเรียนในห้องกำลังจะตบมือด้วยความดีใจกับผลสอบ ต่างก็เงียบกริบมองหน้าครูอัจฉราและหันกลับมามองหน้าไอลดา
ทุกคนต่างเดาในใจว่าไอลดาคงสอบตกอีกแล้ว ในใจต่างก็สงสารเพื่อนร่วมห้อง แล้วครูจะให้เธอแก้ยังไงเนี่ย
แต่เสียงต่อมาของครูอัจฉราก็ทำให้ทุกคนในห้องอ้าปากค้าง “ไอลดาทำข้อสอบได้คะแนนเต็ม”
“หา คะแนนเต็ม” เสียงนักเรียนในห้องดังเซ็งแซ่ วิพากษ์วิจารณ์
“เป็นไปได้ยังไง ไอลดาจิ้มข้อสอบเก่งขนาดนั้นเลยเหรอ”
ไอลดารู้ว่าผลสอบต้องออกมาแบบนั้นอยู่แล้ว แต่เพื่อไม่ให้เพื่อนและครูสงสัย เธอจึงบอกแค่ว่าเธอเดาเก่ง
“เอาล่ะ ให้นักเรียนทุกคนไปรับหนังสือรายงานผู้ปกครอง และหลังจากวันนี้ไปนักเรียนไม่ต้องมาโรงเรียนอีก พวกเธอทุกคนเรียนจบ ม.3 แล้ว โรงเรียนจะประกาศรับสมัครสอบเข้า ม.4 อาทิตย์หน้า ใครที่จะเรียนต่อที่นี่ก็เตรียมตัวอ่านหนังสือสอบ เพราะมีนักเรียนจากโรงเรียนอื่นมาสอบเข้าด้วย โรงเรียนเราเปิดรับนักเรียนจำกัดนะ แต่ถ้าใครจะไปเรียนต่อที่อื่นครูก็ขอให้ทุกคนสอบได้ตามที่หวัง และถ้าใครจะไม่เรียนต่อแล้ว ก็ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จในการงานกันทุกคน”
สมัยก่อนไม่มีวันปัจฉิมนิเทศเหมือนยุคปัจจุบัน ไม่มีการมอบดอกไม้ ไม่มีแม้แต่พิธีมอบประกาศนียบัตร มีเพียงคุณครูอัจฉราซึ่งเป็นครูที่ปรึกษาในห้องกล่าวอวยพรนักเรียนที่มาโรงเรียนในวันสุดท้าย
“ขอบคุณค่ะ/ครับ คุณครู” นักเรียนทุกคนกล่าวขอบคุณครูอัจฉราด้วยเสียงอันดัง
ทุกคนในห้องน้ำตาซึม สามปีที่เรียนด้วยกันมา ก็สร้างความผูกพันให้กันอย่างแน่นแฟ้น อาจจะมีที่ทะเลาะกันบ้าง แกล้งกันบ้าง แต่เมื่อต้องจากลากันจริง ๆ ก็อดใจหายไม่ได้
“ดา พรุ่งนี้ก็ไม่ได้มาโรงเรียนแล้ว เธอจะไปไหนรึเปล่า” แหม่มเอ่ยถามเมื่อเดินไปรอรถสองแถว
“ฉันจะเข้ามาในเมืองกับแม่ จะมาเลือกซื้อด้ายกับกระดุม” ไอลดาบอกความจริงไปบางส่วน
“พรุ่งนี้สินะ เธอจะได้รู้” ไอลดาคิดในใจ