โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สรุป! 5 ระดับภาษา ออกสอบบ่อย พร้อมทริคสังเกตโจทย์

Dek-D.com

เผยแพร่ 03 ก.ค. 2567 เวลา 08.10 น. • DEK-D.com
แยกออกไหม? ระดับภาษา 5 แบบ มาดูทริคสังเกตกัน!

สวัสดีค่ะ น้องๆ ชาว Dek-D มีใครเคยสังเกตกันไหมว่าภาษาที่เราใช้กันในชีวิตประจำวันมีระดับที่แตกต่างกัน เวลาคุยกับเพื่อนเราจะใช้ภาษารูปแบบหนึ่ง ซึ่งต่างจากตอนที่เราคุยกับพ่อแม่ คุณครู หรือผู้ใหญ่ โดยตามหลักแล้วเราจะเรียกความแตกต่างนี้ว่า “ระดับภาษา” นั่นเอง นอกจากจะใช้สื่อสารในชีวิตประจำวันแล้ว ก็ยังเป็นเนื้อหาที่เจอในข้อสอบเข้ามหา’ลัย อย่าง A-Level ภาษาไทยด้วย คอลัมน์ ‘รู้ไว้เผื่อออกสอบ’ในบทความนี้จะพาไปเจาะลึกเนื้อหาของระดับภาษา รวมถึงมีข้อสอบจริง พร้อมเทคนิคการสังเกตโจทย์มาฝากด้วยค่ะ

ภาษาพูด VS ภาษาเขียน

ก่อนที่เราจะไปดูว่าระดับภาษามีอะไรบ้าง อยากให้น้องๆ ทำความเข้าใจเรื่องภาษาพูดและภาษาเขียนกันก่อนค่ะ เพราะทั้งคู่เป็นภาษาที่เราใช้กันในชีวิตประจำวัน และมีส่วนสำคัญในการเลือกใช้ระดับภาษาที่จะสื่อสารอีกด้วย

ภาษาพูด หรือภาษาปากเป็นภาษาเฉพาะกลุ่มที่ใช้พูดกันในกลุ่มคนพวกเดียวกันเช่น ภาษาวัยรุ่น, ภาษาถิ่น, ศัพท์ LGBTQ+ หรือภาษาลู มักใช้พูดคุยระหว่างคนที่สนิทกันมากๆ จึงไม่เคร่งครัดเรื่องข้อบังคับ เรียกว่า “ภาษาไม่มีแบบแผน” อาจมีคำไม่สุภาพบ้าง หยาบคายบ้าง บางครั้งภาษาพูดอาจนำไปใช้ในการเขียนได้ เช่น เป็นคำพูดตัวละครในนิยาย บทละคร บทภาพยนตร์ เพื่อความสมจริงของงานนั้นๆ

ภาษาเขียนเป็นภาษาที่มีลักษณะเคร่งครัดในหลักภาษา เรียกว่า “ภาษาแบบแผน” มีการเรียบเรียงประโยคถูกต้องสวยงามประดิษฐ์ถ้อยคำให้สละสลวย ใช้คำสุภาพ คำศัพท์วิชาการ หรือคำบัญญัติ มักใช้ในงานเขียนเชิงวิชาการ หรือ พิธีการต่าง ๆ

ตัวอย่างภาษาพูด vs ภาษาเขียน

ภาษาพูด ภาษาเขียน หมา สุนัข ตังค์ เงิน ไฟไหม้ เพลิงไหม้ เป็นไง เป็นอย่างไร โรงหนัง โรงภาพยนตร์

ระดับภาษาคืออะไร?

ระดับภาษา คือ ความแตกต่างของภาษา ทั้งภาษาพูด ภาษาเขียน หรือแม้กระทั่งภาษากาย โดยการใช้ระดับภาษาจะพิจารณาตามโอกาสหรือกาลเทศะ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่เป็นผู้สื่อสารน้องๆ ต้องดูว่าเรากำลังสื่อสารกับใคร และอยู่ในสถานที่ไหน เพื่อที่จะได้เลือกใช้ระดับภาษาให้เหมาะสม ถ้าเกิดมีการใช้ระดับภาษาที่ไม่เหมาะสมก็อาจทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างผู้พูดและผู้ฟัง หรือทำให้การสื่อสารผิดพลาดได้ บางภาษาอาจไม่มีระดับภาษา แต่ภาษาไทยของเรานั้นมีหลายระดับ ในหลักสูตรวิชาภาษาไทยที่น้อง ๆ ต้องเรียน จะแบ่งระดับภาษาออกเป็น 5 ระดับดังนี้

1.ภาษาระดับพิธีการ

เป็นภาษาที่มีแบบแผน ประโยคถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ มีการเลือกใช้คำสุภาพสละสลวยประณีต และใช้คำระดับสูง หรือคำราชาศัพท์ โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นภาษาเขียน ภาษาระดับนี้มักใช้ในงานพิธีการหรือโอกาสสำคัญต่าง ๆ เช่น งานราชพิธี การประชุมสภา การกล่าวสดุดี การกล่าวรายงานในพิธีมอบปริญญาบัตร

ตัวอย่างระดับภาษาพิธีการ :บัดนี้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสร็จสิ้นลง และมีการเรียกประชุมรัฐสภา พุทธศักราช 2562 แล้ว ข้าพเจ้าขอเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อให้ทำหน้าที่นิติบัญญัติตั้งแต่วาระนี้เป็นต้นไป

2.ภาษาระดับทางการ

เป็นภาษาที่มีแบบแผน ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ เน้นการสื่อสารที่ตรงประเด็น กระชับ ไม่เวิ่นเว้อ อาจมีศัพท์เทคนิค และศัพท์วิชาการบ้างตามลักษณะของเนื้อหาที่ต้องการเขียน ในบางครั้งก็อาจมีคำราชาศัพท์อยู่บ้าง มักใช้ในโอกาสที่เป็นทางการ เช่น ประกาศทางการ งานเขียนวิชาการ จดหมายราชการ จดหมายธุรกิจ บทความวิจัย การประชุม

ตัวอย่างระดับภาษาทางการ :อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นฤดูฝนการกระจายของฝนจะไม่สม่ำเสมอ โดยจะมีฝนเพิ่มขึ้นในระยะครึ่งหลังของฤดู และจะสิ้นสุดฤดูฝนประมาณกลางเดือนตุลาคม แต่ในภาคใต้โดยเฉพาะฝั่งตะวันออกจะยังคงมีฝนตกต่อไปอีกถึงเดือนธันวามคม จึงขอประกาศให้ประชาชนได้ทราบทั่วกัน

3.ภาษาระดับกึ่งทางการ

เป็นภาษาที่ไม่เคร่งครัดแบบแผน แต่ยังคงความสุภาพมีลักษณะคล้ายกับภาษาระดับทางการ แต่จะลดความเป็นทางการลง รูปประโยคไม่ซับซ้อน มีคำทั่วไปที่เราคุ้นเคย เพื่อให้เกิดสัมพันธภาพระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสารภาษาระดับนี้สามารถใช้ได้ทั้งภาษาเขียน และภาษาพูดขึ้นอยู่กับสถานการณ์มักจะใช้ในการประชุม การเสวนา การบรรยายในห้องเรียน การพรีเซนต์งานหน้าห้อง การเขียนข่าว หรือบทความในหนังสือพิมพ์

ตัวอย่างภาษาระดับกึ่งทางการ :ปัญหาที่เกิดขึ้นกับโลกเราทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ก็ล้วนเกิดมาจากฝีมือของมนุษย์ด้วยกันเองทั้งนั้น เราจึงควรที่จะรับผิดชอบกับปัญหาที่เกิดขึ้นโดยการดูแลรักษาโลกใบนี้ให้ดีดังเดิม ลองคิดดูว่าถ้าหากเราทำลายธรรมชาติแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เราคงอาจต้องซื้อออกซิเจนเอาไว้หายใจ

4.ภาษาระดับไม่เป็นทางการ

หรือ ‘ภาษาระดับสนทนา’ เป็นภาษาที่ไม่มีลักษณะแบบแผน มักใช้ถ้อยคำเข้าใจง่าย แต่ยังคงความสุภาพ เนื้อหาของสารจะเป็นเรื่องทั่ว ๆ ไปในการดำเนินชีวิตประจำวัน การปรึกษาหารือกัน บางครั้งอาจมีคำศัพท์หรือสำนวนเฉพาะในกลุ่มปะปนด้วย แต่ส่วนใหญ่แล้วเป็นภาษาพูดที่ใช้พูดกับคนที่ไม่สนิท และพบในรายการบันเทิง บทความ พาดหัวข่าว นิตยสาร

ตัวอย่างภาษาระดับไม่เป็นทางการ : คุณทราบไหมคะ เคล็ดลับในการเลือกมะเขือนั้นไม่ยากเลย เพียงแค่เลือกลูกที่มีขั้วติดแน่น ผิวตึงเป็นมัน ถ้าลูกไหนผิวด้านกระด้างแสดงว่าไม่ค่อยสด แก่เกินไป

5.ภาษาระดับกันเอง

หรือที่เรียกว่า ‘ภาษาปาก’เป็นภาษาที่ไม่มีลักษณะแบบแผน ภาษาที่ใช้เป็นภาษาพูดใช้กับคนที่สนิทคุ้นเคย เช่น พ่อแม่ พี่น้อง เพื่อนสนิท อาจมีคำสแลง คำหยาบ ภาษาถิ่น หรือศัพท์เฉพาะกลุ่มปะปนโดยทั่วไปไม่นิยมใช้ในภาษาเขียน ยกเว้นงานเขียนบางประเภท เช่น เรื่องสั้น นิยาย บทละคร เพื่อความสมจริงของงานนั้นๆ

ตัวอย่างภาษาระดับกันเอง :

  • ตื่นมากดบัตรแฟนคอนน้องเตนล์ ตั้งแต่ 10 โมงเช้า อยากได้บัตร 6,500 มาก แต่ไม่ทัน กดชนสะบัด นอยด์มากคุณน้า คนที่กดทันเค้าใช้เน็ตอะไรกันวะ
  • เอายังไงคะซิส จะไปไม่ไปคะ สะยงสยามเนี่ย น้องรอจนยมแล้วค่ะคุณพี่ขา

ระดับภาษา 5 แบบ ต่างกันยังไง?

เพื่อให้น้องๆ เห็นภาพชัดมากขึ้นว่าภาษาแต่ละระดับมีลักษณะต่างกันยังไง พี่แป้งสรุปเป็นตารางเปรียบเทียบมาให้แล้วค่ะ

ระดับภาษา โอกาสและสถานที่ ลักษณะภาษาที่ใช้ ความสุภาพ พิธีการ ภาษาแบบแผน /ภาษาเขียน งานราชพิธี งานระดับชาติ การประชุมสภา การกล่าวสดุดี การกล่าวสุนทรพจน์ การกล่าวรายงานในพิธีมอบปริญญาบัตร มีพิธีรีตอง ภาษาไพเราะ สละสลวย ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ 100% ทางการ ประกาศทางการ งานเขียนวิชาการ จดหมายราชการ จดหมายธุรกิจ บทความวิจัย การประชุม ใช้คำตรงไปตรงมา กระชับ มีศัพท์เทคนิค หรือศัพท์วิชาการ 75% กึ่งทางการ ภาษากึ่งแบบแผน/ ภาษาพูดปนเขียน การประชุมกลุ่มย่อย การอภิปราย การเสวนา การบรรยายในห้องเรียน การพรีเซนต์งานหน้าห้อง เขียนข่าว บทความ คล้ายระดับทางการ แต่จะลดความเป็นทางการลง ประโยคไม่ซับซ้อน ใช้คำทั่วไปที่เราคุ้นเคย 50% ไม่เป็นทางการ ภาษาไม่มีแบบแผน/ภาษาพูด การปรึกษาหารือกัน รายการบันเทิง บทความ พาดหัวข่าว นิตยสาร ใช้คำทั่วไป เข้าใจง่าย มีคำศัพท์หรือสำนวนเฉพาะกลุ่ม 25% กันเอง การพูดคุยเรื่องส่วนตัวกับคนสนิท มีคำสแลง คำหยาบ ภาษาถิ่น หรือศัพท์เฉพาะกลุ่มปะปน <25%

ระวังสับสน! ระดับที่อยู่ติดกัน ได้แก่

  • ระดับ 2 (ทางการ) กับ ระดับ 3 (กึ่งทางการ)ให้จำว่า กึ่งทางการจะเป็นคําที่มีภาษาปาก หรือภาษาพูดปนอยู่
  • ระดับ 4 (ไม่เป็นทางการ) กับ ระดับ 5 (กันเอง)แตกต่างตรงที่ ไม่เป็นทางการใช้กับคนไมสนิท ส่วนกันเองใช้กับคนสนิท

7 ทริคสังเกตระดับภาษา

พี่แป้งได้สรุป 7 ทริคสังเกตโจทย์ที่จะเป็นตัวช่วยให้น้องๆ ได้นำไปวิเคราะห์ระดับภาษามาฝากด้วยค่ะ

1. แยกให้ออกว่าเป็น ‘ภาษาพูด’ หรือ ‘ภาษาเขียน’ :อย่างน้อยจะได้ตัดตัวเลือกที่ไม่ใช่ออกไปก่อน สมมติวิเคราะห์มาแล้วเป็นภาษาเขียนหมดเลย หมายความว่า ข้อความนั้นอาจจะอยู่ในระดับพิธีการ ทางการ หรือกึ่งทางการก็ได้ หลังจากนั้นน้องๆ ก็ค่อยมาวิเคราะห์อีกรอบว่าเป็นระดับไหน

2. การใช้สรรพนาม : สรรพนามก็มีส่วนช่วยในการแยกระดับภาษาด้วยเหมือนกัน ซึ่งมีวิธีการสังเกต ดังนี้

  • ระดับพิธีการ ทางการ และกึ่งทางการ :ใช้สรรพนามแทนตัวเอง (บุรษที่ 1) มักใช้ กระผม ผม ดิฉัน ข้าพเจ้า สรรนามแทนผู้รับสาร (บุรุษที่ 2) มักใช้ ท่าน ท่านทั้งหลาย คุณ
  • ระดับไม่เป็นทางการ และกันเอง :สรรพนามแทนตัวเอง มักใช้ ผม ฉัน หนู เรา หรือใช้คำนาม เช่น พ่อ แม่ หมอ ครู สรรนามแทนผู้รับสาร มักใช้ แก เธอ เอ็ง หรือบางครั้งก็เรียกชื่อแทนไปเลย

3. คำขึ้นต้น - ลงท้าย :ข้อนี้ก็เป็นจุดสังเกตที่เห็นได้ชัดเหมือนกัน ถ้าขึ้นต้นด้วย ‘กราบเรียน’ ‘เรียน’ หมายความว่า ข้อความนั้นมีแบบแผน อาจจะอยู่ในระดับพิธีการ หรือทางการก็ได้ แต่ถ้าลงท้ายด้วย ‘คะ’ ‘ค่ะ’ ‘ครับ’ คำพวกนี้จะเจอในภาษาพูด แปลว่า ข้อความนั้นจะอยู่ในระดับกึ่งทางการ - กันเอง

4. การซ้ำคำ :เช่น สวยๆ ต่างๆ การซ้ำคำโดยส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับกึ่งทางการ - กันเองถ้าเป็นทางการจะมีเขียนกระชับ ชัดเจน

5. การตัดคำ กร่อนคำ รวบเสียง :เช่น “อะไร > ไร” “อย่างไร > ยังไง” โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับกึ่งทางการ - กันเอง เพราะถ้าเป็นระดับทางการจะห้ามตัดคำ หรือกร่อนคำเด็ดขาด

6. ใช้คำอุทานเสริมบท-คำสร้อย :เช่น “หนังสือหนังหา” “กินข้าวกินปลา” โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับกึ่งทางการ - กันเอง

7. ใช้คำแสลง คำเฉพาะกลุ่ม คำสถบ :ข้อนี้ก็เป็นจุดสังเกตที่เห็นได้ชัดเหมือนกัน ถ้ามีการใช้คำเหล่านี้เยอะๆ หมายความว่า ข้อความนั้นเป็นระดับกันเองแน่นอน

เมื่อทำความเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างภาษาพูดกับภาษาเขียนแล้ว มาลองฝึกทำโจทย์เรื่องระดับภาษา กับข้อสอบ A-Level วิชาภาษาไทย ปี 2566 กันค่ะ

ข้อใดมีระดับภาษาต่างกับข้ออื่น

1. สธ.ประกาศยกเลิกการใส่แมสก์ในที่สาธารณะ

2. เขาจำเป็นต้องหยุดความสัมพันธ์กับคู่จิ้นไปสักระยะ

3. ละครเรื่องนี้มีพล็อตที่จำเจไม่ค่อยสร้างสรรค์

4. แหล่งข่าวจากคนวงในบอกต่อ ๆ กันมาว่าเซเลบคนนี้กำลังตกอับ

5. รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาภาษาไทย

น้องๆ ชาว Dek-D คิดว่าข้อไหนต่างที่สุด คอมเมนต์คำตอบด้านล่างได้เลยค่ะ

สำหรับคอลัมน์ ‘รู้ไว้เผื่อออกสอบ’ บทความต่อไปจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ฝากติดตามกันด้วยนะคะ ถ้าน้อง ๆ มีประเด็นที่น่าสนใจ หรือความรู้จากวิชาอะไร ที่อยากให้นำมาเล่า หรือแจกทริคการจำ ก็สามารถคอมเมนต์เอาไว้ด้านล่างได้เลย!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...