DTP ปรับแผนลงทุน เน้น 3 กลยุทธ์สร้างเติบโต จ่อขายหุ้นกู้ 2 ชุด ดอกเบี้ย 6.75-7.10%
DTP ปรับเกมลงทุน ชู 3 กลยุทธ์ เน้นลงทุน ตปท.-ปรับปรุงทรัพย์สิน-ระดมทุนตั้งกอง REIT หวังโตยั่งยืน จ่อออกหุ้นกู้ 2 ชุด ระยะ 2-3 ปี ชูดอกเบี้ยสูง 6.75-7.10% ต่อปี
วันที่ 23 พฤษภาคม 2567 นายหรรสา สุสายัณห์ ประธานกรรมการบริษัท ดีทีจีโอ พรอสเพอร์รัส จำกัด หรือ DTP กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทฯ โฟกัสลงทุนธุรกิจมีศักยภาพด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม (VC & Innovative Investment) แต่ในปี 2567 บริษัทฯ ปรับกลยุทธ์การบริหารธุรกิจใหม่ เน้นไปที่ 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่
1. Global Investment
การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีศักยภาพสูงแบบ Brownfield จากทั่วโลก
2. Assets Management
การปรับปรุงสินทรัพย์ บริหารสินทรัพย์ที่มีอยู่เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การลงทุนและบริหาร โรงแรมในสหราชอาณาจักรทั้ง 17 แห่ง ได้สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการปรับปรุงสาธารณูปโภค ปรับระบบพลังงานให้มีประสิทธิภาพ เป็นต้น
3. Funds Management
การระดมทุนในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อหาโอกาสและสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในอนาคต อาทิ Private Equity จัดตั้งกอง REIT ในนามบริษัท DTPHREIT
ซึ่งในขณะนี้ มีโรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ (Waldorf Astoria Bangkok) และ โรงแรมยู เขาใหญ่ (U Khao Yai) ที่มีมูลค่ากว่า 4,107 ล้านบาท
“การปรับกลยุทธ์นี้ สอดคล้องกับเศรษฐกิจ และกระแสการลงทุนของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างรายได้ให้ DTP ไปจนถึงกลุ่มบริษัทแม่ อย่าง DTGO ได้อย่างยั่งยืน”
นายหรรสา กล่าวว่า การขยายธุรกิจในฝั่ง Funds Management ว่าเป็นสิ่งที่กลุ่ม DTP มองหาอยู่เสมอเกี่ยวกับกับการเสริมพอร์ตสินทรัพย์ให้กอง REIT ที่มีอยู่ในขณะนี้
ซึ่งมี เงื่อนไขหลักๆ คือ จะต้องเป็นสินทรัพย์ที่มีศักยภาพสูง และมีอัตราผลตอบแทนที่จูงใจนักลงทุนเพียงพอ โดยทางกลุ่มกำลังเตรียมความพร้อมเรื่ององค์ความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับสภาพตลาด รวมไปถึงทรัพยากรบุคคลที่จำเป็นหากต้องเข้ามาดำเนินการ
โดยในปี 2562 กลุ่มบริษัท DTP ได้เริ่มลงทุนในโรงแรมยู เขาใหญ่ (U Khao Yai) และ การเข้าซื้อ ปรับปรุงระบบการบริหารต่างๆ โรงแรมทั้ง 17 แห่ง ที่ตั้งอยู่ในสหราชอาณาจักร มีห้องพักรวมทั้งหมด 3,383 ห้อง ผ่าน Valor Hospitality Europe Limited ซึ่งเป็นผู้บริหารกลุ่มเชนโรงแรมระดับโลกไม่ว่าจะเป็น Hilton, Crowne Plaza, IHG, Mariott, Holiday Inn, Hotel Indigo
การเข้าซื้อโรงแรมทั้ง 17 แห่งในสหราชอาณาจักรในปี 2562 นี้ เป็นหนึ่งในแผนธุรกิจระยะยาว และถือเป็นการนำร่องธุรกิจการลงทุนในต่างแดนของ DTP ซึ่งภายในอีก 3 ปีข้างหน้านี้ กลุ่มบริษัทเล็งที่จะบุกตลาดในทวีปยุโรป รวมไปถึงสหรัฐอเมริกา และเอเชียเช่นเดียวกัน
ต่อมาในปี 2565 ได้มีการนำโรงแรมยู เขาใหญ่ (U Khao Yai)และ Waldorf Astoria เข้าสู่กระบวนการ REIT หรือ กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อธุรกิจโรงแรมและสิทธิการเช่า กับบริษัท ดีทีพี ฮอสพิทอลลิตี้ หรือ DTPHREIT
ล่าสุดในปี 2567 DTP ได้ประสบความสำเร็จในการเข้าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 85% ในบริษัทจดทะเบียนบนกระดาน catalist ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ บริษัท พรอสเพอร์แคป คอร์ปอเรชั่น ลิมิเต็ด (ProsperCap) ซึ่งปัจจุบันเป็นเจ้าของและผู้บริหารสินทรัพย์ โรงแรมในเครือของ DTP ซึ่งตั้งอยู่ในสหราชอาณาจักรทั้ง 17 แห่ง
กิจการโรงแรมดังกล่าว มีรายได้ปี 2566 เติบโตขึ้นราว 12.5% จากปี 2565 มี occupancy rate โดยเฉลี่ยของโรงแรมทั้ง 17 แห่งฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ 79.5% ซึ่งเป็นระดับเดียวกับช่วงก่อนวิกฤติ โควิด-19 สร้างรายได้ให้กลุ่มบริษัท DTP กว่า 6.8 พันล้านบาท
กลุ่มบริษัท DTP มีการเพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัททั้งหมดรวม 6 ครั้ง เพื่อรองรับกิจการการขยายสู่ต่างประเทศ จนมีทุนจดทะเบียนในปี 2567 จำนวน 2,626 ล้านบาท
เพื่อสนับสนุนการเติบโตของบริษัทDTP เตรียมที่จะออกหุ้นกู้สองรุ่น ได้แก่
- หุ้นกู้ชุดที่ 1 มีอายุ 2 ปี 3 เดือน อัตราดอกเบี้ย 6.75 – 6.80% ต่อปี
- หุ้นกู้ชุดที่ 2 มีอายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 7.00 - 7.10% ต่อปี
และมี บริษัท ดีทีจีโอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นผู้ค้ำประกันมูลหนี้เต็มจำนวน โดยเสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนสถาบัน และ ผู้ลงทุนรายใหญ่
ท่านที่สนใจลงทุนสามารถติดต่อบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำ ได้แก่ ผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ต่อไปนี้
- บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด
- บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
- บริษัทหลักทรัพย์ บลูเบลล์ จำกัด, บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน)
- บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด (มหาชน)
- บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด
- บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด
- บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
ในระยะเวลาในการจองซื้อวันที่ 31 พฤษภาคม 2567 และ วันที่ 4 – 5 มิถุนายน 2567