โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฉันเก่งแล้วจริง ๆ เหรอ? รู้จัก Imposter Syndrome…ภาวะคิดว่าตัวเองไม่ดีพอ

Dek-D.com

เผยแพร่ 25 ก.ค. 2567 เวลา 07.23 น. • DEK-D.com
รู้จัก Imposter Syndrome…ภาวะคิดว่าตัวเองไม่ดีพอ

‘ฉันยังดีไม่พอ’

‘ฉันไม่ได้เก่งขนาดนั้น’

‘ฉันเหมาะสมที่จะได้รับคำชมจริง ๆ เหรอ?’

น้อง ๆ ชาว Dek-D เคยเกิดความรู้สึกสงสัยในความสามารถตัวเองกันบ้างหรือเปล่าคะ? บางครั้งที่ชีวิตประสบความสำเร็จแม้คนรอบตัวจะชื่นชมขนาดไหนแต่เราก็ยังรู้สึกไร้ซึ่งความภูมิใจในความสามารถของตัวเองอยู่ดี แถมยังแอบเถียงกลับในใจว่า “โชคช่วยเฉย ๆ หรอกหน่า”

อาการเช่นนี้ ทางจิตวิทยาเรียกว่าอาการ ‘Imposter Syndrome’ซึ่งเป็นอาการที่ ‘วัดคุณค่าตัวเองจากสายตาตัวเอง’ ทำให้หลายต่อหลายครั้งเรามักจะคิดว่าตัวเองยังดีไม่พอยังไม่เหมาะกับความสำเร็จหรือคำชมและทำให้ความภาคภูมิใจต่อตัวเอง (Self- Pride) ลดลงไปเรื่อย ๆ

วันนี้เราเลยอยากพาชาว Dek-D ทุกคนมาทำความรู้จัก ‘อาการที่คิดว่าตัวเองไม่เก่ง’ หรืออาการ Imposter Syndrome พร้อมเรียนรู้วิธีรับมือในวันที่คิดว่าตัวเองยังดีไม่พอกันค่ะ

Imposter Syndrome คืออะไร ?

ในปีค.ศ. 1978 นักจิตวิทยา Pauline Rose Clance และ Suzanne Imes ได้บัญญัติ คำว่า ‘Imposter Phenomenon’ขึ้น ซึ่งเป็นอีกชื่อหนึ่งของ Imposter Syndrome โดยคำจำกัดความของคำนี้ หมายถึง ความรู้สึกที่บุคคลสงสัยในความสามารถของตัวเองมองว่าตัวเองไม่ได้เก่งหรือรู้จริงและคิดว่าความสำเร็จที่เกิดขึ้นเป็นเพราะโชคช่วยหรือมาจากปัจจัยภายนอกมากกว่าความสามารถของตัวเอง

งานวิจัยพบว่า 70% ของผู้คนมักเคยเผชิญกับอาการ Imposter Syndrome ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต ส่วนใหญ่มักจะเกิดกับบุคคลที่กำลังอยู่ในช่วงวัยเรียนและวัยทำงานโดยมักจะรู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรกับคำชมหรือความสำเร็จ เชื่อว่าตัวเองกำลังหลอกเพื่อนร่วมงานและคนรอบตัวให้เข้าใจว่าตนเองมีความสามารถ ฉลาด รอบรู้ ทั้งที่ในความเป็นจริงพวกเขาไม่ได้มองว่าตนเองมีความสามารถขนาดนั้น อีกทั้งยังกลัวว่าวันหนึ่งความจริงจะถูกเปิดเผยว่าตัวเองไม่ได้เป็นเลิศทางความสามารถและสติปัญญาเหมือนที่คนอื่นเคยชื่นชม

หากไม่ได้มีการจัดการอารมณ์อย่างเหมาะสมและปล่อยให้ความรู้สึกนี้กินพื้นที่ในจิตใจจนกลายมาเป็นความเชื่อลบ ๆ ที่เรามีต่อตนเอง อาจนำไปสู่โรคทางอารมณ์ที่รุนแรงกว่าเดิมเช่น โรคซึมเศร้าหรือโรควิตกกังกล

เกร็ดความรู้

ในปีค.ศ. 1999 นักจิตวิทยา David Dunning และ Justin Kruger เคยศึกษาและนิยามอาการที่เป็นเหมือนขั้วตรงข้ามอาการ Imposter Syndromeในชื่อ Dunning-Kruger Effectโดยหมายถึง อาการของบุคคลที่ ‘รู้มาน้อยแต่มั่นเกินล้าน’กล่าวคือ บุคคลมั่นใจว่าตนเองฉลาดแต่จริง ๆ แล้วโง่มากนั่นเอง

Checklist อาการ Imposter Syndrome

  • ไม่ยินดีกับความสำเร็จของตนเอง
  • มักคิดว่าความสำเร็จของตัวเองมาจากปัจจัยอื่น
  • เชื่อว่าสิ่งที่เราทำ คนอื่นก็ทำได้และอาจทำได้ดีกว่าเรา
  • มองสิ่งที่ทำไปว่ายังไม่สมบูรณ์แบบแม้จะได้รับคำชมก็ตาม

5 กลุ่มเสี่ยง Imposter Syndrome

1.The Perfectionist

กลุ่มคนรักความสมบูรณ์แบบ เมื่อมีมาตราฐานและความคาดหวังที่สูง ต่อให้ผลงานออกมาสมบูรณ์เกือบ 100% ก็ยังมองข้ามภาพรวมว่าตนเองทำอะไรออกมาได้ดีและเลือกโฟกัสข้อผิดพลาดจุดเล็ก ๆ ของงานเพื่อมาตำหนิตัวเองว่า ‘ควรจะทำได้ดีกว่านี้’หรือเมื่อประสบความสำเร็จก็ยังมองว่า สิ่งที่ตัวเองทำสำเร็จในตอนนี้ ‘ควรจะทำสำเร็จไปตั้งนานแล้ว’

2.The Superwoman / man

กลุ่มเดอะแบกของสังคมคิดว่าต้องทำให้ดีทุกด้าน ครอบครัว การงาน บทบาทพ่อแม่ คนรักหรือเพื่อนต้องไม่บกพร่อง เมื่อด้านใดด้านหนึ่งไม่เป็นไปตามภาพที่คิดไว้ก็จะเกิดความเครียดและกลายเป็นกดดันตัวเองมากกว่าเดิมว่า ‘ต้องพิสูจน์ความสามารถการเป็นเดอะแบกให้หนักขึ้น’

3.The Natural Genius

กลุ่มหัวกะทิโดยกำเนิด มักจะคุ้นชินกับการใช้สติปัญญาของตัวเองทำให้ทุกอย่างออกมาสมบูรณ์เมื่อต้องเผชิญสถานการณ์ที่ท้าทายความสามารถตัวเอง ทำให้ต้องใช้ความพยายามมากกว่าที่เคยเป็นมามักจะมองว่า ‘ถ้าเก่งจริงต้องสำเร็จไปตั้งนานแล้ว’ ‘ที่ต้องพยายามขนาดนี้เพราะว่าไม่เก่งไง’

4.The Soloist

กลุ่มนักลุยเดี่ยวมักจะคุ้นชินกับการทำอะไรสำเร็จโดยใช้ความพยายามของตัวเองแค่คนเดียวเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ต้องไปพึ่งพิงใครพวกเขามักจะมองว่าตัวเอง ‘ไม่ได้เรื่องหรือด้อยความสามารถ’ ถึงต้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่น

5.The Expert

กลุ่มผู้เขี่ยวชาญมักจะวัดความสามารถจากสิ่งที่ตนเองรู้ปัญหาหลัก ๆ ของคนกลุ่มนี้ คือ มักจะไม่กล้าออกจาก comfort zone ไปลองทำในสิ่งตนเองยังไม่เชี่ยวชาญเช่น ไม่กล้าสมัครงานเพราะคุณสมบัติไม่ตรงทุกข้อ กลุ่มนี้จะเชื่อว่าตัวเองไม่วันรู้ดีพอ และต้องรู้ให้รอบทุกด้านก่อนถึงจะรู้สึกพร้อมที่จะทำอะไรสักอย่าง ซึ่งในบางครั้งคนกลุ่มนี้มักจะพลาดโอกาสดี ๆ ในชีวิตไป

ผลกระทบจากอาการ Imposter Syndrome

พลาดโอกาส— อาการ imposter syndrome ทำให้เรากลัวการผิดพลาดหรือความล้มเหลวไม่กล้าทำอะไรที่อยู่นอกกรอบความรู้หรือสิ่งที่เคยทำมาก่อน ซ้ำร้ายคือไม่กล้าที่จะรับโอกาสที่คนอื่นมอบให้เพราะหวั่นใจว่าจะทำได้ไม่ดีอย่างที่ตัวเองและคนอื่นคาดหวัง

ติดนิสัยตำหนิตัวเอง— การสงสัยในความสามารถตัวเองเป็นจุดเริ่มตนของการมองตัวเองในแง่ลบโดยใช้อารมณ์เป็นตัวนำทาง หากมองตัวเองในแง่ลบไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้มองความเป็นจริงที่เกิดขึ้นแยกกับทัศนคติที่เรามองความสามารถของตัวเองออกจากกันความคิดนี้จะกลายมาเป็นความเชื่อลบ ๆที่เรามีต่อตัวเองและจะทำให้เราหมดสนุกกับการลองผิดลองถูกในชีวิต

วิธีรับมือ Imposter Syndrome

‘ผิดพลาดบ้างไม่เป็นไร…ทำดีแล้ว’

อยากให้มองว่าเป็นเรื่องปกติมากที่เราจะผิดพลาดแม้จะเป็นเรื่องที่เราคิดว่าเราถนัดกับสิ่งนี้มากที่สุดก็ตาม หากข้อผิดพลาดไม่ได้นักหนาสาหัสจนเกินไป ลองมองว่าเราพยายามอย่างถึงที่สุดเท่าที่ความสามารถของคนคนนึงจะทำได้ก็ถือว่าเป็นการให้อภัยและยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบของตัวเราเองนะ

‘ฉันทำได้แปลว่าฉันมีความสามารถ’

เมื่อมันเป็นจังหวะชีวิตของเราแล้วก็แค่ยอมรับว่ามันเป็นจังหวะของเราการตั้งคำถามในสิ่งที่ไม่มีวันได้คำตอบจะทำให้ความสงสัยนั้นติดอยู่ในใจเราไปเรื่อย ๆ ลองเปลี่ยนความสงสัยในความสามารถตัวเองเมื่อประสบความสำเร็จเป็นความรู้สึกภูมิใจที่เราได้ก้าวไปข้างหน้าอีกขั้นและชื่นชมตัวเองที่ได้พยายาม

ถ้าหลักฐานมีให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่าเราได้ลงแรงลงใจ อดทนฝ่าฟันปัญหา ใช้สติปัญญาทั้งหมดที่มีทำอะไรสักอย่างจนสำเร็จ นั่นคือความจริงที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ต่อให้เราสงสัยในความสามารถตัวเองขนาดไหน ความจริงข้อนี้ก็จะไม่มีวันเปลี่ยนนะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...