ภรรยาตัวร้ายของคุณชายขี้โรค
ข้อมูลเบื้องต้น
จู่ๆก็มีสามี
ณ บ้านหลังเก่าทรุดโทรมทำจากดินโคลน หลังคามุงด้วยหญ้าคาแห่งหนึ่ง ภายห้องถูกตกแต่งด้วยผ้าม่านสีแดง กลิ่นอายอบอวลไปด้วยงานมงคล บนเตียงมีสองร่างนอนอยู่ ชายหนึ่งหญิงหนึ่งสวมชุดสีแดงนอนหลับตาสงบนิ่ง
เปลือกตาที่ปิดสนิทของหญิงสาวค่อยๆเปิดออก เหม่อมองคานไม้สีดำทะมึน คิ้วงามขมวดเข้าหากัน ดวงตาที่ฟ้าอ่อนกวาดมองรอบๆ พลางยันตัวลุกขึ้นนั่ง มือพลันสัมผัสเข้ากับสิ่งอ่อนนุ่มอบอุ่น พอเหลือบตามองก็เห็นว่าเป็นชายหนุ่มคนหนึ่ง ดวงตาสีฟ้าอ่อนฉายแววสังหาร แต่ครู่เดียวก็แปรเปลี่ยนเป็นตกตะลึงแล้วลุ่มหลง
“จิ้งเสวียน! สามีที่รัก เข้าฝันมาหาภรรยาอีกแล้วเหรอ มาม๊ะมาให้ภรรยากินเสียดีๆ” จ้าวลู่เหยาขึ้นคร่อม ‘สามีในฝัน’ มอบจูบอันดูดดื่ม ‘สามีในฝัน’ อย่างที่เคยทำในฝันอย่าง
จิ้งเสวียน คือพระเอกจากอนิเมะจีนเรื่องหนึ่ง
จูบ 'สามีในฝัน’ ไปสักพักจ้าวลู่เหยารู้สึกแปลกๆ จึงหยุดการกระทำอันบ้ากามของตนเอง ขมวดคิ้วจ้องเขม็ง ‘สามีในฝัน’ อยู่ครู่หนึ่งก็ยกมือหยิกต้นขาตัวเอง
“อื้อเจ็บ” ดวงตาสีฟ้าอ่อนเบิกโพลง “ เห้ย! นี่ไม่ใช่ความฝัน” ถ้างั้น จิ้งเสวียนคนนี้ไม่ใช่ความฝัน แต่เป็นคนจริงๆงั้นเหรอ?
ขณะที่จ้าวลู่เหยากำลังมึนงงสับสน ด้านนอกก็มีเสียงฝีเท้าเดินมาทางนี้ จ้าวลู่เหยาจึงเอนตัวนอนลงข้าง 'สามีในฝัน' ไม่สิตอนนี้ไม่ได้ฝัน แล้วแสร้งทำเป็นหลับ
ประตูห้องถูกเปิดออก หญิงวัยกลางคนถือถาดเข้ามาวางลงบนโต๊ะตัวเตี้ย มองร่างชายหญิงที่นอนอยู่บนเตียง พลางถอนหายใจบ่นพึมพำ “สามวันแล้ว แม่นางผู้นี้ยังไม่รู้สึกตัวอีกรึ คงไม่ได้เป็นอะไรไปจริงๆหรอกกระมัง”
หญิงวัยกลางคนยื่นมือไปแตะหน้าผากจ้าวลู่เหยา “อื้อ” จ้าวลู่เหยาจึงแสร้งทำเป็นพึ่งรู้สึกตัว ค่อยๆลืมตาขึ้นสีหน้างุนงง ดวงตาสีฟ้าอ่อนเหม่อลอย
“แม่นางเจ้าฟื้นแล้ว” หญิงวัยกลางคนพูดด้วยน้ำเสียงดีใจ
จ้าวลู่เหยากระพริบตามองหญิงวัยกลางคน ด้วยสีหน้ามึนงงสับสน “คุณป้าเป็นใครเหรอคะ แล้ว…ที่นี่ที่ไหน” เอ่ยถามไปพลางหันมองรอบๆ ด้วยสีหน้ามึนงงสับสน
ป้าหลีซื่อเอ่ยตอบ “ข้าชื่อป้าหลีซื่อ ที่นี่คือบ้านอาจารย์เซียว สามีของเจ้า”
สีหน้าจ้าวลู่เหยายิ่งมึนงงสับสนหนักกว่าเดิม กระพริบตาปริบๆมองป้าหลีอย่างไม่เข้าใจ สามี? เธอไปมีสามีตั้งแต่เมื่อ ทำไมเธอถึงไม่รู้ตัวเลยเล่า
“เจ้าพึ่งรู้สึกตัว กินอะไรก่อนเถอะ ประเดี๋ยวป้าเล่าให้ฟัง” ป้าหลีซื่อถอนหายใจ เดินไปหยิบชามน้ำแกงบนโต๊ะเตี้ยมาให้จ้าวลู่เหยา
จ้าวลู่เหยาพยักหน้ารับชามน้ำแกงอุ่นๆมาดื่มจนหมดชาม ป้าหลีซื่อยังยกถังน้ำเข้ามาให้จ้าวลู่เหยาล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น
“เจ้าพร้อมจะฟังแล้วหรือยัง” ป้าหลีซื่อมองหญิงสาวผู้มีใบหน้างดงามราวกับนางฟ้า
“เจ้าคะ” จ้าวลู่เหยาพยักหน้า
ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ด้วยความเป็นสายลับ จ้าวลู่เหยาจึงปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว
ป้าหลีซื่อเอ่ยตอบ “สามวันก่อน มีชาวบ้านเห็นเจ้านอนหมดสติอยู่ข้างลำธารท้ายหมู่บ้าน จึงแบกเจ้ากลับมาที่หมู่บ้าน ประจวบเหมาะกับที่อาจารย์เซียวล้มป่วยไม่ได้สติมาหลายวัน ตามหมอมารักษาก็ไม่ดีขึ้น หัวหน้าหมู่บ้านและเหล่าผู้อาวุโสในหมู่บ้านเห็นพ้องกันว่าควรจัดพิธีชงสี เพื่อขับไล่โรคร้าย เผื่อว่าอาการป่วยของอาจารย์เซียวจะดีขึ้นบ้าง”
จ้าวลู่เหยาขมวดคิ้วครุ่นคิด พิธีชงสีรู้สึกจะเป็นการให้หญิงสาวแต่งงานกับคนป่วย เพื่อขับไล่โรคภัยไข้เจ็บตามความเชื่อของคนโบราณ ถ้าคนป่วยหายป่วยก็ดีไป แต่ถ้าคนป่วยไม่หายแล้วตาย หญิงสาวก็ต้องถูกฝังไปพร้อมกับสามี แต่ไม่รู้ว่าที่นี่จะเป็นแบบนี้หรือเปล่า
จ้าวลู่เหยาทำตาใส เอ่ยถามอย่างเด็กไม่รู้เรื่องรู้ราว “พิธีชงสีคืออะไรหรือเจ้าคะ แล้วเหตุใดถึงเป็นข้าที่แต่งกับอาจารย์เซียว หญิงสาวในหมู่บ้านไม่มีแล้วรึ”
ป้าหลีซื่อมองจ้าวลู่เหยาอย่างเห็นใจ ถอนหายใจเอ่ยตอบ “หญิงสาวในหมู่บ้านย่อมมี ที่เลือกเจ้า เพราะเจ้ามีที่มาที่ไปไม่แน่ชัด คนที่ไม่สามารถยืนยันสถานะตัวเองได้ จะถูกส่งตัวไปขายเป็นทาส นี่คือกฏหมายของแคว้นต้าฉู่ พิธีชงสีคือการให้หญิงสาวแต่งงานกับชายหนุ่มที่ล้มป่วย ถ้าสามีหายดีก็ดีไป แต่ถ้าสามีตายก็ต้องอยู่เป็นหม้าย ร้ายแรงหน่อยก็จะถูกครหาว่าเป็นหญิงมีดวงกินสามี ถูกผู้คนรังเกียจ”
จ้าวลู่เหยาส่งเสียงอ้อ “แล้วสามีคนนี้ของข้าเขาเป็นใครหรือเจ้าคะ”
ป้าหลีซื่อรู้สึกแปลกใจ ที่หญิงสาวไม่มีท่าทางเศร้าสร้อยหรือต่อต้านใดๆ “ไม่มีใครรู้ว่าอาจารย์เซียวมาจากไหน อาจารย์เซียวมาพักรักษาอาการป่วยที่หมู่บ้านเทียนอวิ๋นเมื่อสามเดือนก่อน ระหว่างพักรักษาตัวก็อาสาสอนหนังสือให้เด็กๆในหมู่บ้าน แลกกับอาหารเล็กๆน้อยๆ เมื่อสี่วันก่อน สอนหนังสือเด็กๆอยู่ดีๆก็กระอักเลือดสีดำออกมาแล้วหมดสติไป”
จ้าวลู่เหยาถามนั้นถามนี่อย่างคนใคร่รู้ ตอนนี้เธอมั่นใจแล้วว่า ตัวเองทะลุมิติ ข้ามภพ ข้ามเวลามาต่างโลก แล้วยังทะลุมิติมาทั้งตัว ไม่ได้มาแต่วิญญาณเหมือนที่เคยอ่านเจอในนิยาย
เหอะๆ ช่างเป็นเรื่องตลกที่ขำไม่ออกจริงๆ รอดตายมาจากเครื่องบินระเบิดได้ แต่ถูกพายุดูดเข้าไป คิดว่ายังไงก็ตายแน่ๆ แต่ที่ไหนได้ยังมีชีวิตอยู่ แถมยังได้ทะลุมิติ ข้ามภพ ข้ามเวลามาต่างโลก แล้วยังมีสามีอีก โชคดีที่สามีหน้าเหมือนจิ้งเสวียน ไม่งั้นคงถูกเธอเชือดทิ้งไปนานแล้ว
คนชั่วก็มีโชคของคนชั่วสินะ
ป้าหลีซื่ออยู่คุยกับจ้าวลู่เหยาจนถึงเที่ยงวันจึงขอตัวกลับบ้าน จ้าวลู่เหยาเดินมาส่งป้าหลีซื่อหน้าบ้าน ส่งป้าหลีซื่อเสร็จก็กลับเข้าบ้าน
“ถูกพิษจริงๆด้วยสินะ” จ้าวลู่เหยาขมวดคิ้วพึมพำ มือจับชีพจรสามี ดวงตาสีฟ้าอ่อนมองใบหน้าหล่อเหลาอย่างแปลกใจ
“ถูกพิษมานานขนาดนี่แต่ยังไม่ตาย แถมยังมีอารมณ์ไปสอนหนังสือเด็กอีก เจ้าหมอนี่ใช้สิ่งมีชีวิตแน่รึ ทำไมถึงได้ถือทนนัก แต่ก็ทนมาได้เท่านี้ ถือว่าเจ้าโชคดีที่มาเจอข้า”
จ้าวลู่เหยายื่นมือไปลูบแก้มสามีแผ่วเบา “วางใจเถอะ! สามีที่รักภรรยาจะรักษาเจ้าเอง” พูดจบก็เปิดกระเป๋าคาดเอวใบน้อย หยิบยาเม็ดหนึ่งยัดใส่ปากสามี
ดีจริงๆที่กระเป๋าใบน้อยของเธอตามมาด้วย จ้าวลู่เหยาลูบกระเป๋าใบน้อยอย่างรักใคร่ ถ้าเป็นกระเป๋าทั่วไปคงถูกลมพายุฉีกขาดไปแล้ว แต่นี่ไม่ใช่กระเป๋าธรรมดา มันถูกสร้างจากสถานบันวิจัยในองค์กรลับ สายลับสามอันดับแรกเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ได้ใช้
อย่างที่บอกว่ากระเป๋าใบนี้ไม่ใช่กระเป๋าธรรมดา อย่าเห็นว่ามันมีขนาดเล็กเพียงฝ่ามือ แต่มันสามารถใส่ของได้มากถึงร้อยกิโล ผู้ที่ไม่ใช่เจ้าของไม่สามารถเปิดได้
ป้อนยาสามีเสร็จ จ้าวลู่เหยาก็เดินสำรวจบ้าน มีแค่กระท่อมโทรมๆหลังน้อยสองหลัง หลังหนึ่งเป็นที่นอน อีกหลังเป็นห้องครัว ยังดีที่ห้องครัวไม่ว่างเปล่า สิ่งที่ควรมีล้วนมีครบ หน้ากระท่อมหลังน้อยมีลานบ้านเล็กๆ มีต้นไม้ให้ร่มเงาอยู่ต้นหนึ่ง ใต้ต้นไม้มีโต๊ะเก้าอี้ที่ทำจากหินวางอยู่
หลังบ้านมีบ่อน้ำหนึ่งบ่อ แปลงผักเหี่ยวๆอีกสี่ห้าแปลง จ้าวลู่เหยาจึงตักน้ำจากบ่อมารดผักเหี่ยวให้จนแปลงผักชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำ
สำรวจเรือนเสร็จก็เดินออกจากประตูหลังบ้าน ตรงไปยังภูเขา แม้ในครัวจะมีข้าวสารอยู่ครึ่งไห ผักดองอีกหนึ่งไห แต่ไม่มีเนื้อ นางไม่สามารถกินข้าวต้มกับผักดองเหมือนชาวบ้านได้ทุกมื้อ ที่สำคัญร่างกายสามีต้องการของบำรุง
บ้านใกล้เรือนเคียง
หมู่บ้านเทียนอวิ๋นล้อมรอบด้วยภูเขาสูงชัน บนเขามีสัตว์ป่าดุร้ายอาศัยอยู่มากมาย ชาวบ้านไม่มีใครกล้าขึ้นไป ไม่ได้หมายความว่าสายลับมือหนึ่งอย่างจ้าวลู่เหยาจะไม่กล้าขึ้นไป สถานที่แบบไหนที่เธอไม่เคยรับการฝึกบ้าง แม้แต่ทะเลแห้งแล้งเธอก็ผ่านมาแล้ว
“จุ๊ๆๆ อุมดมสมบูรณ์ทีเดียว” ขึ้นเขามาได้ไม่เท่าไร จ้าวลู่เหยาก็จุ๊ปากด้วยความพอใจ
แม้จะเต็มไปอันตราย ทั้งแมลงมีพิษ ดงหนาม งูพิษ ก้อนหินแหลมคม อื่นๆอีกมากมาย แต่ภูเขาอุดมสมบูรณ์มากทีเดียว ขึ้นมาครู่เดียวจ้าวลู่เหยาก็ฆ่างูพิษไปหลายตัว ทั้งจับไก่ป่ามาได้อีกสามตัว ตามโคนต้นไม้ยังมีเห็ดอีกดงใหญ่ ไหนจะสมุนไพรขึ้นเต็มพื้นดินไปหมด
“นี่มันขุมทรัพย์ชัดๆ” จ้าวลู่เหยาถอดเสื้อตัวนอกมาทำเป็นถุง นั่งยองๆเก็บเห็ดอย่างรวดเร็ว
เสียงเคลื่อนไหวเบาๆดังมาจากด้านหลัง จ้าวลู่เหยาไม่แม้จะหันไปมอง สบัดมือเบาๆ ใบมีดบางเฉียบพุ่งแหวกอากาศแทงเข้ากลางหัวงูพิษ ที่คิดจะฉกนางจากด้านหลัง
งูพิษดีดดิ้นอยู่ครู่หนึ่งก็นอนแน่นิ่งขาดใจตาย
เก็บเห็ดจนเต็มห่อผ้า จ้าวลู่เหยาก็คว้างูพิษตัวนั้นขึ้นมาแล้วลงจากเขา รอบเอวบางมีไก่ป่าห้อยอยู่สามตัว มือซ้ายหิ้วถุงผ้าที่ใช้ห่อเห็ดไว้ บนคอมีงูพิษตัวใหญ่ที่ตายแล้วพันรอบ มือขวาหิ้วงูพิษตัวเล็กๆหลายตัว สองขาเดินตรงกลับบ้าน ปากฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี
เข้าบ้านมาได้ยังไม่ทันได้วางของในมือลง หูพลันได้ยินเสียงหญิงชายทะเลาะกันมาจากข้างบ้าน
“เจิ้งเสี่ยวเหมา! เจ้าคนสารเลวออกไปจากบ้านข้าเดี๋ยวนี้นะ ไม่เช่นนั้นข้าจะไปฟ้องหัวหน้าหมู่บ้านให้จัดการเจ้า”
“ฮ่าๆๆ! ฟ้องสิ ไปฟ้องเลย ตาเฒ่านั้นน่ะรึจะกล้าช่วยเจ้า ใช่ว่าเจ้าไม่รู้ในหมู่บ้านนี้ จะมีผู้ใดกล้ายื่นมือเข้ามาสอดเรื่องของข้า เมิ่งซื่อ! อย่าเล่นตัวไปหน่อยเลยน่า ยอมมาเมียเป็นข้าเสียดีๆเถอะ แล้วข้าจะถนอมเจ้าเป็นอย่างดี”
“ถุ้ย! ถนอมมารดาเจ้าสิ ข้ายอมตายตามสามี ดีกว่าตกไปอยู่ในมือเดรัจฉานเช่นเจ้า” สิ้นคำพูดของหญิงคนนั้น จ้าวลู่เหยาก็ได้ยินเสียงดัง โครม!
“ถุ้ย! นางคนไม่รักดี อยากตายนักก็ตายไปสิ แต่ก่อนตายร่างกายเจ้าต้องเป็นของข้า เป็นเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่เปลืองแรงข้า” เสียงน่ารังเกียจของเจิ้งเสี่ยวเหมาดังขึ้น แววตาสีฟ้าอ่อนพลันเข้มขึ้น จ้าวลู่เหยาวางของลงบนโต๊ะหิน แล้วกระโดดข้ามกำแพงไปบ้านข้างๆ
เจิ้งเสี่ยวเหมาที่กำลังนั่งยองๆถอดเสื้อผ้าเมิ่งซื่ออย่างได้ใจ จู่ๆก็หน้ามืดหมดสติไป ขณะที่หน้าจะทิ่มฟุบลงบนร่างเมื่อซื่อ จ้าวลู่เหยาก็ดึงกระชากผมเขา แล้วโยนเขาทิ้งไปอีกด้านราวกับเศษขยะ
จ้าวลู่เหยานั่งยองๆข้างเมิ่งซื่อยื่นมือไปจับชีพจรนาง ช้อนตัวนางขึ้นแล้วอุ้มขึ้นไปนอนบนเตียง แล้วเดินมาอุ้มร่างเจ้าหนูน้อยที่นอนฟุบอยู่มุมห้องขึ้นมานอนบนเตียง
มองเห็นแก้มน้อยมีที่รอยมือสีเขียวช้ำจนบวมเป่ง ดวงตาสีฟ้าอ่อนฉายแววเย็นชา ป้อนยาทำแผลให้สองแม่ลูกเสร็จ จ้าวลู่เหยาก็มาจัดการเจิ้งเสี่ยวเหยา ตวัดมือตบหน้าเจิ้งเสี่ยวเหมาจนขึ้นสีเขียวช้ำบวมเป่ง เหมือนแก้มน้อยของเจ้าหนูน้อย จับศีรษะโขกพื้นจนเลือดไหลเป็นสายเหมือนเมิ่งซื่อ สุดท้ายก็ตัดเจิ้งเสี่ยวเหยาน้อยทิ้งทั้งพวง แล้วหิ้วคอเจิ้งเสี่ยวเหยาไปทิ้งที่ตีนเขา แล้วกลับมาเก็บกวาดบ้านเมิ่งซื่อจนเรียบร้อย ราวกับไม่เคยเกิดเรื่องอะไรขึ้น
ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่บ้านเมิ่งซื่อ ตอนกลางวันชาวบ้านล้วนออกไปทำงานที่ไร่ท้ายหมู่บ้าน อีกทั้งบ้านที่อยู่ใกล้กับบ้านเมิ่งซื่อมีแค่สองหลัง บ้านอาจารย์เซียวสามีจ้าวลู่เหยาหนึ่งหลัง แล้วก็บ้านป้าหลีหนึ่งหลัง พอจ้าวลู่เหยารู้สึกตัว ป้าหลีก็ไม่จำเป็นต้องคอยดูแลนางกับสามีอีกต่อไป ป้าหลีจึงไปช่วยงานสามีที่ไร่ท้ายหมู่บ้าน
จัดการทางนี้เรียบร้อยก็โดดข้ามกำแพงกลับบ้านตนเอง ชำแหละไก่ป่าตุ๋นใส่เห็ดทิ้งไว้ แล้วมารีดพิษงูชำแหละเนื้องูทำเป็นงูแดดเดียว กว่าจะจัดการทุกอย่างเสร็จ พระอาทิตย์ก็ลาลับขอบฟ้า
ขณะที่จ้าวลู่เหยากำลังป้อนน้ำแกงสามี ป้าหลีก็มาหาพร้อมกับอาหารเย็น "ขอบคุณป้าหลีมากเจ้าคะ ต่อไปเหยาเอ๋อร์ไม่กล้ารบกวนป้าหลีแล้ว เหยาเอ๋อร์จะดูแลสามีเป็นอย่างดี" จ้าวลู่เหยาไม่ได้รับตะกร้าอาหาร
ป้าหลีพยักหน้าพึงพอใจ ยัดตะกร้าใส่มือจ้าวลู่เหยา "ทำมาแล้วก็รับไปเถอะ มีเจ้าคอยดูแลอาจารย์เซียวป้าก็วางใจ ต่อไปต้องรบกวนเหยาเอ๋อร์แล้ว"
จ้าวลู่เหยาแย้มยิ้ม "ขอบคุณมากเจ้าคะ จะพูดว่ารบกวนได้อย่างไร ข้าเป็นภรรยาย่อมต้องดูแลสามี ที่ผ่านมาต้องขอบคุณป้าหลีมาก ที่ช่วยดูแลพวกเราสองสามีภรรยา"
ป้าหลีโบกมือ "เรื่องเล็กน้อย บ้านใกล้เรือนเคียง มีอะไรก็ต้องดูแลกันอยู่แล้ว"
จ้าวลู่เหยายิ้ม "ข้าจะไปเปลี่ยนชามให้นะเจ้าคะ" จ้าวลู่เหยาถือตะกร้าเดินเข้าครัว เทอาหารที่ป้าหลีนำมาใส่ชามบ้านตน แล้วตักไก่ป่าตุ๋นใส่เห็ดในหม้อใส่ชามป้าหลี หยิบผ้ามาปิดชามไว้เหมือนเดิม แล้วเดินออกจากครัวยื่นตะกร้าคืนให้ป้าหลี
พูดคุยกันอีกสองสามประโยคป้าหลีก็ขอตัวกลับบ้าน จ้าวลู่เหยาเดินไปส่งป้าหลีถึงหน้าบ้าน แล้วกลับเข้าบ้านมาป้อนน้ำแกงสามีต่อ
"อาจารย์เซียวเป็นอย่างไรบ้างแล้ว" เห็นภรรยาเดินเข้าบ้านมา หวังต้าซื่อสามีป้าหลีก็เอ่ยถามขึ้น
ป้าหลียิ้ม "เหยาเอ๋อร์บอกว่าลมหายใจอาจารย์เซียวดีขึ้นมากแล้ว ไม่แน่ว่าอีกสองสามวันอาจจะรู้สึกตัว"
"เป็นเช่นนั้นก็ดี ในตะกร้านั้นอะไรรึ ข้าได้กลิ่นหอมๆ" หวังต้าซื่อเดินไปคว้าตะกร้าจากมือภรรยา
"ไม่รู้แกงอะไรเหยาเอ๋อร์ให้มาน่ะ" ป้าหลีเอ่ยตอบ ลุงหวังดึงผ้าปิดตะกร้าออก กลิ่นหอมยิ่งรุนแรงขึ้นกว่าเดิม
พอเห็นเนื้อเต็มชาม ลุงหวังขมวดคิ้วมองป้าหลี "ยายเฒ่าเจ้าไปปล้นบ้านอาจารย์เซียวมารึ เหตุใดในชามถึงได้มีแต่เนื้อมากมายเพียงนี้"
ป้าหลีถลึงตาใส่สามี "ปล้นบ้านเจ้าสิ" ยื่นมือไปแย่งตะกร้าจากสามี "เอามานี่ข้าจะเอาไปคืนเหยาเอ๋อร์ ให้ตายสิเด็กคนนี่ เหตุใดถึงตักเนื้อมากมายเพียงนี้มาให้ ข้าก็คิดว่านางตักแค่น้ำแกงให้จึงรับไว้" พูดจบก็สาวเท้าเดินไปบ้านฝั่งตรงข้าม
"เหยาเอ๋อร์! เจ้าเด็กคนนี่เปิดประตูให้ป้าเดี๋ยวนี้" ป้าหลีทุบประตูรั้ว
จ้าวลู่เหยาที่กำลังกินเต้าหู้สามี ไม่ใช่สิ! เช็ดตัวให้สามีอยู่ต่างหาก ได้ยินเสียงป้าหลีก็รีบดึงผ้าห่ม มาคลุมร่างเปลือยเปล่าสามีไว้ แล้วเดินมาเปิดประตูรั้ว "ป้าหลีมีอะไรหรือเจ้าคะ"
ป้าหลีถลึงตาใส่จ้าวลู่เหยา "ยังจะถามอีก เนื้อในชามนี้มันหมายความว่าอย่างไร"
จ้าวลู่เหยาส่งเสียงอ้อ "เรื่องเล็กน้อยเจ้าคะ ข้าพอมีฝีมือล่าสัตว์อยู่บ้าง วันนี้ข้าไปเดินเล่นบนเขาได้ไก่ป่ามาสามตัว แค่น้ำแกงชามเดียว ป้าหลีคงไม่ปฏิเสธน้ำใจจากเหยาเอ๋อร์หรอกกระมัง"
ป้าหลีถลึงตาโต พูดติดอ่าง "จะ จะ เจ้าว่าอย่างไรนะ วันนี้เจ้าขึ้นเขามาอย่างงั้นรึ เจ้าบ้าไปแล้ว หรือไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว ถึงได้กล้าขึ้นไปบนเขา"
ภูเขาล้อมรอบหมู่บ้านเทียนอวิ๋น ทั้งสูงชันทั้งแสนจะอันตราย คนในหมู่บ้านไปแค่ตีนเขาเพื่อเก็บฟืนเท่านั้น ไม่มีใครมีความกล้าพอจะปีนขึ้นไปบนเขา แต่เด็กคนนี้บอกว่าอะไรนะ นางไปเดินเล่นบนเขามา นางเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร
จ้าวลู่เหยาโบกมือไปมา "สำหรับคนอื่นอาจจะอันตราย แต่สำหรับข้าก็ไม่ต่างจากพื้นดินทั่วไป ป้าหลีวางใจเถอะข้าเก่งมาก"
ป้าหลีลูบอกพรูลมหายใจ ถลึงตามองจ้าวลู่เหยาครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าเห็นด้วย "ข้าเชื่อว่าเจ้าเก่งมาก ถ้าเจ้าไม่เก่งจริง คงไม่มายืนพูดคุยกับข้าอยู่ตรงนี้หรอก เอาล่ะ! ป้าไม่รบกวนเจ้าแล้ว" ป้าหลีถูกคำพูดจ้าวลู่เหยาทำให้ตกใจ รีบหมุนตัวเดินกลับบ้าน นางต้องไปเล่าให้ตาเฒ่าที่บ้านฟัง ตาเฒ่าจะได้แบ่งความตกใจไปจากนางบ้าง
"ป้าหลีกลับดีๆเจ้าคะ" จ้าวลู่เหยาปิดประตูลงกลอนแล้วพุ่งตัวกลับเข้าเรือนราวกับดาวตก
แม่หม้ายเมิ่งซือ
"น้ำเย็นหมดแล้ว สามีที่รักรอประเดี๋ยวนะ ภรรยาไปต้มน้ำมาให้ใหม่" ระหว่างรอน้ำร้อน จ้าวลู่เหยาก็ไม่ปล่อยให้เวลาสูญเปล่า นั่งลูบๆคลำๆร่างกายเปลือยเปล่าสามี พลางบ่นอุบอิบ
"ผอมไป ผอมเกินไป ไม่เป็นไรค่อยขุนเอา แต่ผิวเนียนลื่นมือดีจริงๆ นิ้วเรียวยาวสวยชะมัด หื้ม! จิ้งเสวียนน้อย ก็ไม่น่อยเลยหนา คิกคิก"
กว่าจ้าวลู่เหยาจะเช็ดตัวให้สามีเสร็จก็ใช้เวลาไปสองชั่วโมงเต็มๆ ปรนนิบัติดูแลสามีเสร็จก็ถึงเวลาปรนนิบัติตัวเอง อาบน้ำกินข้าวเสร็จ จ้าวลู่เหยาก็ตักน้ำแกงไก่ป่าตุ๋นกระโดดข้ามกำแพงไปบ้านข้างๆ
สองแม่ลูกยังคงสลบสไสลไม่ได้สติแถมยังมีไข้ คืนนี้จ้าวลู่เหยาจึงต้องอยู่ดูแลสองแม่ลูกที่นี่
เช้าวันรุ่งขึ้น เมิ่งซื่อก็รู้สึกตัว
"รู้สึกตัวแล้วรึ เป็นยังไงบ้าง" จ้าวลู่เหยาเอ่ยถามพลางยกมือแตะหน้าผากนาง อืม! ไม่มีไข้แล้ว
เมิ่งซื่อผงะ ดวงตาเบิกโพลงมองหญิงสาวตรงหน้า ครู่หนึ่งถึงจำได้ว่าหญิงสาวตรงหน้าคือใคร จึงเอ่ยเรียกเสียงเบา "ฮูหยินเซียว" กวาดสายตามองหาบุตรชาย พอเห็นว่าบุตรชายนอนอยู่ข้างๆ ก็พรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ยื่นมือไปดึงบุตรชายเข้ามาในอ้อมกอด มองสำรวจใบหน้าเจ้าหนูน้อยด้วยความปวดใจ
จ้าวลู่เหยาพยักหน้าฉีกยิ้มหวาน นางชอบคำนี้ เมื่อถูกใจคำเรียกขาน เมิ่งซื่อจึงได้รับการปรนนิบัติดียิ่งขึ้นจากจ้าวลู่เหยา
"ไม่ต้องห่วง เขาไม่เป็นไรแล้ว อีกไม่นานก็จะตื่นขึ้นมาเอง ดื่มน้ำก่อน คอจะได้ชุ่มชื่น" จ้าวลู่เหยาเอ่ยบอก ประคองศีรษะเมิ่งซื่อขึ้น ค่อยๆป้อนน้ำให้นางดื่ม
ดื่มน้ำจนคอชุ่มเมิ่งซื่อเอ่ยแผ่วเบา "ขอบคุณฮูหยินเซียวมากเจ้าคะ"
เมิ่งซื่อมีสีหน้าลังเล อยากถามว่าเกิดอะไรขึ้น นางตั้งใจวิ่งชนเสาเพื่อฆ่าตัวตายแต่กับยังไม่ตาย แล้วเจิ้งเสี่ยวเหมาล่ะ?
จ้าวลู่เหยาโบกมือ "บ้านใกล้เรือนเคียง มีอะไรก็ต้องช่วยเหลือกันเป็นเรื่องธรรมดา ในเมื่อท่านตื่นแล้ว ข้าคงต้องขอตัวกลับไปดูแลสามีก่อน" พูดจบก็ลุกขึ้นยืนหมุนตัวเดินออกจากห้อง
"เอ่อคือ" เมิ่งซื่ออักอึก
จ้าวลู่เหยาหันกลับมามองนาง "มีอะไรรึ"
เมิ่งซื่อเงียบอยู่นาน ถึงได้เอ่ยเสียงแผ่วเบา "ขอบคุณฮูหยินเซียวมากเจ้าคะ"
จ้าวลู่เหยาโบกมือ เมื่อเมิ่งซื่อไม่กล้าเปิดปากถาม จ้าวลู่เหยาก็ไม่คิดจะพูด "ไม่เป็นไร มีอะไรก็ตะโกนเรียกข้าดังๆ ไม่ต้องเกรงใจ ข้ากลับไปพักผ่อนก่อน ไว้จะมาหาใหม่" พูดจบก็เดินออกไปทันที
จากคำบอกเล่าของป้าหลี สตรีที่อาศัยอยู่บ้านข้างๆนาง มีชื่อว่าเมิ่งซื่อ เป็นแม่หม้ายสามีตายเมื่อไม่นานมานี้ ปีนี้เมิ่งซื่ออายุยี่สิบ มีบุตรชายวัยสามขวบหนึ่งคน สำหรับชาวบ้านธรรมดาทั่วไปเมิ่งซื่อค่อนข้างเป็นคนสวย หลังสามีตายชายหนุ่มน้อยใหญ่ต่างอยากสู่ขอนางเป็นภรรยา แต่เมิ่งซื่อปฏิเสธเพราะต้องการไว้ทุกข์ให้สามี
"ขอบคุณมากเจ้าคะ" นอกจากคำนี้เมิ่งซื่อก็ไม่รู้จะพูดคำใด มองตามหลังจ้าวลู่เหยาน้ำตาไหลอาบแก้มนวล กอดบุตรชายร้องไห้เงียบๆ
นับตั้งแต่สามีจากไป นางก็ปิดประตูอยู่แต่ในเรือน ใช้ชีวิตเงียบๆกับบุตรชายสองคน ปักผ้าเช็ดหน้าฝากลุงหวังไปขายในเมือง วันนี้บุตรชายนางป่วยตัวร้อนไข้ขึ้นสูง นางจึงจะพาบุตรชายไปหาหมอในหมู่บ้าน แต่พึ่งเดินออกจากบ้านได้ไม่กี่ก้าว ก็มาเจอกับเจิ้งเสี่ยวเหมา ในหมู่บ้านมีใครบ้างที่ไม่รู้จักชื่อเสียงชั่วร้ายของเจิ้งเสี่ยวเหมา ฆ่าหมา ตบเด็ก รังแกคนแก่ ข่มเหงสตรี ลักขโมยของเรื่องชั่วๆเจิ้งเสี่ยวเหมาล้วนทำหมด แค่เห็นหน้าเจิ้งเสี่ยวเหมา เมิ่งซื่อก็เผ่นกลับเข้าบ้าน แต่สตรีบอบบางอุ้มบุตรชายไว้ในอ้อมกอด จะวิ่งเร็วสู้บุรุษตัวโตอย่างเจิ้งเสี่ยวเหมาได้อย่างไร เจิ้งเสี่ยวเหมาวิ่งตามนางเข้ามาในบ้าน เจ้าเดรัฉานนั้นคิดจะข่มเหงนาง ขณะที่นางยื้อยุดฉุดกระชากกับเจิ้งเสี่ยวเหมา บุตรชายที่เป็นไข้สูงก็เงยหน้าขึ้นมาเพราะเสียงดัง จึงถูกเจิ้งเสี่ยวเหมาตบจนหมดสติไป แม้นางจะสู้สุดใจแต่แรงสตรีจะไปสู้แรงบุรุษตัวโตได้อย่างไร นางจึงใช้แรงเฮือกสุดตายวิ่งชนเสาเพื่อฆ่าตัวตาย ไม่คิดว่านางจะโชคดีได้ฮูหยินเซียวช่วยไว้
จ้าวลู่เหยากระโดดข้ามกำแพงกลับมาฝั่งบ้านตน พุ่งตัวเข้าไปในห้องนอน ตั้งใจจะไปหอมสามีสักฟอด แต่ใครจะรู้พึ่งจะก้าวเท้าเข้าประตูมา ก็ถูกสามีไล่ตะเพิด “เจ้าเป็นใคร ไสหัวออกไปจากบ้านข้าเดี๋ยวนี้”
เท้าจ้าวลู่เหยาไม่หยุดชะงักแม้แต่น้อย นางทำตัวราวผีเสื้อบินโฉมเข้ามาในห้อง นั่งแหมะลงข้างเตียงยื่นมือไปจับแก้มสามีเอ่ยเสียงหวาน “สามีที่รักของข้า เจ้าฟื้นแล้ว ดียิ่งนัก เป็นอย่างไรบ้าง ไม่สบายตรงไหนหรือไม่ ไหนมาให้ภรรยาตรวจสิ” ปากพูดมือน้อยซุกซนก็ลูบไล้แผ่นอกสามี
“อย่ามาแตะข้า เอามือสกปรกของเจ้าออกไปเดี๋ยวนี้” เซียวลู่จื้อขมวดคิ้วแน่น ดวงตาแข็งกร้าวเต็มไปด้วยไอสังหารจ้องสตรีตรงหน้าเขม็ง เขาอยากยกเท้าถีบสตรีบ้านางนี้ที่บังอาจมาแตะต้องเขาออกไปไกลๆ แต่จนใจ ที่เขาไม่มีแรงแม้แต่จะขยับนิ้ว แม้แต่เสียงพูดยังอ่อนแรง ยิ่งกว่าเสียงแมวอ้อนเสียอีก
"หื้ม" จ้าวลู่เหยาเลิกคิ้วยกยิ้มหวาน "เขินอันใด บนร่างกายสามีมีส่วนไหนบ้าง ที่ภรรยาไม่เคยสัมผัสมาก่อน แม้แต่นกเขาสามี ภรรยาก็เล่นมาแล้ว" ไม่พูดปากเปล่า มือน้อยๆลูบไล้จากแผ่นอกลงมาหน้าท้อง ไปหยุดอยู่ที่ ‘นกเขา’ แล้วขยี้เล่นเบาๆ
อืม! นุ่มมือดีจริงๆ
เซียวลู่จื้อตัวแข็งทื่อดวงตาแดงก่ำ ปากสั่นระริก หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงด้วยความเดือดดาดสุดขีด อ้าปากจะด่าคนแต่กระอักเลือดออกมาคำโตแล้วหมดสติไปทันที
"เอ๋! ข้าทำอะไรผิด" จ้าวลู่เหยากระพริบตาปริบๆ ดวงตาสีฟ้าอ่อนฉายแววงุนงง ไม่เข้าใจว่าตัวเองทำอะไรผิด สามีถึงได้กระอักเลือดออกมา
หรือสามีจะตื่นเต้นเกินไป? ก็เลยกระอักเลือดออกมา ต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ จ้าวลู่เหยาพยักหน้าให้กับความคิดอันประเสริฐของตัวเอง
คิดได้แบบนั้น จ้าวลู่เหยาก็อารมณ์ดีมาก เข้าครัวไปต้มน้ำอุ่นมาเช็ดคราบเลือดเช็ดตัวให้สามีอย่างกระตือรือร้น อุ่นไก่ป่าตุ๋นมาป้อนสามี แล้วเอาที่เหลือมาทำเป็นโจ๊กไก่ ตักไปให้ป้าหลีหนึ่งชามใหญ่ แล้วตักอีกชามกระโดดข้ามกำแพงไปป้อนโจ๊กเมิ่งซื่อกับเจ้าตัวน้อย ดูแลสองแม่ลูกเสร็จกลับบ้านมากินโจ๊กไปชามหนึ่ง อาบน้ำจนตัวหอมแล้วปีนขึ้นเตียงนอนกกกอดแขนขาก่ายร่างสามีอย่างมีความสุข