‘บิ๊กโจ๊ก’ แถลงยึดทรัพย์ 9 เครือข่าย เงินกู้นอกระบบ จ่อฟันแก๊งหมวกกันน็อก
‘บิ๊กโจ๊ก’ แถลงยึดทรัพย์ 9 เครือข่าย เงินกู้นอกระบบ เตือนแก๊งหมวกกันน็อก ถูกจับโดนตามยึดทรัพย์ด้วย
เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2565 ที่กองบังคับการตำรวจภูธร จ.ขอนแก่น พล.ต.ท.สุรเชษฐ หักพาล ผช.ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.ยรรยง เวชโอสถ ผบช.ภ.4 พล.ต.ต.ไพโรจน์ กุจิรพันธ์ ผบก.กองอุทธรณ์ พล.ต.ต.ณัฐนนท์ ประชุม ผบก.สส.ภ.4 พล.ต.ต.นพเก้า โสมนัส ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น ร่วมกันแถลงข่าวผลการระดมกวาดล้างจับกุมกลุ่มเครือข่ายนายทุนเงินกู้นอกระบบ ของศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
‘บิ๊กโจ๊ก’ แถลงยึดทรัพย์ 9 เครือข่าย เงินกู้นอกระบบ
ซึ่งได้ดำเนินการจับกุมในพื้นที่ จ.ขอนแก่น,อุดรธานี,นครพนมและจ.หนองคาย สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 34 คน แยกเป็น จ.ขอนแก่น 18 คน ใน 4 เครือข่าย,อุดรธานี 9 คน 2 เครือข่าย,นครพนม 1 คน 1 เครือข่ายและจ.หนองคาย 6 คน 2 เครือข่าย พร้อมทั้งตรวจยึดของกลางประกอบด้วย รถยนต์จำนวน 4 คัน,รถจักรยานยนต์ 12 คัน ,โทรศัพท์มือถือ 21 เครื่อง,บัญชีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดจำนวน 17 บัญชี,นามบัตรกว่า 50,000 ใบ รวมไปถึงสมุดบันทึกรายชื่อลูกหนี้รวมอีกหลายรายการ
พล.ต.ท.สุรเชษฐ กล่าวว่า จากการจับกุมในพื้นที่ 4 จังหวัดพบว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดอยู่ในกลุ่มเครือข่ายนายทุนเงินกู้นอกระบบ 9 เครือข่าย และจากากรสอบสวนพบว่าเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มนายทุน 3 รายใหญ่ ที่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี,อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม และ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี โดยขณะนี้ชุดปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติรู้ตัวแล้วว่าเป็นใครและได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายเพื่อจับกุมต่อไป
แถลงยึดทรัพย์ 9 เครือข่าย เงินกู้นอกระบบ
อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบพฤติกรรมพบว่ากลุ่มขบวนการนายทุนดังกล่าวยังคงอาศัยช่องว่างและจังหวะที่ประชาชนเข้าไม่ถึงสถาบันการเงินของรัฐ แจกใบปลิวไปในพื้นที่ต่างๆเพื่อให้ผู้ที่เดือดร้อนและต้องการใช้เงินนั้นได้ติดต่อผ่านหมายเลขโทรศัพท์ตามนามบัตรที่กำหนดจากนั้นก็จะมีคนของนายทุนเข้ามาประสานงานและปล่อยเงินกู้ โดยบอกแค่ว่าอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 และทำสัญญาแบบนิติกรรมอำพราง ซึ่งเมื่อประชาชนได้รับเงินไปก็ถือว่าได้เงินแล้วแต่ไม่ดูว่าเงินที่กู้กับกลุ่มดังกล่าวไปนั้นร้อยละ 2 ต่อวันหรือร้อยละ 60 ต่อเดือน ซึ่งถือเป็นอัตราดอกเบี้ยที่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
ขณะนี้นายทุนรายใหญ่ใน 3 พื้นที่ตำรวจได้เฝ้าติดตามจับกุมตัวแล้ว และทุกรายเมื่อจับกุมตัวมาก็จะใช้มาตรการด้านภาษีและมาตรการในการยึดทรัพย์ ซึ่งต้องยอมรับว่าเมื่อผู้ต้องหาที่จับกุมตัวไปนั้น โดยเฉพาะผู้ที่ทำการแจกใบปลิวหรือแก๊งหมวกกันน็อกเมื่อถูกจับและขึ้นศาลก็จะถูกศาลปรับ แต่จากนี้ไปตำรวจจะประสานการทำงานร่วมกันกับกรมสรรพากร และ ปปง.ในมาตรการยึดทรัพย์และเรื่องภาษี จึงขอเตือนให้กลุ่มนายทุนที่ยังคงปล่อยทีมงานเพ่นพ่านแจกนามบัตร โปรยใบปลิวหรือแก๊งหมวกกันน็อกที่จะต้องขอให้หยุดการกระทำผิดดังกล่าว เพราะนามบัตรทุกใบที่ตำรวจตรวจพบ จะทำการสืบสวนสอบสวนสาวไปถึงนายทุนรายใหญ่ทันที
ขณะนี้มีข้อมูลมาแล้วว่า เมื่อตำรวจแกะรอยสืบสวนจับกุมตามนามบัตร โดยเฉพาะกลุ่มจังหวัดทางภาคกลางที่มีเงินสะพัดวันละกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งกลุ่มนายทุนดังกล่าวก็หันมาใช้ในระบบแอพพลิเคชั่นไลน์และการส่งข้อความถึงประชาชนแทน ดังนั้นตำรวจไซเบอร์ และคณะทำงานร่วมทุกฝ่ายจะติดตามจับกุมกลุ่มนายทุนหนี้นอกระบบมาดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดตามนโยบายที่รัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำหนดไว้อย่างเคร่งครัดโดยไม่มีละเว้น
“หากได้รับความเดือดร้อนจากกลุ่มนายทุนเงินกู้นอกระบบ ข่มขู่ ให้ทำร้าย ให้ผู้เสียหายทุกคนรีบไปพบตำรวจ เพื่อจะได้ทำการช่วยเหลือจับกุม กลุ่มคนเหล่านี้ เพราะการปล่อยกู้นั้น เก็บดอกเบี้ยร้อยละ 60 บาทต่อเดือน จึงเป็นการปล่อยกู้ที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งจะต้องถูกจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป”พล.ต.ท.สุรเชษฐ กล่าว
ต่อมา พล.ต.ท.สุรเชษฐ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ที่บ้านเช่าเลขที่157/16 ม.12 บ้านดอนหญ้านาง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นบ้านเช่าของนางอุทัย (สงวนนามสกุล)อายุ 64 ปี มีอาชีพขายข้าวโพดต้มและของหวาน โดยอาศัยอยู่ในห้องเช่ากับลูกชายวัย 29 ปี เพื่อให้กำลังใจและสอบถามรายละเอียดในกรณีที่ถูกลูกจ้างของนายทุนเงินกู้ข่มขู่ และยังแนะนำการกู้เงินที่มีการเก็บดอกเบี้ยในอัตราที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้กำลังใจ
นางอุทัย ให้ข้อมูลว่า สามีเป็นข้าราชการตำรวจแต่เสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 2554 จึงอาศัยอยู่ในบ้านเช่ากับลูกชาย วัย 29 ปีซึ่งป่วยทางจิตเวช ราคาค่าเช่าเดือนละ 1,000บาท ค่าน้ำค่าไฟเดือนละ 1,000บาท โดยยึดอาชีพขายข้าวโพดต้มและของหวาน ซึ่งจะมีการลงทุนวันละ700-1,000บาท แต่เงินไม่ค่อยมี เพราะมีรายได้จากเงินผู้สูงอายุเท่านั้น จึงได้กู้เงินนอกระบบตามใบปลิวที่มีการโปรยตามข้างถนนทั้งหมด 4 ราย รายละ 5,000บาท รวมเป็นเงิน 25,000บาทให้ผ่อนดอกเบี้ย วันละ 250 บาท รวมแล้วต้องจ่ายดอกเบี้ยวันละ 1,050 บาท ซึ่งแต่ละรายจะให้ผ่อนดอกเบี้ยภายในระยะเวลา 24 วัน มีการผ่อนมาเรื่อยๆ ได้ครบบ้าง ไม่ครบบ้าง เพราะขายของไม่ดี แล้วยังต้องลงทุนทุกวัน
เมื่อวันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา ถูกคนเก็บเงินกู้ในสายของบังบอส เข้าไปเก็บดอกเบี้ยรายวันแต่เช้า จึงยังไม่มีเงินให้แล้วถูกข่มขู่จะทำร้ายร่างกายและจะมายึดเอาตู้เย็นที่ใช้แช่ของขายไปอีก ด้วยความกลัวจึงได้เข้าไปแจ้งความกับตำรวจสภ.เมืองขอนแก่น เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาช่วยเหลือ เพราะไม่อยากถูกคนเก็บดอกเบี้ยเงินกู้มายึดเอาตู้เย็นไป
“ค้าขายแบบนี้เลี้ยงปากท้องแม่ลูก2 คน แต่ต้องมีรายจ่ายอื่นๆอีก ทั้งค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำค่าไฟ ค่ากินในแต่ละวัน จำเป็นต้องกู้หนี้นอกระบบ เพราะไม่สามารถจะยื่นกู้ในระบบได้ จึงอยากขอความช่วยเหลือจาก พมจ.ให้หาที่อยู่อาศัยที่แม่ลูกสามารถอยู่ด้วยกันได้ และขอความช่วยเหลือไปยังพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สร้างบ้านหลังเล็กๆ ให้อยู่ เพื่อจะได้มีที่ซุกหัวนอน และมีที่นอนตาย เพราะทุกวันนี้ลำบากมาก”นางอุทัยกล่าววิงวอน