โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

นิวซีแลนด์ จากดินแดนแห่งโอกาส สู่ภาวะวิกฤต คนแห่หนีออกนอกประเทศ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 06 ก.ย 2567 เวลา 18.37 น. • เผยแพร่ 08 ก.ย 2567 เวลา 03.00 น.

เปิดประเด็น นิวซีแลนด์ จากดินแดนแห่งโอกาสสู่วิกฤต คนรุ่นใหม่แห่อพยพย้ายออกนอกประเทศ ทนพิษเศรษฐกิจหลังโควิดไม่ไหว เผยค่าครองชีพ ท่ามกลางค้าแรงต่ำ

นิวซีแลนด์ ซึ่งเคยโด่งดังในฐานะดินแดนแห่งโอกาสที่สวยงาม ประเทศที่ก้าวหน้า มั่นคง และตอบสนองกับโรคโควิด-19 ได้อย่างรวดเร็ว เป็นประเทศแรก ๆ ในโลก โดยเป็นเป้าหมายปลายทางทั้งในด้านการศึกษา การทำงานและการท่องเที่ยว แต่ในตอนนี้กลับกลายเป็นว่ามีพลเมืองจำนวนมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่วัยมิลเลนเนียมหรือ Gen Y และ Gen Z ต้องการออกไปแสวงหาโอกาสที่ดีกว่าในต่างประเทศ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เปราะบาง

ในช่วงปีที่ผ่านมา ผู้คน 131,200 คน ย้ายออกจากประเทศนิวซีแลนด์ โดย 80,200 คนในจำนวนนี้เป็นชาวนิวซีแลนด์ปัจจัยที่ผลักดันให้พวกเขาอพยพออกจากประเทศ มีตั้งแต่ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ค่าจ้างที่หยุดนิ่ง ไปจนถึงตลาดงานแรงงานที่ตึงตัว

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ประเทศต้องเผชิญกับความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการสูญเสียบุคลากรและการสูญเสียแรงงานที่มีทักษะ โดยภาวะเศรษฐกิจตกต่ำนี้ยิ่งรุนแรงขึ้นจากนโยบายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงไปสู่มาตรการรัดเข็มขัดภายใต้รัฐบาลอนุรักษ์นิยมชุดใหม่

ในวันนี้ "การเงินธนาคาร" จะพาไปเปิดประเด็นปัญหาใหญ่เหล่านี้ และแนวทางที่เป็นไปได้ในการแก้ไข เพื่อรักษาชาวนิวซีแลนด์เอาไว้ในประเทศต่อไป

การยกย่องในการรับมือกับโควิด

ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นิวซีแลนด์ได้ใช้มาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดและกำหนดให้ผู้เดินทางเข้าประเทศกักตัวเป็นเวลา 14 วันเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัส โดยในระหว่างเดือนมี.ค.ถึงเดือนเม.ย. 2563 ชาวนิวซีแลนด์ราว 40,000 คนเดินทางกลับบ้าน ซึ่งมากเกินจำนวนห้องพักในโรงแรมที่เปิดให้กักตัว

ในเวลาต่อมา นิวซีแลนด์ได้รับการยกย่องชื่นชมเกี่ยวกับการตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อการระบาด เนื่องจากสามารถควบคุมโรคโควิดไว้ได้เป็นระยะเวลานาน ส่งผลให้มีอัตราการเสียชีวิตต่ำ

นายวิลสัน อง ชายหนุ่มชาวนิวซีแลนด์ซึ่งวางแผนจะย้ายไปอังกฤษในปี 2563 ตัดสินใจเลือกอยู่นิวซีแลนด์ต่อไปด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย เขาได้รับเงินอุดหนุนค่าจ้างจากรัฐบาล และสามารถกลับไปทำงานเดิมที่เมืองโอ๊คแลนด์ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดได้หลังจากการระบาดระลอกแรก เขาจึงเลื่อนแผนการย้ายไปอังกฤษ และมองว่านิวซีแลนด์นั้นดีอยู่แล้ว

วิกฤตค่าครองชีพก่อตัว

แม้นิวซีแลนด์จะรับมือได้ดีในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด แต่หลังจากสถานการณ์กลับมาเป็นปกติ และรัฐบาลยกเลิกเงินอุดหนุน บรรดาธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากกลับต้องปิดกิจการลงอย่างถาวร เศรษฐกิจก็ประสบปัญหาต่อเนื่อง โดยในช่วงกลางปี 2565 อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงสุด แตะที่ระดับ 7.3% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี และแม้ว่าในช่วงกลางปี 2567 อัตราเงินเฟ้อจะลดลงเหลือ 3.3% แต่ก็ยังสูงกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) ระดับที่ 1% ถึง 3%

ข้อมูลจาก CoreLogic ระบุว่า ต้นทุนด้านที่อยู่อาศัย รวมถึงค่าเช่าบ้านและค่าสินเชื่อกู้จำนองก็ยังคงอยู่ในระดับสูง ในขณะเดียวกัน ค่าจ้างในหลาย ๆ อุตสาหกรรมกลับหยุดนิ่ง เนื่องด้วยเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ส่งผลให้การเติบโตของค่าจ้างเป็นไปอย่างจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นเนื่องจากเงินเฟ้อ และค่าผ่อนเงินกู้จำนองในปัจจุบันก็สูงมาก โดยครองสัดส่วนมากถึง 53% ถึง 57% ของรายได้ครัวเรือน ซึ่งสูงยิ่งกว่าช่วงวิกฤตการเงินโลกเมื่อปี 2550-2551 ที่การชำระเงินกู้สูงเกิน 50% ของรายได้ เป็นเวลา 6 ไตรมาส

เพื่อนบ้านที่พร้อมดึงพลเมือง

ออสเตรเลีย ซึ่งค่าจ้างสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัดและเศรษฐกิจก็แข็งแกร่งกว่า ได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางใหม่สำหรับชาวนิวซีแลนด์ และหนุ่มสาวชาวนิวซีแลนด์จำนวนมากก็กำลังย้ายไปยังออสเตรเลีย ออสเตรเลียเสนอทางเลือกที่ง่ายดายสำหรับชาวนิวซีแลนด์ในการย้ายถิ่นฐาน รวมถึงวีซ่าพิเศษและตัวเสนอตัวเลือกในการขอสัญชาติ หลังจากที่พำนักเป็นเวลา 4 ปี

รัฐบาลออสเตรเลียยังใช้โอกาสนี้ในการลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์นิวซีแลนด์ว่าเสนอ "วันที่อากาศอบอุ่นกว่าและค่าจ้างที่สูงกว่า" เพื่อดึงดูดแรงงานมาเป็นตำรวจ นอกจากนี้แล้ว ตามคู่มือเงินเดือนของ Hays พบว่า งานหลาย ๆ ประเภทในออสเตรเลียให้ค่าตอบแทนสูงกว่านิวซีแลนด์เป็นอย่างมาก เช่น หัวหน้าคนงานก่อสร้างในนครซิดนีย์มีรายได้มากกว่าในเมืองโอ๊คแลนด์ถึง 60% และการชะลอตัวของอุตสาหกรรมก่อสร้างในนิวซีแลนด์ยังส่งผลให้คนงานและวิศวกรมองหาโอกาสในออสเตรเลียมากขึ้น

นโยบายของรัฐที่ยิ่งสร้างผลกระทบ

นายนิค ทัฟฟลีย์ นักเศรษฐศาสตร์จาก ASB Bank ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ว่านิวซีแลนด์จะพึ่งพาผู้อพยพระหว่างประเทศเพื่ออุดช่องว่างด้านแรงงานมาโดยตลอด แต่การว่างงานที่เพิ่มขึ้นบ่งชี้ว่าปัจจุบันประเทศอาจเผชิญกับความไม่สมดุลของทักษะ เนื่องจากคนงานที่มีการศึกษาสูงออกไปหาโอกาสที่ดีกว่าในประเทศอื่น ๆ

ด้านนายชามูบีล เอคุบ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำสถาบันวิจัยเศรษฐกิจนิวซีแลนด์ คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจนิวซีแลนด์จะย่ำแย่ลง ก่อนจะปรับตัวดีขึ้น โดยเขามองว่าปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากนโยบายของรัฐบาลในช่วงหลังโควิด เช่น อัตราดอกเบี้ยที่สูง ซึ่งทำให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคและธุรกิจชะลอตัว แม้ว่า RBNZ จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเมื่อไม่นานนี้ แต่นายเอคุบคาดการณ์ว่ากว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ก็ในปี 2025

ในเดือนต.ค. นิวซีแลนด์ได้เลือกตั้งรัฐบาลสายอนุรักษ์นิยมมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษ นำโดยนายคริสโตเฟอร์ ลักซอน นายกรัฐมนตรีคนใหม่ผู้เป็นหัวหน้าพรรคเนชันแนล โดยรัฐบาลชุดนี้ได้ยกเลิกนโยบายก้าวหน้าหลายประการที่ นางจาซินดา อาร์เดิร์น อดีตนายกรัฐมนตรีได้เสนอไว้ รัฐบาลชุดใหม่ยังได้ใช้มาตรการรัดเข็มขัด รวมถึงการเลิกจ้างพนักงานในภาครัฐและการลดการลงทุนในภาคเอกชน ส่งผลให้เศรษฐกิจตึงเครียดมากยิ่งขึ้น

บทสรุป

ท่ามกลางการดิ้นรนของนิวซีแลนด์ในด้านต่าง ๆ ตั้งแต่อัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ล่าช้า และการอพยพของแรงงานที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งดูเหมือนว่าจะยังไม่มีทางออกใด ๆ ในอนาคตอันใกล้นี้ โดยผลกระทบจากการตัดสินใจด้านนโยบายหลังการระบาดใหญ่ รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่สูงและมาตรการรัดเข็มขัด ทำให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคและการเติบโตของธุรกิจตึงตัวมากขึ้น

แม้ว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ RBNZ เมื่อไม่นานมานี้จะส่งสัญญาณถึงการฟื้นตัว แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญอาจไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะถึงปี 2568 ซึ่งจนกว่าจะถึงเวลานั้น เศรษฐกิจของนิวซีแลนด์จะต้องเผชิญกับเส้นทางที่ยากลำบากรออยู่ข้างหน้า อีกทั้งยังต้องรักษาสมดุลระหว่างความท้าทายในการรักษาบุคลากรและการรักษาเสถียรภาพการเติบโตไปพร้อม ๆ กัน

อ้างอิง : cnbc.com

📌 อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่ 📌

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...