นิวซีแลนด์ จากดินแดนแห่งโอกาส สู่ภาวะวิกฤต คนแห่หนีออกนอกประเทศ
เปิดประเด็น นิวซีแลนด์ จากดินแดนแห่งโอกาสสู่วิกฤต คนรุ่นใหม่แห่อพยพย้ายออกนอกประเทศ ทนพิษเศรษฐกิจหลังโควิดไม่ไหว เผยค่าครองชีพ ท่ามกลางค้าแรงต่ำ
นิวซีแลนด์ ซึ่งเคยโด่งดังในฐานะดินแดนแห่งโอกาสที่สวยงาม ประเทศที่ก้าวหน้า มั่นคง และตอบสนองกับโรคโควิด-19 ได้อย่างรวดเร็ว เป็นประเทศแรก ๆ ในโลก โดยเป็นเป้าหมายปลายทางทั้งในด้านการศึกษา การทำงานและการท่องเที่ยว แต่ในตอนนี้กลับกลายเป็นว่ามีพลเมืองจำนวนมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่วัยมิลเลนเนียมหรือ Gen Y และ Gen Z ต้องการออกไปแสวงหาโอกาสที่ดีกว่าในต่างประเทศ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เปราะบาง
ในช่วงปีที่ผ่านมา ผู้คน 131,200 คน ย้ายออกจากประเทศนิวซีแลนด์ โดย 80,200 คนในจำนวนนี้เป็นชาวนิวซีแลนด์ปัจจัยที่ผลักดันให้พวกเขาอพยพออกจากประเทศ มีตั้งแต่ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ค่าจ้างที่หยุดนิ่ง ไปจนถึงตลาดงานแรงงานที่ตึงตัว
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ประเทศต้องเผชิญกับความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการสูญเสียบุคลากรและการสูญเสียแรงงานที่มีทักษะ โดยภาวะเศรษฐกิจตกต่ำนี้ยิ่งรุนแรงขึ้นจากนโยบายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงไปสู่มาตรการรัดเข็มขัดภายใต้รัฐบาลอนุรักษ์นิยมชุดใหม่
ในวันนี้ "การเงินธนาคาร" จะพาไปเปิดประเด็นปัญหาใหญ่เหล่านี้ และแนวทางที่เป็นไปได้ในการแก้ไข เพื่อรักษาชาวนิวซีแลนด์เอาไว้ในประเทศต่อไป
การยกย่องในการรับมือกับโควิด
ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นิวซีแลนด์ได้ใช้มาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดและกำหนดให้ผู้เดินทางเข้าประเทศกักตัวเป็นเวลา 14 วันเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัส โดยในระหว่างเดือนมี.ค.ถึงเดือนเม.ย. 2563 ชาวนิวซีแลนด์ราว 40,000 คนเดินทางกลับบ้าน ซึ่งมากเกินจำนวนห้องพักในโรงแรมที่เปิดให้กักตัว
ในเวลาต่อมา นิวซีแลนด์ได้รับการยกย่องชื่นชมเกี่ยวกับการตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อการระบาด เนื่องจากสามารถควบคุมโรคโควิดไว้ได้เป็นระยะเวลานาน ส่งผลให้มีอัตราการเสียชีวิตต่ำ
นายวิลสัน อง ชายหนุ่มชาวนิวซีแลนด์ซึ่งวางแผนจะย้ายไปอังกฤษในปี 2563 ตัดสินใจเลือกอยู่นิวซีแลนด์ต่อไปด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย เขาได้รับเงินอุดหนุนค่าจ้างจากรัฐบาล และสามารถกลับไปทำงานเดิมที่เมืองโอ๊คแลนด์ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดได้หลังจากการระบาดระลอกแรก เขาจึงเลื่อนแผนการย้ายไปอังกฤษ และมองว่านิวซีแลนด์นั้นดีอยู่แล้ว
วิกฤตค่าครองชีพก่อตัว
แม้นิวซีแลนด์จะรับมือได้ดีในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด แต่หลังจากสถานการณ์กลับมาเป็นปกติ และรัฐบาลยกเลิกเงินอุดหนุน บรรดาธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากกลับต้องปิดกิจการลงอย่างถาวร เศรษฐกิจก็ประสบปัญหาต่อเนื่อง โดยในช่วงกลางปี 2565 อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงสุด แตะที่ระดับ 7.3% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี และแม้ว่าในช่วงกลางปี 2567 อัตราเงินเฟ้อจะลดลงเหลือ 3.3% แต่ก็ยังสูงกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) ระดับที่ 1% ถึง 3%
ข้อมูลจาก CoreLogic ระบุว่า ต้นทุนด้านที่อยู่อาศัย รวมถึงค่าเช่าบ้านและค่าสินเชื่อกู้จำนองก็ยังคงอยู่ในระดับสูง ในขณะเดียวกัน ค่าจ้างในหลาย ๆ อุตสาหกรรมกลับหยุดนิ่ง เนื่องด้วยเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ส่งผลให้การเติบโตของค่าจ้างเป็นไปอย่างจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นเนื่องจากเงินเฟ้อ และค่าผ่อนเงินกู้จำนองในปัจจุบันก็สูงมาก โดยครองสัดส่วนมากถึง 53% ถึง 57% ของรายได้ครัวเรือน ซึ่งสูงยิ่งกว่าช่วงวิกฤตการเงินโลกเมื่อปี 2550-2551 ที่การชำระเงินกู้สูงเกิน 50% ของรายได้ เป็นเวลา 6 ไตรมาส
เพื่อนบ้านที่พร้อมดึงพลเมือง
ออสเตรเลีย ซึ่งค่าจ้างสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัดและเศรษฐกิจก็แข็งแกร่งกว่า ได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางใหม่สำหรับชาวนิวซีแลนด์ และหนุ่มสาวชาวนิวซีแลนด์จำนวนมากก็กำลังย้ายไปยังออสเตรเลีย ออสเตรเลียเสนอทางเลือกที่ง่ายดายสำหรับชาวนิวซีแลนด์ในการย้ายถิ่นฐาน รวมถึงวีซ่าพิเศษและตัวเสนอตัวเลือกในการขอสัญชาติ หลังจากที่พำนักเป็นเวลา 4 ปี
รัฐบาลออสเตรเลียยังใช้โอกาสนี้ในการลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์นิวซีแลนด์ว่าเสนอ "วันที่อากาศอบอุ่นกว่าและค่าจ้างที่สูงกว่า" เพื่อดึงดูดแรงงานมาเป็นตำรวจ นอกจากนี้แล้ว ตามคู่มือเงินเดือนของ Hays พบว่า งานหลาย ๆ ประเภทในออสเตรเลียให้ค่าตอบแทนสูงกว่านิวซีแลนด์เป็นอย่างมาก เช่น หัวหน้าคนงานก่อสร้างในนครซิดนีย์มีรายได้มากกว่าในเมืองโอ๊คแลนด์ถึง 60% และการชะลอตัวของอุตสาหกรรมก่อสร้างในนิวซีแลนด์ยังส่งผลให้คนงานและวิศวกรมองหาโอกาสในออสเตรเลียมากขึ้น
นโยบายของรัฐที่ยิ่งสร้างผลกระทบ
นายนิค ทัฟฟลีย์ นักเศรษฐศาสตร์จาก ASB Bank ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ว่านิวซีแลนด์จะพึ่งพาผู้อพยพระหว่างประเทศเพื่ออุดช่องว่างด้านแรงงานมาโดยตลอด แต่การว่างงานที่เพิ่มขึ้นบ่งชี้ว่าปัจจุบันประเทศอาจเผชิญกับความไม่สมดุลของทักษะ เนื่องจากคนงานที่มีการศึกษาสูงออกไปหาโอกาสที่ดีกว่าในประเทศอื่น ๆ
ด้านนายชามูบีล เอคุบ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำสถาบันวิจัยเศรษฐกิจนิวซีแลนด์ คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจนิวซีแลนด์จะย่ำแย่ลง ก่อนจะปรับตัวดีขึ้น โดยเขามองว่าปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากนโยบายของรัฐบาลในช่วงหลังโควิด เช่น อัตราดอกเบี้ยที่สูง ซึ่งทำให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคและธุรกิจชะลอตัว แม้ว่า RBNZ จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเมื่อไม่นานนี้ แต่นายเอคุบคาดการณ์ว่ากว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ก็ในปี 2025
ในเดือนต.ค. นิวซีแลนด์ได้เลือกตั้งรัฐบาลสายอนุรักษ์นิยมมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษ นำโดยนายคริสโตเฟอร์ ลักซอน นายกรัฐมนตรีคนใหม่ผู้เป็นหัวหน้าพรรคเนชันแนล โดยรัฐบาลชุดนี้ได้ยกเลิกนโยบายก้าวหน้าหลายประการที่ นางจาซินดา อาร์เดิร์น อดีตนายกรัฐมนตรีได้เสนอไว้ รัฐบาลชุดใหม่ยังได้ใช้มาตรการรัดเข็มขัด รวมถึงการเลิกจ้างพนักงานในภาครัฐและการลดการลงทุนในภาคเอกชน ส่งผลให้เศรษฐกิจตึงเครียดมากยิ่งขึ้น
บทสรุป
ท่ามกลางการดิ้นรนของนิวซีแลนด์ในด้านต่าง ๆ ตั้งแต่อัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ล่าช้า และการอพยพของแรงงานที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งดูเหมือนว่าจะยังไม่มีทางออกใด ๆ ในอนาคตอันใกล้นี้ โดยผลกระทบจากการตัดสินใจด้านนโยบายหลังการระบาดใหญ่ รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่สูงและมาตรการรัดเข็มขัด ทำให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคและการเติบโตของธุรกิจตึงตัวมากขึ้น
แม้ว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ RBNZ เมื่อไม่นานมานี้จะส่งสัญญาณถึงการฟื้นตัว แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญอาจไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะถึงปี 2568 ซึ่งจนกว่าจะถึงเวลานั้น เศรษฐกิจของนิวซีแลนด์จะต้องเผชิญกับเส้นทางที่ยากลำบากรออยู่ข้างหน้า อีกทั้งยังต้องรักษาสมดุลระหว่างความท้าทายในการรักษาบุคลากรและการรักษาเสถียรภาพการเติบโตไปพร้อม ๆ กัน
อ้างอิง : cnbc.com
📌 อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่ 📌