โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาหาร

ปลุกอดีต รื้อฟื้นวันวาน ตามหาความทรงจำ ที่ Paengrum’s BOOK & CAFE’ คาเฟ่วินเทจ-ร้านหนังสือมือสองย่านนางเลิ้ง

The Momentum

อัพเดต 21 ต.ค. 2567 เวลา 11.51 น. • เผยแพร่ 19 ต.ค. 2567 เวลา 03.50 น. • THE MOMENTUM

ในโลกปัจจุบันที่ธุรกิจ ‘คาเฟ่’ หน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกัน ดังนั้นหากใครที่ต้องการความแตกต่าง Paengrum’s BOOK & CAFE’ อาจเป็นคำตอบในเรื่องนี้ โดยเฉพาะสำหรับผู้คนที่ชื่นชอบการหวนรำลึกวันวาน และตามรอยความทรงจำในอดีต

เพราะด้วยการเป็นคาเฟ่ขวัญใจเด็กยุค 90s ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะด้วยเซ็ตอาหารเช้าที่เปิดขายทุกเวลา หรือของสะสมหลากชนิด ไม่ว่าจะเป็นโมเดลรถเหล็ก Matchbox ป้ายโฆษณาหรือใบปิดภาพยนตร์เก่าแก่และหายาก จนถึงวิทยุและตู้เพลงเล่นอันแสน ‘เก๋ากึ๊ก’ ที่ใครหลายคนเกิดไม่ทัน

อีกทั้งยังเปรียบเสมือนจุดผ่อนคลายสำหรับหนอนหนังสือตัวยง เพราะคาเฟ่แห่งนี้ยังเป็น ‘ร้านหนังสือมือสอง’ ที่เต็มไปด้วยหนังสือและเอกสารหายากมากมาย ทั้งภาษาไทยและต่างประเทศ ตั้งแต่หนังสือนิทานสำหรับเด็ก หนังสือการ์ตูน หนังสือภาพ แบบเรียน วรรณกรรม จนถึงเอกสารทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญระดับประเทศ

“บางครั้งเราซื้อหนังสือมาเพราะภาพสวย เนื้อหาดี หรือแม้แต่หนังสือเก่ามาก เราก็ซื้อกลับมา เพราะรู้สึกสงสารหนังสือ กลัวว่าถ้าวางที่ไว้จะไม่มีคนเห็นค่า และจะโดนเอาไปทิ้งต่อไปอีก เราก็เลยมองว่า ถ้าเอามาไว้ที่นี่ก็อาจจะมีคนเห็นคุณค่า”

เหล่านี้คือเหตุผลที่ แป้งร่ำ-ภานุชนาถ สังข์ฆะเจ้าของคาเฟ่สะสมของวินเทจ และร้านขายหนังสือมือสองแห่งย่านนางเลิ้ง เลือกที่จะริเริ่มธุรกิจของเธอตั้งแต่ 10 ปีก่อน จนมาสู่การเปิดหน้าร้านอย่างเป็นทางการในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

1

สิ่งของในร้าน Paengrum’s BOOK & CAFE’ เป็นมากกว่าของสะสมที่รอคอยให้แค่เชยชมผ่านตา เพราะทุกสิ่งล้วนเต็มไปด้วยจิตวิญญาณ ที่ผ่านการบ่มเพาะจากความชื่นชอบและความหลงใหลของภานุชนาถตั้งแต่วัยเยาว์

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นจากชีวิตหนอนหนังสือของเธอที่เติบโตมาพร้อมกับกองหนังสือมากมายของคุณตา โดยเฉพาะหนังสือประวัติศาสตร์ที่มีความหนาราวกับพจนานุกรมขนาดใหญ่ ขณะที่กิจกรรมคุ้นชินหลังเลิกเรียนทุกเย็น คือการเดินตามล่าหนังสือในแผงลอยบริเวณท่าพระจันทร์ สนามหลวง ทอดยาวไปจนถึงบริเวณท่าเตียน

แม้กาลเวลาจะผ่านไปจนถึงจุดพลิกผันครั้งสำคัญ หลังภานุชนาถชนะรางวัลชมเชยการเขียนเรื่องสั้นของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จนตัดสินใจออกจากงานประจำ เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะนักเขียน โดยระหว่างนั้นเธอขายหนังสือเก่าที่มีอยู่เป็นงานเสริม เพื่อหาเงินทุนเลี้ยงชีพไปก่อน แต่ปรากฏว่ากิจการชั่วคราวไปได้สวยกว่าที่คิด จนรู้สึกสนุกและมีความสุขกับอาชีพนี้มากกว่า สุดท้ายจึงตัดสินใจเปิดร้านหนังสือมือสองออนไลน์ตั้งแต่ 10 ปีก่อนหน้า

กระทั่งถึงจุดหนึ่ง ความปรารถนาของภานุชนาถเริ่มโตตามเวลาที่ผ่านไป เธอต้องการขยับขยายให้ธุรกิจร้านหนังสือออนไลน์ มีพื้นที่รองรับการมาเยือนของลูกค้า โดยขณะนั้นประจวบเหมาะกับการได้โอกาสเช่าพื้นที่จากสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในย่านนางเลิ้งพอดิบพอดี

Paengrum’s BOOK & CAFE’ จึงถือกำเนิดขึ้นมาในปี 2566 โดยชื่อของร้านมีที่มาจากชื่อเล่นของภานุชนาถคือ ‘แป้งร่ำ’ ขณะที่ของสะสมในร้านส่วนหนึ่งมาจากงานอดิเรกของแฟนหนุ่ม ที่ชื่นชอบการเก็บโมเดลของเล่น โปสเตอร์เก่าแก่ ใบปิดโปสเตอร์หนัง จนถึงสิ่งของที่เป็นดังหลักฐานชิ้นสำคัญทางประวัติศาสตร์

ไม่ว่าจะเป็นป้ายปราศรัยครั้งใหญ่ของพรรคกิจสังคมภายใต้ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช, สมุดแถลงนโยบายของจอมพล ป.พิบูลสงคราม จนถึงป้ายโฆษณาชวนเชื่อ ‘ต้านภัยคอมมิวนิสต์’ ในยุคสงครามเย็น

รวมถึงของสะสมระดับแรร์ (Rare) ส่วนหนึ่งที่เธอยังหาไม่เจอ เช่น รูปภาพคลองมหานาคสมัยอดีต หรือรูปการแข่งเรือในแม่น้ำเจ้าพระยาระหว่างฝั่งพระนครกับฝั่งธนฯ โดยเจ้าหน้าที่เทศบาล ซึ่งเจ้าของร้านหนังสือมือสองถึงกับออกปากว่าเสียดาย เพราะถือเป็นห้วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก

2

โลกของหนังสือเป็นเรื่องมหัศจรรย์ ไร้กาลเวลา ไม่จำกัดความชอบ เพศ วัย และเชื้อชาติ

นี่คือบทเรียนอันแสนล้ำค่าที่ได้รับจากการมาเยือนร้านหนังสือมือสองแห่งย่านนางเลิ้ง ทันทีเมื่อที่ภานุชนาถเปิด ‘คลังแสง’ กองหนังสือสะสมของเธอ ทำให้ผู้เขียนถึงกับรู้สึกเพลิดเพลินกับที่มาที่ไปของหนังสือแต่ละเล่ม ราวกับกลับไปเป็นเด็กที่ได้ของเล่นชิ้นใหม่อีกครั้ง

เริ่มจากของสะสมวรรณกรรมเยาวชนสุดคลาสสิกอย่างเจ้าชายน้อย(The Little Prince) ของ อ็องตวน เดอ แซ็งแตกซูว์เปรี (Antoine de Saint-Exupéry) ที่มีหน้าปกหลายเวอร์ชัน ซ้ำยังมีเวอร์ชันภาษาต่างประเทศอย่างญี่ปุ่นและเมียนมา โดยเจ้าของร้านเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยให้เราฟังว่า เจ้าชายน้อยฉบับเมียนมามีที่มาที่ไปอย่างน่าสนใจ

“คือเรื่องเกิดขึ้นในช่วงที่เราเปิดร้านปีแรก มีลูกค้าคนหนึ่งเห็นคอลเลกชันเจ้าชายน้อย เขาเลยบอกว่า มีภาษาพม่า และเดี๋ยวจะนำมามอบให้ ซึ่งเขาก็ทำตามสัญญาที่รับปากเอาไว้จริงๆ เอามาให้โดยไม่คิดเงิน แต่เขาไม่กลับมาอีกเลย เราไม่เจอพี่เขาเลย จริงๆ ก็อยากเจอกันอีกนะ (หัวเราะ)”

ภานุชนาถเล่าก่อนจะให้เราดูหนังสือนิทานชุดกระต่ายน้อยปีเตอร์(Peter Rabbit) โดย เบียทริกซ์ พอตเตอร์ (Beatrix Potter), หนังสือภาพ, หนังสือนิทาน, หนังสือปกสวย หรือชื่อเฉพาะของหนังสือรูปวาดสมัยก่อน, หนังสือผีของ เหม เวชกร บรมครูเรื่องสยองขวัญของชาวไทย

รวมถึงไฮไลต์สำคัญที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับ (อดีต) เด็กผู้หญิงอย่าง ‘หนังสือบ้านตุ๊กตา’ สมัยวิกตอเรียน (Victorian) ออกมา ซึ่งให้นัยสำคัญกับเราว่า การซื้อหนังสือไม่จำเป็นต้องเลือกเพราะเหตุผลทางด้านเนื้อหาเสมอไป

เมื่อถามต่อว่า มีหนังสือที่อยากแนะนำให้ทุกคนได้อ่านในฐานะเจ้าของร้านไหม เธอค่อยๆ เปิดตู้และหยิบเขาชื่อกานต์ หนังสือวรรณกรรมไทย โดย สุวรรณี สุคนธา ก่อนจะเล่าให้เราฟังว่า นอกจากปีศาจของ เสนีย์ เสาวพงศ์ นี่คือหนังสือเล่มโปรดของเธอ ที่แม้จะเก่าแก่ แต่ยังสะท้อนสังคมไทยในปัจจุบันอยู่เสมอ

“เนื้อเรื่องในนิยายยังสะท้อนถึงสังคมไทยในปัจจุบันอย่างประเด็นคอร์รัปชันของข้าราชการ การโกงกิน และความทุกข์ยากของชาวบ้าน เช่นในตอนหนึ่งของหนังสือ มีฉากที่สรุปได้ว่า พ่อของเด็กคนหนึ่งที่เป็นผู้ใหญ่บ้าน เอาสำลีจากหมอกานต์ (พระเอกในเรื่อง) มาปุเบาะรถยนต์”

ภานุชนาถเสริมต่อว่า ปกติแล้วเธอชอบอ่านวรรณกรรมไทยแนวสะท้อนสังคม แต่หากเป็นหนังสือในหมวดประวัติศาสตร์ เธอชอบอ่านสิ้นแสงฉานโดย อิงเง่ ซาร์เจนท์ (Inge Sargent)

ขณะที่หากพูดถึงในมุมลูกค้าทั่วไป หลายคนที่เข้ามาในร้านนี้มักถามหาวรรณกรรมต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ เช่น เจ้าชายน้อย หรือโมโม่ (Momo) โดย มิคาเอล เอ็นเด (Michael Ende) หรือในหมวดของการเมืองหรือประวัติศาสตร์ ก็มักจะเป็นหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติ 2475 เสมอ ซึ่งขณะนี้มีหนังสือที่เข้ามาใหม่คือ บันทึกลับของพระยาทรงสุรเดช

เจ้าของร้านหนังสือมือสองยังเล่าอย่างติดตลกต่อว่า เคยมีกรณีลูกค้าถามหนังสือที่ค่อนข้างแปลก ด้วยประโยคว่า “มีหนังสือที่นางเอกเดินลงไปหาจระเข้ไหม” ซึ่งท้ายที่สุดเธอก็ค้นพบว่า หนังสือเล่มดังกล่าวคือ จำปูนผลงานเรื่องสั้นของ เทพ มหาเปารยะ

3

นอกจากหนังสือและของสะสมสุดคลาสสิก Paengrum’s BOOK & CAFE’ ยังมีลูกเล่นต้อนรับผู้มาเยือนด้วยอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย โดยเมนูซิกเนเจอร์ที่ห้ามพลาดคือ เซตอาหารเช้าที่เปิดขายทั้งวัน ซึ่งประกอบด้วย ไข่กวน/ ไข่ดาว (ให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง) ไส้กรอก แฮม และขนมปังปิ้ง รวมถึงเซต ‘สภากาแฟ’ ที่หลายคนคุ้นเคย ได้แก่ ไข่ลวก ขนมปังปิ้ง กาแฟ และน้ำชามะลิ

นอกจากนี้เจ้าของร้านคาเฟ่แห่งนี้ยังหมายเหตุไว้ว่า ทางร้านมีเมนูพิเศษอื่นๆ เช่น สตูว์ซี่โครงหมูที่ขายดีเป็นพิเศษ ขนมปังสังขยา และอาหารตามสั่งจานเดียว หากแต่ขอให้ทุกคนแจ้งให้ร้านทราบประมาณ 2 วันล่วงหน้าก่อน เนื่องจากเธอต้องดูแลร้านทั้งหมดคนเดียว รวมถึงกิจการร้านหนังสือมือสองในโลกออนไลน์ด้วย

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด ทุกคนที่มาเยือนคาเฟ่แห่งนี้จะไม่ได้กลับบ้านด้วยมือเปล่า หากสั่งอาหารหรือซื้อของในร้านครบ 150 บาท ทางร้านมีของเล่นถูกใจวัยรุ่นยุค 90s อย่าง ‘โหลหมุนไข่’ ที่ให้ทุกคนหมุนลุ้นคูปองส่วนลด เมื่อมาร้านครั้งต่อไป รวมถึงของเล่นน่ารักเช่นแหวนพลาสติกอีกด้วย

“ความคิดตรงนี้เกิดจากที่ว่า เราชอบหมุนโหลหมุนไข่ ก็เลยคิดว่า ถ้าเก็บไว้หมุนคนเดียวก็ไม่สนุก ก็ควรจะแบ่งให้คนอื่นเล่นด้วยเหมือนกัน” ภานุชนาถเล่าที่มาที่ไปของของเล่นสุดน่ารัก

4

ภาพของผู้คนใกล้เคียงที่เดินเข้าออก ซื้อของ และทักทายด้วยท่าทางเป็นมิตรกับเจ้าของคาเฟ่แห่งนี้ระหว่างการพูดคุย ยิ่งทำให้สัมผัสได้ว่า Paengrum’s BOOK & CAFE’ ไม่ใช่แค่ร้านหนังสือมือสองปกติ หรือคาเฟ่ที่เปิดรับแค่เฉพาะลูกค้าขาจร หรือชาวต่างชาติทั่วทุกมุมโลก

ทว่าที่แห่งนี้ยังเป็น ‘ส่วนหนึ่ง’ ของชุมชนนางเลิ้งที่มีมาเนิ่นนาน ซึ่งภานุชนาถออกปากกับ The Momentum เองว่า เธอคือ ‘คนนางเลิ้ง’ คนหนึ่ง แม้จะอยู่ที่นี่เพียง 2 ปี หากเทียบกับใครหลายคนที่อยู่มานานก็ตาม

“มีน้องๆ ในบริษัทหนึ่ง คือเวลามีการจัดกิจกรรมชุมชน เขาก็จะมาและเรียกเราไปช่วย เราได้อยู่ในแผนที่เวลาเขาจัดกิจกรรม ซึ่งรู้สึกโอเคนะ เขาไม่ได้มองว่าเราเป็นคนนอกชุมชน เขารู้สึกว่าเราต้องไปด้วยกัน ช่วยเหลือกัน”

ภานุชนาถแสดงความคิดเห็นต่อว่า ความเป็นนางเลิ้งไม่ได้มีความหมายในแง่ของชุมชนหรือศิลปวัฒนธรรมเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงร้านค้าบริเวณโดยรอบด้วย ขณะที่ร้านของเธอไม่ได้ผูกมัดความทรงจำไว้ที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ทุกอย่างในร้านเป็นภาพจำของคนทั่วโลกร่วมกัน

“ร้านนี้คือความทรงจำของทุกคนที่มา เพราะเราเคยเจอนักท่องเที่ยวชาวเยอรมัน เขามีอายุ พอเห็นโต๊ะเรียนไม้ของร้านก็นึกถึงสมัยที่เด็กๆ ที่บ้านที่เยอรมัน และก็มีกล้องส่องดูภาพของเยอรมัน เขาบอกว่าคิดถึงภาพเด็กๆ สมัยก่อน” เธอย้ำก่อนจะเล่าว่า มีลูกค้าต่างชาติหลายคนที่แวะเวียนมาเยือนถึง 5 ครั้ง หรือหลายคนก็ตามมาจากคำบอกเล่าของเพื่อนร่วมชาติด้วยกันเอง

แม้จะนึกสงสัยว่า อะไรเป็นเหตุผลที่ทำให้ลูกค้าหลายคนกลับมาเยือนคาเฟ่แห่งนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่าในท้ายที่สุด เราก็ได้คำตอบเมื่อการสัมภาษณ์สิ้นสุดลง หลังมีโอกาสพูดคุยกับเธอต่ออย่างถูกปากถูกคอ ก่อนจะจากกันในช่วงแดดยามบ่ายเริ่มอ่อนแรงลง พร้อมกับ ‘ของขวัญที่ระลึก’ จากเจ้าของคาเฟ่แห่งนี้ คือ ผีเสื้อและดอกไม้ของ นิพพาน สำหรับผู้เขียน และท่องแดนเจดีย์ไพรในพุกามประเทศโดย ธีรภาพ โลหิตกุล สำหรับช่างภาพของ The Momentum ที่มาจากการพูดคุยเนื้อหาในหนังสือ สิ้นแสงฉาน

นอกจากความประทับใจที่คลายความสงสัยดังกล่าว คำตอบเพิ่มเติมผู้เขียนที่ได้รับคือ ตนเองอาจจะต้องกลับมาอีกหลายๆ ครั้ง เหมือนชาวต่างชาติคนนั้นก็เป็นได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...