สุจิตต์ วงษ์เทศ : ผีช้างสุวรรณภูมิ ถูกยกเป็นพระพิฆเนศอินเดีย
ล้อมจับช้างป่ามาเกลี้ยกล่อมเป็นช้างบ้านให้ชุมชนใช้งานต่างๆ ในอีสานเรียกโพนช้าง พบหลักฐานเก่าสุดบริเวณสองฝั่งโขง ราว 3,000-2,500 ปีมาแล้ว
เมื่อไปจับช้างป่ามาฝึกใช้งานหนักที่เรียกตามภาษาท้องถิ่นแม่น้ำมูลในอีสานใต้ว่า “โพนช้าง” หมายถึง กิจกรรมขี่หลัง “ช้างต่อ” ไล่จับ “ช้างป่า” (“ต่อ” หมายถึง สัตว์เลี้ยงไว้เพื่อนำไปล่อสัตว์ป่าชนิดเดียวกันให้ติดกับดักเพื่อจับสัตว์ป่านั้น เช่น นกต่อ, ไก่ต่อ เป็นต้น)
[“โพน” เป็นคำยืมจากภาษาเขมรว่า “โพล” (อ่าน โปล) แปลว่า พูด, บอก, บ่น, ว่า, แถลง, แสดง, บอกบทพากย์ (พจนานุกรมเขมร-ไทยฯ พ.ศ. 2323 หน้า 448) แล้วกลายรูปเป็นโพน นอกจากนั้นไทยยืมคำเขมร “โพล” ใช้ว่าโพนทะนา (หมายถึง นินทาว่าร้ายหรือกล่าวโทษต่อสาธารณะ)]
ดังนั้นโพนช้างมีความหมายหลายอย่างดังนี้
1.ปรนเปรอและโอ้โลมเกลี้ยกล่อมช้างต่อ เพื่อให้มีกำลังแข็งแรงพร้อมปะทะช้างป่า
2.วิงวอนร้องขอต่อผี (คืออำนาจเหนือธรรมชาติ) ด้วยคำคล้องจองในพิธีเซ่นผีขอให้ปัดเสนียดจัญไรในการจับช้างป่า
3.เกลี้ยกล่อมโอ้โลมช้างป่าที่คล้องได้แล้วด้วยคำคล้องจองให้หยุดเกรี้ยวกราดอาละวาดวุ่นวายจะได้อยู่ดีกินดี
ผีช้างสุวรรณภูมิมีต้นตอจากการยกย่องนับถือช้างเป็นสัตว์มีพลังเฮี้ยนและมีคุณ ซึ่งเห็นจากคนสุวรรณภูมิบางพวกเรียกตนเองอย่างนอบน้อมยอมเป็นลูกของช้างว่า “ลูกช้าง” มีพิธีกรรม “เลี้ยงผีช้าง” เพื่อขอความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหารและวาดรูปไว้บนเพิงผา (ที่ผาแต้ม อ. โขงเจียม จ. อุบลราชธานี)
ชาวกูย (หรือกวย, ส่วย) เป็นกลุ่มชำนาญการโพนช้างซึ่งเป็นที่รู้จักทั่วไปปัจจุบัน คนกลุ่มนี้พูดตระกูลภาษามอญ-เขมร มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ลุ่มน้ำโขง-ชี-มูล เขตต่อเนื่องไทย-ลาว-กัมพูชา
การจับช้างป่าหรือโพนช้างมาฝึกเป็นช้างงาน แล้วใช้งานตามต้องการในความควบคุมของคนซึ่งถูกเรียกว่า “ควาญช้าง” เป็นวัฒนธรรมสุวรรณภูมิเมื่อหลายพันปีมาแล้ว (พบหลักฐานเก่าสุดขณะนี้เป็นลายนูนบนภาชนะสำริด พบที่โนนหนองหอ ต. นาอุดม อ. นิคมคำสร้อย จ. มุกดาหาร) มีเครื่องมือสำคัญเรียก ประกำ [เป็นคำยืมจากภาษาเขมรว่า ปฺรกำ (อ่าน ปฺรอ-กำ) (พจนานุกรมเขมร-ไทยฯ เล่ม 2 พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2521 หน้า 343) ในภาษาไทยมักเขียน “ปะกำ”] มีความหมายหลายอย่าง ได้แก่ ผี, เชือก, คน ดังนี้
ผีประกำ คือผีที่เฮี้ยนมากสิงในเชือกประกำ ซึ่งต้องมีพิธีเลี้ยงผีประกำทุกครั้งก่อนออกไปจับช้างป่า
เชือกประกำ หมายถึงเชือกฟั่นใช้ผูกช้างป่ามี 2 อย่าง คือ เชือกหนังทำจากหนังควาย และแส้หวายเรียกแส้ประกำทำจากต้นหวาย
คนถือหนังปะกำในมือขวาขณะคร่อมบนหลังช้างในพิธีโพนช้าง ราว 2,500 ปีมาแล้ว หรือเรือน พ.ศ. 1 ภาพขยายจากลายเส้นของกรมศิลปากรคัดลอกจากลายนูนบนกระบวยสำริด รูปช้างมีคนถือขอสับนั่งอยู่บนหลังช้าง
[จากหนังสือ โนนหนองหอ แหล่งผลิตกลองมโหระทึกในประเทศไทย ข้อมูลจากการขุดค้น แหล่งโบราณคดีโนนหนองหอ ต. นาอุดม อ. นิคมคำสร้อย จ. มุกดาหาร ระหว่าง พ.ศ. 2551-2553 พิมพ์เผยแพร่โดยสำนักศิลปากรที่ 9 อุบลราชธานี กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (ไม่บอกปีที่พิมพ์) หน้า 208-210]
หมอประกำ หมายถึงหมอช้างผู้ทำพิธีเลี้ยงผีประกำก่อนไปจับช้างป่า โดยปริยายเป็นผู้อาวุโสมีประสบการณ์สูงในการจับช้างป่า จึงได้รับยกย่องเป็นครูว่า “ครูประกำ” ซึ่งเป็นผู้รู้พิธีกรรม และเชื่อกันว่ารู้ภาษาช้างป่า (ซึ่งอยู่ในตระกูลภาษามอญ-เขมร) สามารถพูดจาเกลี้ยกล่อมต่อรองแล้วจับช้างป่าได้สำเร็จเสมอ
ผีช้างสุวรรณภูมิ คือ พระพิฆเนศในอินเดีย
พระพิฆเนศ คือ มหาเทพทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดูของชาวอารยันในอินเดีย มีต้นตอจากการนับถือผีช้างทางศาสนาผีของชาวมุนดะในอินเดียใต้ซึ่งอพยพโยกย้ายไปจากสุวรรณภูมิ
ศาสนาผีมีก่อนศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ดังนั้นผีช้างได้รับการนับถือก่อนเทพต่างๆ ทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นเหตุให้ต่อมาเมื่อชาวอินเดียนับถือพระอีศวรและพระนารายณ์เป็นใหญ่ต้องพากันเคารพนบไหว้พระพิฆเนศเป็นลำดับแรกเสียก่อน เสร็จแล้วจึงกราบพระอีศวรกับพระนารายณ์ ทั้งนี้เพราะพระพิฆเนศคือผีช้างเป็นที่เคารพนับถือมาก่อนที่จะมีการนับถือมหาเทพอื่นๆ
ข้อมูลความรู้นี้สรุปจากหนังสือ พระพิฆเนศ มหาเทพฮินดูชมพูทวีปและอุษาคเนย์ ของ ไมเคิล ไรท (สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2548)
ชาวอารยัน พูดตระกูลภาษาอินโด-ยูโรเปียน (หรือ อินโด-อารยัน) อพยพโยกย้ายไปจากทุ่งหญ้าในเอเชียกลางเข้าสู่อินเดียเหนือ หลังจากนั้นจึงรู้จักการนับถือผีช้างของชาวมุนดะในอินเดียใต้
ชาวมุนดะ พูดตระกูลภาษามอญ-เขมร (หรือออสโตรเอเชียติก) นับถือผีช้างและชำนาญการจับช้างป่ามาฝึกใช้งาน ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เชื่อกันว่าอพยพโยกย้ายไปจากสุวรรณภูมิ แล้วตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในอินเดียใต้ทางอ่าวเบงกอลเมื่อหลายพันปีมาแล้ว
ชาวอารยันกับชาวมุนดะอพยพโยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในอินเดียไล่เลี่ยหรือคราวเดียวกันอย่างน้อย 4,000-3,000 ปีมาแล้ว David Reich บอกไว้ในหนังสือ Who We Are and How We Got Here (แปลเป็นภาษาไทยในชื่อ ดีเอ็นเอปฏิวัติ โดย ก้อง พาหุรักษ์ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2565 หน้า 208)
ถ้าเป็นจริงทั้งหมดตามที่ยกสรุปมานี้ก็เท่ากับพระพิฆเนศมีกำเนิดจากการนับถือผีช้างของชาวสุวรรณภูมิ เพราะชาวสุวรรณภูมิดั้งเดิมทุกชาติพันธุ์ล้วนชำนาญการจับช้างป่าและนับถือผีช้าง
ทมิฬ-มุนดะ-สุวรรณภูมิ ชาวทมิฬเป็นคนพื้นเมืองดั้งเดิมของอินเดียใต้หลายพันหลายหมื่นปีมาแล้ว ต่อมาราว 3,000 ปีมาแล้ว ชาวมุนดะอพยพโยกย้ายจากสุวรรณภูมิไปอยู่อินเดียใต้โดยตั้งชุมชนบ้านเรือนปะปนกับชาวทมิฬ ทำให้ชาวทมิฬกับชาวมุนดะคุ้นเคยช้างป่าและการจับช้างป่ามาฝึกใช้งาน แล้วนับถือผีช้างเป็นใหญ่เรียก “เจ้าสมิงไพร” มีหัวเป็นช้าง (พระพิฆเนศฯ ของ ไมเคิล ไรท สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2548 หน้า 17)
ราว 2,500 ปีมาแล้ว หรือ พ.ศ. 1 ชาวอินเดียได้รับข้อมูลข่าวสารจากชาวมุนดะจึงเสี่ยงโชคไปซื้อทองแดงจากดินแดนภาคพื้นอุษาคเนย์แล้วเรียกชื่อว่า “สุวรรณภูมิ” (แปลว่าดินแดนทองแดง) ขณะเดียวกันก็น่าจะเริ่มซื้อช้างงาน นับเป็นต้นตอ “ค้าช้าง” ต่อไปข้างหน้า
พระพิฆเนศถึงไทย ผีช้างของชาวสุวรรณภูมิ (ผ่านทางชาวมุนดะ) ถูกชาวอารยัน-อินเดียยกย่องเป็นเทพทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู แล้วเรียก “พระพิฆเนศ” จากนั้นส่งต่อเข้าอุษาคเนย์แล้วถึงไทย ทำให้เกิดสิ่งใหม่เกี่ยวข้องกับผีช้างและพระพิฆเนศ (ซึ่งไม่พบในอินเดีย) เช่น พระเทพกรรม, พราหมณ์พฤฒิบาศ (รายละเอียดมีในบทความเรื่อง “พระคเณศ ครูช้างพราหมณ์สยาม” ของ ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรศิลปวัฒนธรรม ฉบับตุลาคม พ.ศ. 2557 หน้า 34-39) ดังนี้
1.พระเทพกรรม หรือเทวกรรม เป็นเทพพื้นเมืองมีต้นตอจากผีประกำถูก “จับบวช” เข้าศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
2.พราหมณ์พฤฒิบาศ คือหมอประกำ หรือหมอผีช้างที่ถูก “จับบวช” เข้าศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
3.สังเวยและกล่อมช้าง วรรณกรรมมีขึ้นจากพิธีกรรมเข้าทรงผีช้าง แล้วดัดแปลงเข้ากับพระราชพิธีของราชสำนักสมัยอยุธยาหรือก่อนหน้านั้น
ดุษฎีสังเวยและกล่อมช้าง
คำฉันท์ดุษฎีสังเวยและคำฉันท์กล่อมช้างแต่งตามประเพณีขอขมาผีช้างเมื่อจะจับช้างป่ามาใช้งาน ซึ่งสืบเนื่องจากการยกย่องนับถือช้างและผีช้างเสมือนญาติผู้ใหญ่ของคนสุวรรณภูมิหลายพันปีมาแล้ว
คำฉันท์ดุษฎีสังเวย เป็นวรรณกรรมราชสำนัก แต่งเป็นภาษาเขมรโดยคณะนักปราชญ์ขอม (พูดภาษาเขมร) รัฐละโว้-อโยธยา ต่อมาถูกใช้งานพิธีกรรมเกี่ยวกับช้างในราชสำนักอยุธยาตอนต้นซึ่งใช้ภาษาเขมร หลังจากนั้นราชสำนักอยุธยาเชื้อวงศ์สุพรรณภูมิ (จากสุพรรณบุรี) ยึดอำนาจแล้วเปลี่ยนใช้ภาษาไทยเป็นภาษาราชการคำฉันท์ดุษฎีสังเวยก็ถูกทำให้เป็นภาษาไทย แต่ยังเต็มไปด้วยภาษาเขมรที่สอดแทรกด้วยบาลี-สันสกฤต
คล้องช้างป่า (โพนช้าง) ภาพสลักราว 900 ปีมาแล้ว ที่ปราสาทบาปวน เมืองพระนครหลวง กัมพูชา
ผนังด้านในของซุ้มประตู (โคปุระ) ด้านทิศใต้ บนฐานชั้นที่ 2 ของปราสาทบาปวน (ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของปราสาทบายน เมืองพระนครหลวง หรือนครธม) สถาปนาโดยพระเจ้าอุทัยทิตยวรรมันที่ 2 ราว พ.ศ. 1600 พบภาพบุคคลกำลังคล้องช้างป่า (โพนช้าง) ท่ามกลางภาพแนวนอนสองแนวแสดงเทวปกรณ์เรื่องอะไรยังไม่รู้?
ภาพถ่ายและคำอธิบายโดย รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล
ลายเส้นโดย ปติสร เพ็ญสุต
—————————————————————————
คำฉันท์ดุษฎีสังเวยแทบไม่มีภาษาไทย เพราะเต็มไปด้วยภาษาเขมรกับภาษาบาลี-สันสกฤต ผู้แต่งเรื่องนี้น่าจะอยู่ในวัฒนธรรมเขมรลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งสืบทอดต่อเนื่องตั้งแต่ “ทวารวดี” ที่เมืองละโว้ จนถึงกรุงอโยธยาศรีรามเทพ (ก่อนกรุงศรีอยุธยา) ดังพบว่าราชสำนักอยุธยาระบุชัดเจนว่าพระเจ้าแผ่นดินอยุธยาสายหนึ่งสืบจากวงศ์เขมรหรือเป็นขอม ต่อมาผสมปนเปกับอีกสายหนึ่งสืบจากวงศ์สุพรรณภูมิซึ่งเป็นชาวสยามแล้วเรียกตนเองว่าไทย
พระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาสืบวงศ์จากกษัตริย์กรุงศรียโสธร (เมืองพระนครหลวง) แห่งกัมพูชา เกี่ยวดองเครือญาติผ่านทางขอมละโว้ (ลพบุรี) เป็นที่รับรู้ในราชสำนักพระนารายณ์ (พบในคู่มือทูตสยามไปยุโรป ซึ่งเป็นเอกสารราชการกรุงศรีอยุธยา ราว พ.ศ. 2224 พิมพ์ใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 หน้า 90-94)
ตำนานล้านนาบางฉบับระบุว่าพระเจ้าแผ่นดินอยุธยาสืบวงศ์ขอมละโว้ ส่วนคำให้การชาวกรุงเก่าบอกตรงๆ ว่าพระเจ้าแผ่นดินอยุธยาสืบวงศ์จากพระเจ้าปทุมสุริยวงศ์แห่งเมืองพระนครหลวง กัมพูชา
ราชสำนักกรุงศรีอยุธยาสมัยแรกพูดภาษาเขมร เพราะเป็นภาษาชั้นสูงสืบต่อจากทวารวดีและละโว้ที่ลพบุรี ครั้นราชสำนักอยุธยาเปลี่ยนเป็นพูดภาษาไทย จึงยกย่องภาษาเขมรเป็นภาษาของ “เทวราช” หรือราชาศัพท์
คำฉันท์ดุษฎีสังเวยเพื่อสรรเสริญสิ่งศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับช้างมี 3 ตอน ได้แก่ สดุดีอวยสังเวย, สดุดีขอช้าง, สดุดีสิทธิดาบส
(1.) สดุดีอวยสังเวย เป็นบทสรรเสริญเทพยดาและผี ได้แก่ กำเนิดพระพิฆเนศ, ผีประกำ [พระกรรม ผีสิงในเชือกบาศคือเชือกประกำ และมีข้อมูลอีกมากดูในบทความเรื่อง “พระคเณศ ครูช้างพราหมณ์สยาม” ของ ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ ใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับตุลาคม 2551 หน้า 34-39], ผีภูเขา (พระพนม), ผีป่า (พระไพร)
(2.) สดุดีขอช้าง เป็นบทสรรเสริญเทพยดาและผีที่สถิตอยู่ประจำเครื่องมือควบคุมช้างทำจากเหล็กงอ มีปลายแหลม ใช้สับบังคับช้างเคลื่อนไหวตามต้องการของผู้ควบคุมช้าง
(3.) สดุดีสิทธิดาบส เป็นบทสรรเสริญ “สิทธิดาบส” (สิทธ แปลว่าความสำเร็จ) ผีพื้นเมืองเกี่ยวกับช้างที่ได้รับการยกฐานะเป็น “ดาบส”
ชื่อ “สิทธิ” ยังพบในบทพระอัยการตำแหน่งนาพลเรือนว่ากรมพฤฒิบาศ มีจางวางชื่อตำแหน่งว่า “พระอีศวรธิบดีศรีสิทธิพฤทธิบาศ” กับเจ้ากรมชื่อ “หลวงสิทธิไชยบดี”
ส่วนคำอธิบายกระแสหลักมีต่างไปมากจะคัดมาไว้ให้เลือกดังนี้
“คำฉันท์ดุษฎีสังเวย แต่งโดยขุนเทพกวี ชาวสุโขทัย จัดเป็นวรรณคดีไทยสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช” ข้อความนี้เป็นที่รับรู้แพร่หลายเพราะอยู่ในตำราเรียนตามระบบการศึกษาของไทยทุกวันนี้
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระวินิจฉัยว่าคำฉันท์ดุษฎีสังเวยแต่งขึ้นก่อนรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ฯ (เมื่อพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2457)
กรมศิลปากรตรวจสอบชำระใหม่ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2545) สันนิษฐานว่าคำฉันท์ดุษฎีสังเวยน่าจะแต่งสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระมหาธรรมราชา (พ.ศ. 2112-2133) ขึ้นไป เพราะผู้แต่งคือขุนเทพกวีเป็นขุนนางเมืองสุโขทัย ถูกกวาดต้อนลงไปอยุธยา และครั้งนั้นสุโขทัยตกเป็นเมืองร้าง”
คำฉันท์กล่อมช้าง ครั้งกรุงเก่า ไม่พบชื่อผู้แต่ง น่าจะแต่งโดยคณะนักปราชญ์ราชกวีครั้งกรุงเก่า เพื่อใช้เกลี้ยกล่อมปลอมประโลมช้างป่าที่ถูกคล้องได้แล้ว และจะถูกนำเข้ากรุงไปฝึกเป็นช้างงาน
กล่อมช้างทำตามประเพณีกล่อมลูก, กล่อมพระบรรทม, กล่อมขวัญ (ทำขวัญ) ฯลฯ ต่างกันที่ลักษณะคำประพันธ์และผู้ถูกกล่อมเป็นช้างป่า ดังนั้นลีลาโวหารย่อมดัดแปลงต่างไป
ถ้อยคำสำนวนกล่อมช้างต่างจากดุษฎีสังเวยตรงที่มีภาษาเขมรน้อยลง และใช้ภาษาเข้าใจง่ายกว่ากัน เป็นร่องรอยว่าแต่งสมัยหลังจากดุษฎีสังเวย แต่จะระบุช่วงเวลาชัดเจนคงเป็นไปไม่ได้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สุจิตต์ วงษ์เทศ : ผีช้างสุวรรณภูมิ ถูกยกเป็นพระพิฆเนศอินเดีย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th