โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุจิตต์ วงษ์เทศ : ผีช้างสุวรรณภูมิ ถูกยกเป็นพระพิฆเนศอินเดีย

MATICHON ONLINE

อัพเดต 18 ต.ค. 2567 เวลา 17.54 น. • เผยแพร่ 18 ต.ค. 2567 เวลา 11.22 น.
จับช้างในเพนียดที่อยุธยา สืบเนื่องจากขี่ช้างต่อจับช้างป่าของคนพื้นเมืองสุวรรณภูมิหลายพันปีมาแล้ว (ภาพจาก Voyage dans les Royaumes de Siam, de Cambodge de Laos et autres parties centrales de l’Indo-Chine, 1858-1861. Ithaca, New York: Cornell University Library. 1863)

ล้อมจับช้างป่ามาเกลี้ยกล่อมเป็นช้างบ้านให้ชุมชนใช้งานต่างๆ ในอีสานเรียกโพนช้าง พบหลักฐานเก่าสุดบริเวณสองฝั่งโขง ราว 3,000-2,500 ปีมาแล้ว

เมื่อไปจับช้างป่ามาฝึกใช้งานหนักที่เรียกตามภาษาท้องถิ่นแม่น้ำมูลในอีสานใต้ว่า “โพนช้าง” หมายถึง กิจกรรมขี่หลัง “ช้างต่อ” ไล่จับ “ช้างป่า” (“ต่อ” หมายถึง สัตว์เลี้ยงไว้เพื่อนำไปล่อสัตว์ป่าชนิดเดียวกันให้ติดกับดักเพื่อจับสัตว์ป่านั้น เช่น นกต่อ, ไก่ต่อ เป็นต้น)

[“โพน” เป็นคำยืมจากภาษาเขมรว่า “โพล” (อ่าน โปล) แปลว่า พูด, บอก, บ่น, ว่า, แถลง, แสดง, บอกบทพากย์ (พจนานุกรมเขมร-ไทยฯ พ.ศ. 2323 หน้า 448) แล้วกลายรูปเป็นโพน นอกจากนั้นไทยยืมคำเขมร “โพล” ใช้ว่าโพนทะนา (หมายถึง นินทาว่าร้ายหรือกล่าวโทษต่อสาธารณะ)]

ดังนั้นโพนช้างมีความหมายหลายอย่างดังนี้

1.ปรนเปรอและโอ้โลมเกลี้ยกล่อมช้างต่อ เพื่อให้มีกำลังแข็งแรงพร้อมปะทะช้างป่า

2.วิงวอนร้องขอต่อผี (คืออำนาจเหนือธรรมชาติ) ด้วยคำคล้องจองในพิธีเซ่นผีขอให้ปัดเสนียดจัญไรในการจับช้างป่า

3.เกลี้ยกล่อมโอ้โลมช้างป่าที่คล้องได้แล้วด้วยคำคล้องจองให้หยุดเกรี้ยวกราดอาละวาดวุ่นวายจะได้อยู่ดีกินดี

ผีช้างสุวรรณภูมิมีต้นตอจากการยกย่องนับถือช้างเป็นสัตว์มีพลังเฮี้ยนและมีคุณ ซึ่งเห็นจากคนสุวรรณภูมิบางพวกเรียกตนเองอย่างนอบน้อมยอมเป็นลูกของช้างว่า “ลูกช้าง” มีพิธีกรรม “เลี้ยงผีช้าง” เพื่อขอความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหารและวาดรูปไว้บนเพิงผา (ที่ผาแต้ม อ. โขงเจียม จ. อุบลราชธานี)

ชาวกูย (หรือกวย, ส่วย) เป็นกลุ่มชำนาญการโพนช้างซึ่งเป็นที่รู้จักทั่วไปปัจจุบัน คนกลุ่มนี้พูดตระกูลภาษามอญ-เขมร มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ลุ่มน้ำโขง-ชี-มูล เขตต่อเนื่องไทย-ลาว-กัมพูชา

การจับช้างป่าหรือโพนช้างมาฝึกเป็นช้างงาน แล้วใช้งานตามต้องการในความควบคุมของคนซึ่งถูกเรียกว่า “ควาญช้าง” เป็นวัฒนธรรมสุวรรณภูมิเมื่อหลายพันปีมาแล้ว (พบหลักฐานเก่าสุดขณะนี้เป็นลายนูนบนภาชนะสำริด พบที่โนนหนองหอ ต. นาอุดม อ. นิคมคำสร้อย จ. มุกดาหาร) มีเครื่องมือสำคัญเรียก ประกำ [เป็นคำยืมจากภาษาเขมรว่า ปฺรกำ (อ่าน ปฺรอ-กำ) (พจนานุกรมเขมร-ไทยฯ เล่ม 2 พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2521 หน้า 343) ในภาษาไทยมักเขียน “ปะกำ”] มีความหมายหลายอย่าง ได้แก่ ผี, เชือก, คน ดังนี้

ผีประกำ คือผีที่เฮี้ยนมากสิงในเชือกประกำ ซึ่งต้องมีพิธีเลี้ยงผีประกำทุกครั้งก่อนออกไปจับช้างป่า

เชือกประกำ หมายถึงเชือกฟั่นใช้ผูกช้างป่ามี 2 อย่าง คือ เชือกหนังทำจากหนังควาย และแส้หวายเรียกแส้ประกำทำจากต้นหวาย

คนถือหนังปะกำในมือขวาขณะคร่อมบนหลังช้างในพิธีโพนช้าง ราว 2,500 ปีมาแล้ว หรือเรือน พ.ศ. 1 ภาพขยายจากลายเส้นของกรมศิลปากรคัดลอกจากลายนูนบนกระบวยสำริด รูปช้างมีคนถือขอสับนั่งอยู่บนหลังช้าง

[จากหนังสือ โนนหนองหอ แหล่งผลิตกลองมโหระทึกในประเทศไทย ข้อมูลจากการขุดค้น แหล่งโบราณคดีโนนหนองหอ ต. นาอุดม อ. นิคมคำสร้อย จ. มุกดาหาร ระหว่าง พ.ศ. 2551-2553 พิมพ์เผยแพร่โดยสำนักศิลปากรที่ 9 อุบลราชธานี กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (ไม่บอกปีที่พิมพ์) หน้า 208-210]

หมอประกำ หมายถึงหมอช้างผู้ทำพิธีเลี้ยงผีประกำก่อนไปจับช้างป่า โดยปริยายเป็นผู้อาวุโสมีประสบการณ์สูงในการจับช้างป่า จึงได้รับยกย่องเป็นครูว่า “ครูประกำ” ซึ่งเป็นผู้รู้พิธีกรรม และเชื่อกันว่ารู้ภาษาช้างป่า (ซึ่งอยู่ในตระกูลภาษามอญ-เขมร) สามารถพูดจาเกลี้ยกล่อมต่อรองแล้วจับช้างป่าได้สำเร็จเสมอ

ผีช้างสุวรรณภูมิ คือ พระพิฆเนศในอินเดีย

พระพิฆเนศ คือ มหาเทพทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดูของชาวอารยันในอินเดีย มีต้นตอจากการนับถือผีช้างทางศาสนาผีของชาวมุนดะในอินเดียใต้ซึ่งอพยพโยกย้ายไปจากสุวรรณภูมิ

ศาสนาผีมีก่อนศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ดังนั้นผีช้างได้รับการนับถือก่อนเทพต่างๆ ทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นเหตุให้ต่อมาเมื่อชาวอินเดียนับถือพระอีศวรและพระนารายณ์เป็นใหญ่ต้องพากันเคารพนบไหว้พระพิฆเนศเป็นลำดับแรกเสียก่อน เสร็จแล้วจึงกราบพระอีศวรกับพระนารายณ์ ทั้งนี้เพราะพระพิฆเนศคือผีช้างเป็นที่เคารพนับถือมาก่อนที่จะมีการนับถือมหาเทพอื่นๆ

ข้อมูลความรู้นี้สรุปจากหนังสือ พระพิฆเนศ มหาเทพฮินดูชมพูทวีปและอุษาคเนย์ ของ ไมเคิล ไรท (สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2548)

ชาวอารยัน พูดตระกูลภาษาอินโด-ยูโรเปียน (หรือ อินโด-อารยัน) อพยพโยกย้ายไปจากทุ่งหญ้าในเอเชียกลางเข้าสู่อินเดียเหนือ หลังจากนั้นจึงรู้จักการนับถือผีช้างของชาวมุนดะในอินเดียใต้

ชาวมุนดะ พูดตระกูลภาษามอญ-เขมร (หรือออสโตรเอเชียติก) นับถือผีช้างและชำนาญการจับช้างป่ามาฝึกใช้งาน ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เชื่อกันว่าอพยพโยกย้ายไปจากสุวรรณภูมิ แล้วตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในอินเดียใต้ทางอ่าวเบงกอลเมื่อหลายพันปีมาแล้ว

ชาวอารยันกับชาวมุนดะอพยพโยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในอินเดียไล่เลี่ยหรือคราวเดียวกันอย่างน้อย 4,000-3,000 ปีมาแล้ว David Reich บอกไว้ในหนังสือ Who We Are and How We Got Here (แปลเป็นภาษาไทยในชื่อ ดีเอ็นเอปฏิวัติ โดย ก้อง พาหุรักษ์ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2565 หน้า 208)

ถ้าเป็นจริงทั้งหมดตามที่ยกสรุปมานี้ก็เท่ากับพระพิฆเนศมีกำเนิดจากการนับถือผีช้างของชาวสุวรรณภูมิ เพราะชาวสุวรรณภูมิดั้งเดิมทุกชาติพันธุ์ล้วนชำนาญการจับช้างป่าและนับถือผีช้าง

ทมิฬ-มุนดะ-สุวรรณภูมิ ชาวทมิฬเป็นคนพื้นเมืองดั้งเดิมของอินเดียใต้หลายพันหลายหมื่นปีมาแล้ว ต่อมาราว 3,000 ปีมาแล้ว ชาวมุนดะอพยพโยกย้ายจากสุวรรณภูมิไปอยู่อินเดียใต้โดยตั้งชุมชนบ้านเรือนปะปนกับชาวทมิฬ ทำให้ชาวทมิฬกับชาวมุนดะคุ้นเคยช้างป่าและการจับช้างป่ามาฝึกใช้งาน แล้วนับถือผีช้างเป็นใหญ่เรียก “เจ้าสมิงไพร” มีหัวเป็นช้าง (พระพิฆเนศฯ ของ ไมเคิล ไรท สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2548 หน้า 17)

ราว 2,500 ปีมาแล้ว หรือ พ.ศ. 1 ชาวอินเดียได้รับข้อมูลข่าวสารจากชาวมุนดะจึงเสี่ยงโชคไปซื้อทองแดงจากดินแดนภาคพื้นอุษาคเนย์แล้วเรียกชื่อว่า “สุวรรณภูมิ” (แปลว่าดินแดนทองแดง) ขณะเดียวกันก็น่าจะเริ่มซื้อช้างงาน นับเป็นต้นตอ “ค้าช้าง” ต่อไปข้างหน้า

พระพิฆเนศถึงไทย ผีช้างของชาวสุวรรณภูมิ (ผ่านทางชาวมุนดะ) ถูกชาวอารยัน-อินเดียยกย่องเป็นเทพทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู แล้วเรียก “พระพิฆเนศ” จากนั้นส่งต่อเข้าอุษาคเนย์แล้วถึงไทย ทำให้เกิดสิ่งใหม่เกี่ยวข้องกับผีช้างและพระพิฆเนศ (ซึ่งไม่พบในอินเดีย) เช่น พระเทพกรรม, พราหมณ์พฤฒิบาศ (รายละเอียดมีในบทความเรื่อง พระคเณศ ครูช้างพราหมณ์สยาม” ของ ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรศิลปวัฒนธรรม ฉบับตุลาคม พ.ศ. 2557 หน้า 34-39) ดังนี้

1.พระเทพกรรม หรือเทวกรรม เป็นเทพพื้นเมืองมีต้นตอจากผีประกำถูก “จับบวช” เข้าศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

2.พราหมณ์พฤฒิบาศ คือหมอประกำ หรือหมอผีช้างที่ถูก “จับบวช” เข้าศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

3.สังเวยและกล่อมช้าง วรรณกรรมมีขึ้นจากพิธีกรรมเข้าทรงผีช้าง แล้วดัดแปลงเข้ากับพระราชพิธีของราชสำนักสมัยอยุธยาหรือก่อนหน้านั้น

ดุษฎีสังเวยและกล่อมช้าง

คำฉันท์ดุษฎีสังเวยและคำฉันท์กล่อมช้างแต่งตามประเพณีขอขมาผีช้างเมื่อจะจับช้างป่ามาใช้งาน ซึ่งสืบเนื่องจากการยกย่องนับถือช้างและผีช้างเสมือนญาติผู้ใหญ่ของคนสุวรรณภูมิหลายพันปีมาแล้ว

คำฉันท์ดุษฎีสังเวย เป็นวรรณกรรมราชสำนัก แต่งเป็นภาษาเขมรโดยคณะนักปราชญ์ขอม (พูดภาษาเขมร) รัฐละโว้-อโยธยา ต่อมาถูกใช้งานพิธีกรรมเกี่ยวกับช้างในราชสำนักอยุธยาตอนต้นซึ่งใช้ภาษาเขมร หลังจากนั้นราชสำนักอยุธยาเชื้อวงศ์สุพรรณภูมิ (จากสุพรรณบุรี) ยึดอำนาจแล้วเปลี่ยนใช้ภาษาไทยเป็นภาษาราชการคำฉันท์ดุษฎีสังเวยก็ถูกทำให้เป็นภาษาไทย แต่ยังเต็มไปด้วยภาษาเขมรที่สอดแทรกด้วยบาลี-สันสกฤต

คล้องช้างป่า (โพนช้าง) ภาพสลักราว 900 ปีมาแล้ว ที่ปราสาทบาปวน เมืองพระนครหลวง กัมพูชา

ผนังด้านในของซุ้มประตู (โคปุระ) ด้านทิศใต้ บนฐานชั้นที่ 2 ของปราสาทบาปวน (ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของปราสาทบายน เมืองพระนครหลวง หรือนครธม) สถาปนาโดยพระเจ้าอุทัยทิตยวรรมันที่ 2 ราว พ.ศ. 1600 พบภาพบุคคลกำลังคล้องช้างป่า (โพนช้าง) ท่ามกลางภาพแนวนอนสองแนวแสดงเทวปกรณ์เรื่องอะไรยังไม่รู้?

ภาพถ่ายและคำอธิบายโดย รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล
ลายเส้นโดย ปติสร เพ็ญสุต

—————————————————————————

คำฉันท์ดุษฎีสังเวยแทบไม่มีภาษาไทย เพราะเต็มไปด้วยภาษาเขมรกับภาษาบาลี-สันสกฤต ผู้แต่งเรื่องนี้น่าจะอยู่ในวัฒนธรรมเขมรลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งสืบทอดต่อเนื่องตั้งแต่ “ทวารวดี” ที่เมืองละโว้ จนถึงกรุงอโยธยาศรีรามเทพ (ก่อนกรุงศรีอยุธยา) ดังพบว่าราชสำนักอยุธยาระบุชัดเจนว่าพระเจ้าแผ่นดินอยุธยาสายหนึ่งสืบจากวงศ์เขมรหรือเป็นขอม ต่อมาผสมปนเปกับอีกสายหนึ่งสืบจากวงศ์สุพรรณภูมิซึ่งเป็นชาวสยามแล้วเรียกตนเองว่าไทย

พระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาสืบวงศ์จากกษัตริย์กรุงศรียโสธร (เมืองพระนครหลวง) แห่งกัมพูชา เกี่ยวดองเครือญาติผ่านทางขอมละโว้ (ลพบุรี) เป็นที่รับรู้ในราชสำนักพระนารายณ์ (พบในคู่มือทูตสยามไปยุโรป ซึ่งเป็นเอกสารราชการกรุงศรีอยุธยา ราว พ.ศ. 2224 พิมพ์ใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 หน้า 90-94)

ตำนานล้านนาบางฉบับระบุว่าพระเจ้าแผ่นดินอยุธยาสืบวงศ์ขอมละโว้ ส่วนคำให้การชาวกรุงเก่าบอกตรงๆ ว่าพระเจ้าแผ่นดินอยุธยาสืบวงศ์จากพระเจ้าปทุมสุริยวงศ์แห่งเมืองพระนครหลวง กัมพูชา

ราชสำนักกรุงศรีอยุธยาสมัยแรกพูดภาษาเขมร เพราะเป็นภาษาชั้นสูงสืบต่อจากทวารวดีและละโว้ที่ลพบุรี ครั้นราชสำนักอยุธยาเปลี่ยนเป็นพูดภาษาไทย จึงยกย่องภาษาเขมรเป็นภาษาของ “เทวราช” หรือราชาศัพท์

คำฉันท์ดุษฎีสังเวยเพื่อสรรเสริญสิ่งศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับช้างมี 3 ตอน ได้แก่ สดุดีอวยสังเวย, สดุดีขอช้าง, สดุดีสิทธิดาบส

(1.) สดุดีอวยสังเวย เป็นบทสรรเสริญเทพยดาและผี ได้แก่ กำเนิดพระพิฆเนศ, ผีประกำ [พระกรรม ผีสิงในเชือกบาศคือเชือกประกำ และมีข้อมูลอีกมากดูในบทความเรื่อง “พระคเณศ ครูช้างพราหมณ์สยาม” ของ ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ ใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับตุลาคม 2551 หน้า 34-39], ผีภูเขา (พระพนม), ผีป่า (พระไพร)

(2.) สดุดีขอช้าง เป็นบทสรรเสริญเทพยดาและผีที่สถิตอยู่ประจำเครื่องมือควบคุมช้างทำจากเหล็กงอ มีปลายแหลม ใช้สับบังคับช้างเคลื่อนไหวตามต้องการของผู้ควบคุมช้าง

(3.) สดุดีสิทธิดาบส เป็นบทสรรเสริญ “สิทธิดาบส” (สิทธ แปลว่าความสำเร็จ) ผีพื้นเมืองเกี่ยวกับช้างที่ได้รับการยกฐานะเป็น “ดาบส”

ชื่อ “สิทธิ” ยังพบในบทพระอัยการตำแหน่งนาพลเรือนว่ากรมพฤฒิบาศ มีจางวางชื่อตำแหน่งว่า “พระอีศวรธิบดีศรีสิทธิพฤทธิบาศ” กับเจ้ากรมชื่อ “หลวงสิทธิไชยบดี”

ส่วนคำอธิบายกระแสหลักมีต่างไปมากจะคัดมาไว้ให้เลือกดังนี้

“คำฉันท์ดุษฎีสังเวย แต่งโดยขุนเทพกวี ชาวสุโขทัย จัดเป็นวรรณคดีไทยสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช” ข้อความนี้เป็นที่รับรู้แพร่หลายเพราะอยู่ในตำราเรียนตามระบบการศึกษาของไทยทุกวันนี้

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระวินิจฉัยว่าคำฉันท์ดุษฎีสังเวยแต่งขึ้นก่อนรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ฯ (เมื่อพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2457)

กรมศิลปากรตรวจสอบชำระใหม่ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2545) สันนิษฐานว่าคำฉันท์ดุษฎีสังเวยน่าจะแต่งสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระมหาธรรมราชา (พ.ศ. 2112-2133) ขึ้นไป เพราะผู้แต่งคือขุนเทพกวีเป็นขุนนางเมืองสุโขทัย ถูกกวาดต้อนลงไปอยุธยา และครั้งนั้นสุโขทัยตกเป็นเมืองร้าง”

คำฉันท์กล่อมช้าง ครั้งกรุงเก่า ไม่พบชื่อผู้แต่ง น่าจะแต่งโดยคณะนักปราชญ์ราชกวีครั้งกรุงเก่า เพื่อใช้เกลี้ยกล่อมปลอมประโลมช้างป่าที่ถูกคล้องได้แล้ว และจะถูกนำเข้ากรุงไปฝึกเป็นช้างงาน

กล่อมช้างทำตามประเพณีกล่อมลูก, กล่อมพระบรรทม, กล่อมขวัญ (ทำขวัญ) ฯลฯ ต่างกันที่ลักษณะคำประพันธ์และผู้ถูกกล่อมเป็นช้างป่า ดังนั้นลีลาโวหารย่อมดัดแปลงต่างไป

ถ้อยคำสำนวนกล่อมช้างต่างจากดุษฎีสังเวยตรงที่มีภาษาเขมรน้อยลง และใช้ภาษาเข้าใจง่ายกว่ากัน เป็นร่องรอยว่าแต่งสมัยหลังจากดุษฎีสังเวย แต่จะระบุช่วงเวลาชัดเจนคงเป็นไปไม่ได้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สุจิตต์ วงษ์เทศ : ผีช้างสุวรรณภูมิ ถูกยกเป็นพระพิฆเนศอินเดีย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...