โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กนง. คงดอกเบี้ย 1% จับตาเงินเฟ้อเสี่ยงพุ่งจากน้ำมันแพง เตือนดอกเบี้ยต่ำยาวมีต้นทุนต่อเสถียรภาพ

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 29 ตุลาคม 2569 เวลา 5.13 น. • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ดร.ดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

กนง.มีมติเอกฉันท์ 6 เสียง คงดอกเบี้ยนโยบาย 1% ประเมินเงินเฟ้อเสี่ยงทะลุ 3% ชั่วคราวจากราคาพลังงาน จับตาความไม่แน่นอนช่องแคบฮอร์มุซและข้อจำกัดกองทุนน้ำมันที่ติดลบราว 1 แสนล้านบาท พร้อมเพิ่มประเด็นความเสี่ยงจากการคงดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานานต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินระยะยาว ขณะที่ปรับเพิ่ม GDP ปีนี้เป็น 2.4% และปีหน้า 2.1% จากแรงหนุนส่งออกและการลงทุนในอุตสาหกรรม AI แต่ยอมรับเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง

วันที่ 28 ตุลาคม 2569 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.00 ต่อปี ในการประชุมครั้งที่ 5/2569 โดยในการประชุมครั้งนี้ กรรมการ 1 ราย ลาประชุม

ในแถลงการณ์ผลการประชุม กนง.ระบุว่า เศรษฐกิจไทยได้รับแรงส่งต่อเนื่องจากวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ แต่อัตราการเติบโตยังต่ำกว่าศักยภาพและผลดียังกระจุกตัว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นชั่วคราวในปีนี้จากปัจจัยด้านอุปทาน ด้านสินเชื่อรวมขยายตัวจากธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่สินเชื่อ SMEs ยังคงหดตัว โดยต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง คณะกรรมการฯ เห็นว่าการดำเนินนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายควบคู่ไปกับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวไม่ทั่วถึง จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ แต่ต้องติดตามความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงจากราคาน้ำมันและผลของปรากฏการณ์เอลนีโญซึ่งอาจส่งผลต่อการส่งผ่านต้นทุนในระยะข้างหน้า

เศรษฐกิจปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มขยายตัวที่ร้อยละ 2.4 และ 2.1 ตามลำดับ โดยมีแรงส่งที่ดีกว่าคาดจากการส่งออกและการลงทุนตามวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ อย่างไรก็ดี ผลดีจากกิจกรรมดังกล่าวส่วนใหญ่จำกัดอยู่กับธุรกิจและแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการที่เกี่ยวข้อง ด้านการบริโภคภาคเอกชนยังถูกกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ตลาดแรงงานและกำลังซื้อที่เปราะบางโดยเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อยที่เผชิญแรงกดดันค่าครองชีพ ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มปรับลดลงจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทั้งนี้ เศรษฐกิจในภาพรวมยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ขณะที่ SMEs ยังเผชิญอุปสรรคในการปรับตัวและปัญหาด้านการแข่งขันที่รุนแรง

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 2.1 และ 1.3 ตามลำดับ โดยจะปรับสูงขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้จนถึงต้นปีหน้าจากราคาพลังงานและผลของปรากฏการณ์เอลนีโญ ก่อนที่จะกลับไปอยู่ในระดับต่ำจากผลของฐานและอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำส่วนหนึ่งจากปัญหาเชิงโครงสร้าง สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 1.2 และ 1.3 ตามลำดับ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย ทั้งนี้ ต้องติดตามความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อจะสูงกว่าที่ประเมินไว้จากสงครามในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ข้อจำกัดของมาตรการพยุงราคาพลังงาน และการส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการไปยังอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน รวมถึงเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลาง

อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. อ่อนค่าลงจากการปรับมุมมองของตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินสหรัฐฯ ที่เข้มงวดมากขึ้น ประกอบกับราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับเพิ่มขึ้นบ้างตามทิศทางตลาดการเงินโลก อย่างไรก็ดี ต้นทุนการกู้ยืมของภาคเอกชนผ่านสินเชื่อซึ่งเป็นช่องทางระดมทุนหลักยังทรงตัวสอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยสินเชื่อรวมขยายตัวจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญ ส่วนใหญ่เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับเสริมสภาพคล่องของกิจการและรองรับต้นทุนที่สูงขึ้น และอีกส่วนหนึ่งสอดรับกับกระแสการลงทุนระลอกใหม่ ขณะที่สินเชื่อ SMEs ยังหดตัวต่อเนื่องในเกือบทุกสาขา โดยสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง สำหรับคุณภาพสินเชื่อโดยรวมทรงตัว แต่ต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบางในระยะข้างหน้า

ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทาน โดยต้องติดตามแนวโน้มและความเสี่ยงเงินเฟ้อ รวมทั้งผลของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว

เงินเฟ้อเสี่ยงทะลุ 3% ไตรมาส 4 จับตาน้ำมัน–กองทุนน้ำมัน

ดร.ดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง.เพิ่มเติมว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ 6 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ต่อปี โดยกรรมการ 1 รายลาประชุม เนื่องจากประเมินว่าการดำเนินนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายปัจจุบัน ควบคู่กับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด ยังมีความเหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและมีผลดีไม่ทั่วถึง

อย่างไรก็ตาม กนง. เห็นว่าต้องติดตามแนวโน้มและความเสี่ยงด้านเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด รวมทั้งผลของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว ซึ่งเป็นประเด็นที่กรรมการให้ความสำคัญเพิ่มเติมจากการประชุมครั้งก่อน

ดร.ดอน กล่าวว่า กนง. ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทาน โดยคาดว่าในไตรมาส 4 ปี 2569 จะเป็นไตรมาสแรกที่เงินเฟ้อทั่วไปปรับสูงเกิน 3% ซึ่งเป็นขอบบนของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ และจะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องถึงไตรมาสแรกของปี 2570 ก่อนปรับลดลงค่อนข้างรวดเร็วจากผลของฐานและอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังอ่อนแอ

ทั้งนี้ กนง. ปรับลดประมาณการเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 เหลือ 2.1% จากเดิม 2.8% ที่ประมาณการในเดือนมิถุนายน และปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2570 เหลือ 1.3% จากเดิม 1.4% ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะอยู่ที่ 1.2% และ 1.3% ตามลำดับ

แม้ภาพรวมเงินเฟ้อจะยังไม่น่ากังวลมากนัก แต่ กนง. เห็นว่ามีปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

ดร.ดอนระบุว่า ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าปริมาณน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงช่วงก่อนเกิดวิกฤติพลังงาน เนื่องจากมีการปรับวิธีขนส่งจากการใช้เรือซูเปอร์แทงเกอร์ มาเป็นเรือขนาดเล็กลง โดยมีกองทัพสหรัฐคุ้มครอง แต่การคุ้มครองมีต้นทุน ทำให้ตลาดยังคงบวก “พรีเมียม” ไว้ในราคาน้ำมัน

“แม้ปริมาณน้ำมันจะยังขนส่งได้ตามปกติ แต่ราคายังมีความไม่แน่นอนสูง เพราะตลาดให้วอร์พรีเมียม (war premium) ว่าสหรัฐจะคุ้มครองได้นานเพียงใด” ดร.ดอนกล่าว ราคาน้ำมันจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่คณะกรรมการให้ติดตามอย่างใกล้ชิด

กนง.ประเมินราคาน้ํามันดูไบรอบนี้ ได้ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลล์ก่อนที่จะลดลงมาอยู่ที่ 76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลล์ในปีหน้า

อีกประเด็นที่กรรมการตั้งข้อสังเกตคือมาตรการพยุงราคาพลังงาน โดยเฉพาะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งตัวเลขล่าสุดติดลบประมาณ 1 แสนล้านบาท ใกล้เคียงระดับติดลบสูงสุดในอดีตที่ราว 1.2–1.3 แสนล้านบาท แสดงว่ากองทุนอาจยังติดลบเพิ่มได้อีก แต่เหลือพื้นที่จำกัด

ดร.ดอนกล่าวว่า หากกองทุนน้ำมันมีข้อจำกัด ราคาน้ำมันในประเทศจะต้องถูกปล่อยให้ลอยตัวสูงขึ้นกว่าปัจจุบัน ซึ่งจะส่งผลต่อเงินเฟ้อในประเทศด้วย

อย่างไรก็ตาม กนง. ยังไม่พบสัญญาณที่น่ากังวลมากนักจากการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการไปยังราคาสินค้า โดยผลสำรวจพบว่าผู้ประกอบการประมาณ 60% อยู่ในกลุ่มที่ไม่ได้ปรับขึ้นราคาและไม่มีแผนปรับขึ้น หรือเคยปรับราคาแล้วแต่ไม่มีแผนปรับเพิ่มอีก ขณะที่กลุ่มที่มีแผนปรับขึ้นราคามีประมาณ 35%

สาเหตุสำคัญมาจากเศรษฐกิจไทยที่แม้จะขยายตัวดีขึ้น แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพ โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนที่ยังไม่เข้มแข็ง ทำให้ผู้ประกอบการมีข้อจำกัดในการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภค ขณะที่ “เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้”

ดังนั้น ความเสี่ยงเงินเฟ้อในรอบนี้จึงอยู่ที่การปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันโดยตรง มากกว่าการส่งผ่านต้นทุนเป็นวงกว้าง นอกจากนี้ กนง. ยังต้องติดตามผลของปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจเพิ่มแรงกดดันด้านราคา โดยประเมินว่าความเสี่ยงจากเอลนีโญมีน้ำหนักต่อเงินเฟ้อมากกว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

ปรับเพิ่ม GDP แต่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวแบบ K-shape

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจ กนง. ปรับเพิ่มประมาณการ GDP ปี 2569 เป็น 2.4% จากเดิม 2.3% และปี 2570 เป็น 2.1% จากเดิม 1.8% โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนที่ได้รับประโยชน์จากวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI)

กนง. ปรับเพิ่มคาดการณ์มูลค่าการส่งออกสินค้าปีนี้เป็นขยายตัว 22% จากเดิม 14% และปีหน้าเป็น 15% จากเดิม 4.6% ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัว 13% ในปีนี้ และ 7.6% ในปีหน้า

ดร.ดอน ระบุว่า ประเทศไทยอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม AI ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการส่งออกและการลงทุน และคาดว่าจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อเนื่องอีกระยะหนึ่ง

ผลดีจากการขยายตัวยังค่อนข้างกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI ขณะที่ภาคเศรษฐกิจอื่น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เผชิญการแข่งขันจากสินค้าจีน ภาคยานยนต์ และการท่องเที่ยว ยังไม่ได้ฟื้นตัวอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ การบริโภคภาคเอกชนยังมีความเปราะบางจากหนี้ครัวเรือนและตลาดแรงงาน โดยอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นจาก 0.8% ในช่วงต้นปี เป็น 1.1% ในข้อมูลล่าสุด ขณะที่จำนวนผู้ขอรับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แม้ข้อมูลเดือนล่าสุดจะปรับลดลงเล็กน้อย

ด้านสินเชื่อ แม้สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ขยายตัวได้ดี แต่สินเชื่อ SME ยังคงหดตัว และหากข้อมูลเดือนกันยายนยังติดลบ จะเป็นการหดตัวติดต่อกันถึง 17 ไตรมาส ขณะที่สินเชื่อด้อยคุณภาพของกลุ่ม SME ยังอยู่ในระดับสูงเกือบ 10%

ดร.ดอน ย้ำว่า แม้การปรับปรุงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) อาจทำให้ตัวเลข GDP มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นอีก แต่ปัญหาการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแบบ K-shape ยังคงอยู่ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยและ SME ซึ่งเป็นประเด็นที่กรรมการให้ความสำคัญและมีการอภิปรายอย่างละเอียดในการประชุมครั้งนี้

“ที่สำคัญ ที่กรรมการให้ความสำคัญค่อนข้างมากในวันนี้ คือเรื่องความเป็น K-shape ของเศรษฐกิจไทย ว่าในอนาคต หากการใช้ MPI เข้าไป ตัวเลข GDP อาจจะดีขึ้น แต่ความเป็น K-shape ของรายย่อยและ SME ก็ยังคงอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่กรรมการให้ความสำคัญ และมีการอภิปรายในเชิงลึกค่อนข้างมาก”

เริ่มจับตาต้นทุนดอกเบี้ยต่ำยาว ยังไม่ปิดโอกาสลดดอกเบี้ย

อีกประเด็นสำคัญของการประชุมครั้งนี้คือ กนง. เพิ่มความเสี่ยงจากการคงอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานานต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว เข้ามาเป็นหนึ่งในประเด็นที่ต้องติดตาม

ดร.ดอนระบุว่า แม้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีขึ้น แต่ยังมีความเปราะบางและไม่ทั่วถึง คณะกรรมการจึงเห็นว่าการผ่อนคลายนโยบายการเงินในลักษณะ policy mix ที่ดำเนินควบคู่ไปกับนโยบายการคลังและมาตรการการเงินเฉพาะจุด มีความเหมาะสมในการประคองเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง

ดร.ดอน อธิบายว่า ในการประชุมครั้งก่อน กนง. มองว่าการลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมอาจมีผลได้ไม่คุ้มเสีย แต่การประชุมครั้งนี้ได้พิจารณาเพิ่มเติมว่า แม้ไม่จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยอีก การคงดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำเป็นเวลานานก็อาจก่อให้เกิดต้นทุนต่อระบบเศรษฐกิจการเงินได้เช่นกัน

“คราวที่แล้ว เราคุยกันว่าดอกเบี้ยลงต่อจากนี้ได้ไม่คุ้มเสีย … แต่รอบนี้ก็จะบอกว่าอาจจะไม่ต้องลงแล้ว แต่ว่าเรื่องของการที่อยู่ในระดับต่ำนาน มันก็มีต้นทุนเพิ่มขึ้น”

โดยภาพรวม กรรมการเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาวะที่เงินเฟ้อปรับสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทาน อย่างไรก็ดี ต้องติดตามทั้งผลของเงินเฟ้อและผลของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่อไป

สำหรับความเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่

  • พัฒนาการของสงครามในตะวันออกกลางและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์
  • ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ซึ่งแตกต่างจากการประชุมครั้งก่อนที่เน้นความเสี่ยงจากการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยครั้งนี้ให้น้ำหนักไปที่ต้นตอโดยตรง คือราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง และผลของปรากฏการณ์เอลนีโญ
  • ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SME และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากครั้งก่อน
  • ผลของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินในระยะยาว ซึ่งเป็นประเด็นที่เพิ่มเข้ามาใหม่ในการประชุมครั้งนี้ และรวมถึงพื้นที่ในการดำเนินนโยบายการเงิน (policy space) ด้วย

ในช่วงถามตอบกับสื่อมวลชน ซึ่งถามว่าดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานานและมีผลต่อเสถียรภาพ เท่ากับปิดโอกาสการลดดอกเบี้ยในขณะนี้หรือไม่ และหากดอกเบี้ยจะปรับเป็นขาขึ้นต้องเกิดจากปัจจัยใด ดร.ดอนชี้แจงว่า คณะกรรมการไม่ได้ปิดโอกาสการลดดอกเบี้ย เพราะการดำเนินนโยบายขึ้นอยู่กับแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต (outlook dependent) หากเกิดวิกฤติรุนแรง กนง. ก็สามารถลดดอกเบี้ยได้เช่นในอดีต เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังไม่ได้อยู่ในระดับต่ำที่สุด ยังมีช่องให้ลดได้อีก

ในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่องและแข็งแกร่งขึ้นในระดับหนึ่ง กนง. ก็ต้องพิจารณาลดระดับการผ่อนคลายนโยบายลง เนื่องจากปัจจุบันนโยบายการเงินอยู่ในภาวะผ่อนคลายค่อนข้างมาก ซึ่งจะช่วยเพิ่มพื้นที่ในการดำเนินนโยบายการเงิน (policy space) ด้วย

ดร.ดอนกล่าวว่า กรรมการยังมองว่าดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำมีผลต่อการจัดสรรทรัพยากร (allocation of resources) โดยยกตัวอย่างว่าสินเชื่อขยายตัวได้ค่อนข้างดี แต่เป็นการเติบโตในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่สามารถกู้ได้ในต้นทุนต่ำ นอกจากนี้ ต้องติดตามว่าจะเกิดพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทน (search for yield) โดยประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควรจะเป็นหรือไม่ อย่างไรก็ตาม กนง. ยังไม่พบสัญญาณความเสี่ยงด้านนี้อย่างชัดเจนในปัจจุบัน โดยมองว่าเป็นความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังในระยะยาว

การพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยไม่จำเป็นต้องรอให้เศรษฐกิจกลับไปขยายตัวเต็มศักยภาพ หากประเมินได้ว่าเศรษฐกิจกำลังมีแนวโน้มฟื้นตัวไปสู่ระดับศักยภาพในอีกไม่กี่เดือนหรือไม่กี่ไตรมาส ก็อาจทยอยปรับขึ้นล่วงหน้าได้ โดยต้องเป็นการดำเนินนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ดร.ดอน ยังระบุว่า กนง. ไม่ต้องการให้การปรับขึ้นดอกเบี้ยเกิดจากภาวะจำเป็นที่ถูกบีบจากเงินเฟ้อที่สูงขึ้นหรือเงินทุนไหลออกอย่างฉับพลัน แต่ต้องการให้การปรับทิศทางนโยบายเป็นผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้น

สำหรับทิศทางดอกเบี้ยโลกที่เริ่มกลับมาเป็นขาขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เปลี่ยนไปชัดเจนที่สุดจากการประชุมครั้งก่อน โดยธนาคารกลางหลายแห่งกลับมาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีการพูดคุยกันถึงการปรับขึ้นดอกเบี้ย และตลาดคาดว่าอาจขึ้นได้อีกถึง 3 ครั้ง คณะกรรมการจึงนำประเด็นนี้มาพิจารณาในการประชุมครั้งนี้ โดยเฉพาะผลของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้นต่อเศรษฐกิจและระบบการเงินไทย

กนง. เห็นว่าแม้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับต่างประเทศจะกว้างขึ้น แต่เงินบาทและเงินทุนเคลื่อนย้ายยังมีเสถียรภาพ การอ่อนค่าลงของเงินบาทอยู่ในกรอบที่อธิบายได้ด้วยปัจจัยพื้นฐาน โดยเงินบาทอ่อนค่าจากต้นปีประมาณ 7% และไม่พบการไหลออกของเงินทุนเคลื่อนย้าย ขณะที่ฐานะด้านต่างประเทศของไทยยังแข็งแกร่ง ทั้งเงินสำรองระหว่างประเทศและแนวโน้มดุลบัญชีเดินสะพัดที่คาดว่าจะกลับมาเกินดุลในปีหน้า

อย่างไรก็ตาม กนง. ยังต้องติดตามความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะฐานะการคลัง เนื่องจากประสบการณ์ของบางประเทศในภูมิภาคสะท้อนว่าความผันผวนของค่าเงินและเงินทุนเคลื่อนย้ายไม่ได้เกิดจากส่วนต่างดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...