กนง. คงดอกเบี้ย 1% จับตาเงินเฟ้อเสี่ยงพุ่งจากน้ำมันแพง เตือนดอกเบี้ยต่ำยาวมีต้นทุนต่อเสถียรภาพ
กนง.มีมติเอกฉันท์ 6 เสียง คงดอกเบี้ยนโยบาย 1% ประเมินเงินเฟ้อเสี่ยงทะลุ 3% ชั่วคราวจากราคาพลังงาน จับตาความไม่แน่นอนช่องแคบฮอร์มุซและข้อจำกัดกองทุนน้ำมันที่ติดลบราว 1 แสนล้านบาท พร้อมเพิ่มประเด็นความเสี่ยงจากการคงดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานานต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินระยะยาว ขณะที่ปรับเพิ่ม GDP ปีนี้เป็น 2.4% และปีหน้า 2.1% จากแรงหนุนส่งออกและการลงทุนในอุตสาหกรรม AI แต่ยอมรับเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง
วันที่ 28 ตุลาคม 2569 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.00 ต่อปี ในการประชุมครั้งที่ 5/2569 โดยในการประชุมครั้งนี้ กรรมการ 1 ราย ลาประชุม
ในแถลงการณ์ผลการประชุม กนง.ระบุว่า เศรษฐกิจไทยได้รับแรงส่งต่อเนื่องจากวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ แต่อัตราการเติบโตยังต่ำกว่าศักยภาพและผลดียังกระจุกตัว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นชั่วคราวในปีนี้จากปัจจัยด้านอุปทาน ด้านสินเชื่อรวมขยายตัวจากธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่สินเชื่อ SMEs ยังคงหดตัว โดยต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง คณะกรรมการฯ เห็นว่าการดำเนินนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายควบคู่ไปกับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวไม่ทั่วถึง จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ แต่ต้องติดตามความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงจากราคาน้ำมันและผลของปรากฏการณ์เอลนีโญซึ่งอาจส่งผลต่อการส่งผ่านต้นทุนในระยะข้างหน้า
เศรษฐกิจปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มขยายตัวที่ร้อยละ 2.4 และ 2.1 ตามลำดับ โดยมีแรงส่งที่ดีกว่าคาดจากการส่งออกและการลงทุนตามวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ อย่างไรก็ดี ผลดีจากกิจกรรมดังกล่าวส่วนใหญ่จำกัดอยู่กับธุรกิจและแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการที่เกี่ยวข้อง ด้านการบริโภคภาคเอกชนยังถูกกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ตลาดแรงงานและกำลังซื้อที่เปราะบางโดยเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อยที่เผชิญแรงกดดันค่าครองชีพ ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มปรับลดลงจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทั้งนี้ เศรษฐกิจในภาพรวมยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ขณะที่ SMEs ยังเผชิญอุปสรรคในการปรับตัวและปัญหาด้านการแข่งขันที่รุนแรง
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 2.1 และ 1.3 ตามลำดับ โดยจะปรับสูงขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้จนถึงต้นปีหน้าจากราคาพลังงานและผลของปรากฏการณ์เอลนีโญ ก่อนที่จะกลับไปอยู่ในระดับต่ำจากผลของฐานและอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำส่วนหนึ่งจากปัญหาเชิงโครงสร้าง สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 1.2 และ 1.3 ตามลำดับ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย ทั้งนี้ ต้องติดตามความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อจะสูงกว่าที่ประเมินไว้จากสงครามในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ข้อจำกัดของมาตรการพยุงราคาพลังงาน และการส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการไปยังอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน รวมถึงเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลาง
อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. อ่อนค่าลงจากการปรับมุมมองของตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินสหรัฐฯ ที่เข้มงวดมากขึ้น ประกอบกับราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับเพิ่มขึ้นบ้างตามทิศทางตลาดการเงินโลก อย่างไรก็ดี ต้นทุนการกู้ยืมของภาคเอกชนผ่านสินเชื่อซึ่งเป็นช่องทางระดมทุนหลักยังทรงตัวสอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยสินเชื่อรวมขยายตัวจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญ ส่วนใหญ่เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับเสริมสภาพคล่องของกิจการและรองรับต้นทุนที่สูงขึ้น และอีกส่วนหนึ่งสอดรับกับกระแสการลงทุนระลอกใหม่ ขณะที่สินเชื่อ SMEs ยังหดตัวต่อเนื่องในเกือบทุกสาขา โดยสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง สำหรับคุณภาพสินเชื่อโดยรวมทรงตัว แต่ต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบางในระยะข้างหน้า
ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทาน โดยต้องติดตามแนวโน้มและความเสี่ยงเงินเฟ้อ รวมทั้งผลของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว
เงินเฟ้อเสี่ยงทะลุ 3% ไตรมาส 4 จับตาน้ำมัน–กองทุนน้ำมัน
ดร.ดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง.เพิ่มเติมว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ 6 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ต่อปี โดยกรรมการ 1 รายลาประชุม เนื่องจากประเมินว่าการดำเนินนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายปัจจุบัน ควบคู่กับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด ยังมีความเหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและมีผลดีไม่ทั่วถึง
อย่างไรก็ตาม กนง. เห็นว่าต้องติดตามแนวโน้มและความเสี่ยงด้านเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด รวมทั้งผลของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว ซึ่งเป็นประเด็นที่กรรมการให้ความสำคัญเพิ่มเติมจากการประชุมครั้งก่อน
ดร.ดอน กล่าวว่า กนง. ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทาน โดยคาดว่าในไตรมาส 4 ปี 2569 จะเป็นไตรมาสแรกที่เงินเฟ้อทั่วไปปรับสูงเกิน 3% ซึ่งเป็นขอบบนของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ และจะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องถึงไตรมาสแรกของปี 2570 ก่อนปรับลดลงค่อนข้างรวดเร็วจากผลของฐานและอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังอ่อนแอ
ทั้งนี้ กนง. ปรับลดประมาณการเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 เหลือ 2.1% จากเดิม 2.8% ที่ประมาณการในเดือนมิถุนายน และปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2570 เหลือ 1.3% จากเดิม 1.4% ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะอยู่ที่ 1.2% และ 1.3% ตามลำดับ
แม้ภาพรวมเงินเฟ้อจะยังไม่น่ากังวลมากนัก แต่ กนง. เห็นว่ามีปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
ดร.ดอนระบุว่า ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าปริมาณน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงช่วงก่อนเกิดวิกฤติพลังงาน เนื่องจากมีการปรับวิธีขนส่งจากการใช้เรือซูเปอร์แทงเกอร์ มาเป็นเรือขนาดเล็กลง โดยมีกองทัพสหรัฐคุ้มครอง แต่การคุ้มครองมีต้นทุน ทำให้ตลาดยังคงบวก “พรีเมียม” ไว้ในราคาน้ำมัน
“แม้ปริมาณน้ำมันจะยังขนส่งได้ตามปกติ แต่ราคายังมีความไม่แน่นอนสูง เพราะตลาดให้วอร์พรีเมียม (war premium) ว่าสหรัฐจะคุ้มครองได้นานเพียงใด” ดร.ดอนกล่าว ราคาน้ำมันจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่คณะกรรมการให้ติดตามอย่างใกล้ชิด
กนง.ประเมินราคาน้ํามันดูไบรอบนี้ ได้ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลล์ก่อนที่จะลดลงมาอยู่ที่ 76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลล์ในปีหน้า
อีกประเด็นที่กรรมการตั้งข้อสังเกตคือมาตรการพยุงราคาพลังงาน โดยเฉพาะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งตัวเลขล่าสุดติดลบประมาณ 1 แสนล้านบาท ใกล้เคียงระดับติดลบสูงสุดในอดีตที่ราว 1.2–1.3 แสนล้านบาท แสดงว่ากองทุนอาจยังติดลบเพิ่มได้อีก แต่เหลือพื้นที่จำกัด
ดร.ดอนกล่าวว่า หากกองทุนน้ำมันมีข้อจำกัด ราคาน้ำมันในประเทศจะต้องถูกปล่อยให้ลอยตัวสูงขึ้นกว่าปัจจุบัน ซึ่งจะส่งผลต่อเงินเฟ้อในประเทศด้วย
อย่างไรก็ตาม กนง. ยังไม่พบสัญญาณที่น่ากังวลมากนักจากการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการไปยังราคาสินค้า โดยผลสำรวจพบว่าผู้ประกอบการประมาณ 60% อยู่ในกลุ่มที่ไม่ได้ปรับขึ้นราคาและไม่มีแผนปรับขึ้น หรือเคยปรับราคาแล้วแต่ไม่มีแผนปรับเพิ่มอีก ขณะที่กลุ่มที่มีแผนปรับขึ้นราคามีประมาณ 35%
สาเหตุสำคัญมาจากเศรษฐกิจไทยที่แม้จะขยายตัวดีขึ้น แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพ โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนที่ยังไม่เข้มแข็ง ทำให้ผู้ประกอบการมีข้อจำกัดในการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภค ขณะที่ “เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้”
ดังนั้น ความเสี่ยงเงินเฟ้อในรอบนี้จึงอยู่ที่การปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันโดยตรง มากกว่าการส่งผ่านต้นทุนเป็นวงกว้าง นอกจากนี้ กนง. ยังต้องติดตามผลของปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจเพิ่มแรงกดดันด้านราคา โดยประเมินว่าความเสี่ยงจากเอลนีโญมีน้ำหนักต่อเงินเฟ้อมากกว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ปรับเพิ่ม GDP แต่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวแบบ K-shape
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจ กนง. ปรับเพิ่มประมาณการ GDP ปี 2569 เป็น 2.4% จากเดิม 2.3% และปี 2570 เป็น 2.1% จากเดิม 1.8% โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนที่ได้รับประโยชน์จากวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI)
กนง. ปรับเพิ่มคาดการณ์มูลค่าการส่งออกสินค้าปีนี้เป็นขยายตัว 22% จากเดิม 14% และปีหน้าเป็น 15% จากเดิม 4.6% ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัว 13% ในปีนี้ และ 7.6% ในปีหน้า
ดร.ดอน ระบุว่า ประเทศไทยอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม AI ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการส่งออกและการลงทุน และคาดว่าจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อเนื่องอีกระยะหนึ่ง
ผลดีจากการขยายตัวยังค่อนข้างกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI ขณะที่ภาคเศรษฐกิจอื่น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เผชิญการแข่งขันจากสินค้าจีน ภาคยานยนต์ และการท่องเที่ยว ยังไม่ได้ฟื้นตัวอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ การบริโภคภาคเอกชนยังมีความเปราะบางจากหนี้ครัวเรือนและตลาดแรงงาน โดยอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นจาก 0.8% ในช่วงต้นปี เป็น 1.1% ในข้อมูลล่าสุด ขณะที่จำนวนผู้ขอรับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แม้ข้อมูลเดือนล่าสุดจะปรับลดลงเล็กน้อย
ด้านสินเชื่อ แม้สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ขยายตัวได้ดี แต่สินเชื่อ SME ยังคงหดตัว และหากข้อมูลเดือนกันยายนยังติดลบ จะเป็นการหดตัวติดต่อกันถึง 17 ไตรมาส ขณะที่สินเชื่อด้อยคุณภาพของกลุ่ม SME ยังอยู่ในระดับสูงเกือบ 10%
ดร.ดอน ย้ำว่า แม้การปรับปรุงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) อาจทำให้ตัวเลข GDP มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นอีก แต่ปัญหาการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแบบ K-shape ยังคงอยู่ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยและ SME ซึ่งเป็นประเด็นที่กรรมการให้ความสำคัญและมีการอภิปรายอย่างละเอียดในการประชุมครั้งนี้
“ที่สำคัญ ที่กรรมการให้ความสำคัญค่อนข้างมากในวันนี้ คือเรื่องความเป็น K-shape ของเศรษฐกิจไทย ว่าในอนาคต หากการใช้ MPI เข้าไป ตัวเลข GDP อาจจะดีขึ้น แต่ความเป็น K-shape ของรายย่อยและ SME ก็ยังคงอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่กรรมการให้ความสำคัญ และมีการอภิปรายในเชิงลึกค่อนข้างมาก”
เริ่มจับตาต้นทุนดอกเบี้ยต่ำยาว ยังไม่ปิดโอกาสลดดอกเบี้ย
อีกประเด็นสำคัญของการประชุมครั้งนี้คือ กนง. เพิ่มความเสี่ยงจากการคงอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานานต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว เข้ามาเป็นหนึ่งในประเด็นที่ต้องติดตาม
ดร.ดอนระบุว่า แม้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีขึ้น แต่ยังมีความเปราะบางและไม่ทั่วถึง คณะกรรมการจึงเห็นว่าการผ่อนคลายนโยบายการเงินในลักษณะ policy mix ที่ดำเนินควบคู่ไปกับนโยบายการคลังและมาตรการการเงินเฉพาะจุด มีความเหมาะสมในการประคองเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง
ดร.ดอน อธิบายว่า ในการประชุมครั้งก่อน กนง. มองว่าการลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมอาจมีผลได้ไม่คุ้มเสีย แต่การประชุมครั้งนี้ได้พิจารณาเพิ่มเติมว่า แม้ไม่จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยอีก การคงดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำเป็นเวลานานก็อาจก่อให้เกิดต้นทุนต่อระบบเศรษฐกิจการเงินได้เช่นกัน
“คราวที่แล้ว เราคุยกันว่าดอกเบี้ยลงต่อจากนี้ได้ไม่คุ้มเสีย … แต่รอบนี้ก็จะบอกว่าอาจจะไม่ต้องลงแล้ว แต่ว่าเรื่องของการที่อยู่ในระดับต่ำนาน มันก็มีต้นทุนเพิ่มขึ้น”
โดยภาพรวม กรรมการเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาวะที่เงินเฟ้อปรับสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทาน อย่างไรก็ดี ต้องติดตามทั้งผลของเงินเฟ้อและผลของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่อไป
สำหรับความเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่
- พัฒนาการของสงครามในตะวันออกกลางและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์
- ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ซึ่งแตกต่างจากการประชุมครั้งก่อนที่เน้นความเสี่ยงจากการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยครั้งนี้ให้น้ำหนักไปที่ต้นตอโดยตรง คือราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง และผลของปรากฏการณ์เอลนีโญ
- ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SME และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากครั้งก่อน
- ผลของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินในระยะยาว ซึ่งเป็นประเด็นที่เพิ่มเข้ามาใหม่ในการประชุมครั้งนี้ และรวมถึงพื้นที่ในการดำเนินนโยบายการเงิน (policy space) ด้วย
ในช่วงถามตอบกับสื่อมวลชน ซึ่งถามว่าดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานานและมีผลต่อเสถียรภาพ เท่ากับปิดโอกาสการลดดอกเบี้ยในขณะนี้หรือไม่ และหากดอกเบี้ยจะปรับเป็นขาขึ้นต้องเกิดจากปัจจัยใด ดร.ดอนชี้แจงว่า คณะกรรมการไม่ได้ปิดโอกาสการลดดอกเบี้ย เพราะการดำเนินนโยบายขึ้นอยู่กับแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต (outlook dependent) หากเกิดวิกฤติรุนแรง กนง. ก็สามารถลดดอกเบี้ยได้เช่นในอดีต เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังไม่ได้อยู่ในระดับต่ำที่สุด ยังมีช่องให้ลดได้อีก
ในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่องและแข็งแกร่งขึ้นในระดับหนึ่ง กนง. ก็ต้องพิจารณาลดระดับการผ่อนคลายนโยบายลง เนื่องจากปัจจุบันนโยบายการเงินอยู่ในภาวะผ่อนคลายค่อนข้างมาก ซึ่งจะช่วยเพิ่มพื้นที่ในการดำเนินนโยบายการเงิน (policy space) ด้วย
ดร.ดอนกล่าวว่า กรรมการยังมองว่าดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำมีผลต่อการจัดสรรทรัพยากร (allocation of resources) โดยยกตัวอย่างว่าสินเชื่อขยายตัวได้ค่อนข้างดี แต่เป็นการเติบโตในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่สามารถกู้ได้ในต้นทุนต่ำ นอกจากนี้ ต้องติดตามว่าจะเกิดพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทน (search for yield) โดยประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควรจะเป็นหรือไม่ อย่างไรก็ตาม กนง. ยังไม่พบสัญญาณความเสี่ยงด้านนี้อย่างชัดเจนในปัจจุบัน โดยมองว่าเป็นความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังในระยะยาว
การพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยไม่จำเป็นต้องรอให้เศรษฐกิจกลับไปขยายตัวเต็มศักยภาพ หากประเมินได้ว่าเศรษฐกิจกำลังมีแนวโน้มฟื้นตัวไปสู่ระดับศักยภาพในอีกไม่กี่เดือนหรือไม่กี่ไตรมาส ก็อาจทยอยปรับขึ้นล่วงหน้าได้ โดยต้องเป็นการดำเนินนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ดร.ดอน ยังระบุว่า กนง. ไม่ต้องการให้การปรับขึ้นดอกเบี้ยเกิดจากภาวะจำเป็นที่ถูกบีบจากเงินเฟ้อที่สูงขึ้นหรือเงินทุนไหลออกอย่างฉับพลัน แต่ต้องการให้การปรับทิศทางนโยบายเป็นผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้น
สำหรับทิศทางดอกเบี้ยโลกที่เริ่มกลับมาเป็นขาขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เปลี่ยนไปชัดเจนที่สุดจากการประชุมครั้งก่อน โดยธนาคารกลางหลายแห่งกลับมาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีการพูดคุยกันถึงการปรับขึ้นดอกเบี้ย และตลาดคาดว่าอาจขึ้นได้อีกถึง 3 ครั้ง คณะกรรมการจึงนำประเด็นนี้มาพิจารณาในการประชุมครั้งนี้ โดยเฉพาะผลของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้นต่อเศรษฐกิจและระบบการเงินไทย
กนง. เห็นว่าแม้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับต่างประเทศจะกว้างขึ้น แต่เงินบาทและเงินทุนเคลื่อนย้ายยังมีเสถียรภาพ การอ่อนค่าลงของเงินบาทอยู่ในกรอบที่อธิบายได้ด้วยปัจจัยพื้นฐาน โดยเงินบาทอ่อนค่าจากต้นปีประมาณ 7% และไม่พบการไหลออกของเงินทุนเคลื่อนย้าย ขณะที่ฐานะด้านต่างประเทศของไทยยังแข็งแกร่ง ทั้งเงินสำรองระหว่างประเทศและแนวโน้มดุลบัญชีเดินสะพัดที่คาดว่าจะกลับมาเกินดุลในปีหน้า
อย่างไรก็ตาม กนง. ยังต้องติดตามความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะฐานะการคลัง เนื่องจากประสบการณ์ของบางประเทศในภูมิภาคสะท้อนว่าความผันผวนของค่าเงินและเงินทุนเคลื่อนย้ายไม่ได้เกิดจากส่วนต่างดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศด้วย