ก้าวต่อไปของ MIS กับการรักษากระดูกสันหลัง เปิดใจ อ.นพ.วิทย์ โคธีรานุรักษ์ กับการยกระดับ Endo – Fusion สู่มาตรฐานใหม่การผ่าตัด
ปวดหลัง ปวดคอ อาการชา หรืออาการปวดร้าวตามแขนขา อาจเป็นอาการที่หลายคนคุ้นเคยและเลือกที่จะ ‘ทน’ หรือคิดว่าเป็นเพียงอาการเมื่อยล้าจากการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน แต่เมื่ออาการเหล่านี้รบกวนการเคลื่อนไหว การทำงาน หรือคุณภาพชีวิต ปัญหากระดูกสันหลังอาจไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป
ประเด็นสำคัญ
- จากแรงบันดาลใจในครอบครัว สู่สนามผ่าตัดที่ท้าทายที่สุด
- จุดเปลี่ยน: เมื่อ MIS เปลี่ยนโลกการผ่าตัด
- Endo-Fusion: แผลเล็กที่สุด แต่เป้าหมายใหญ่เท่าเดิม
- ทำไม Endo-Fusion ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือ Learning Curve
- ใครเหมาะกับ Endoscopic Spine Surger
- เมื่อคนไข้รู้สึก ‘เหมือนไม่ได้ผ่าตัด’
- ก้าวต่อไปของ MIS ในประเทศไทย
ปัญหาสุขภาพของกระดูกสันหลังเป็นหนึ่งในภาระสุขภาพที่สำคัญของคนทั่วโลก โดยเฉพาะอาการปวดหลังส่วนล่าง ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของภาวะทุพพลภาพ และสามารถเกิดขึ้นได้กับคนหลากหลายช่วงวัย ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในผู้สูงอายุ
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ World Spine Day ซึ่งตรงกับวันที่ 16 ตุลาคมของทุกปี มีขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพกระดูกสันหลัง ตั้งแต่การป้องกัน การดูแลรักษา ไปจนถึงการเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมเมื่อเกิดปัญหา
เมื่อการรักษาจำเป็นต้องไปถึงขั้นตอนการผ่าตัด คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง ‘แผลเล็กแค่ไหน’ แต่คือ ‘ทำอย่างไรให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสมและกลับไปใช้ชีวิตได้เร็วที่สุด โดยลดผลกระทบจากการผ่าตัดให้มากที่สุด’
ท่ามกลางความก้าวหน้าของการผ่าตัดแผลเล็ก (MIS, Minimally Invasive Surgery) ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แนวคิดนี้ได้ผลักดันการผ่าตัดกระดูกสันหลังให้พัฒนาไปอีกขั้นจาก MIS แบบดั้งเดิม สู่การผ่าตัดผ่านกล้องเอนโดสโคป หรือที่เรียกว่า Endo-Fusion ซึ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในเทคนิคสำคัญของศัลยแพทย์กระดูกสันหลังยุคใหม่
หนึ่งในแพทย์ผู้ผลักดันแนวทางนี้ในประเทศไทยและในระดับนานาชาติ คืออ.นพ.วิทย์ โคธีรานุรักษ์ ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง ภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แห่ง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
จากแรงบันดาลใจในครอบครัว สู่สนามผ่าตัดที่ท้าทายที่สุด
ด้วยการเติบโตมาในครอบครัวแพทย์ ทำให้อาชีพนี้ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นแรงบันดาลใจ ‘การช่วยเหลือคนสร้างความสุขได้จริง’ จึงเป็นจุดเริ่มต้น
เมื่อเข้าสู่สายศัลยกรรมกระดูก เขาเลือก ‘กระดูกสันหลัง’ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสาขาที่ท้าทายที่สุด เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับเส้นประสาทไขสันหลังที่ละเอียดอ่อน
“ถ้ามีความผิดพลาดเพียงเล็กน้อย คนไข้อาจสูญเสียความสามารถในการใช้แขนขาได้ นี่คือความกดดันที่เราต้องจัดการอยู่เป็นประจำ”
จุดเปลี่ยน: เมื่อ MIS เปลี่ยนโลกการผ่าตัด
ภาพจำเดิมของการผ่าตัดกระดูกสันหลังคือแผลใหญ่ เสียเลือดมาก ต้องพักฟื้นเป็นสัปดาห์ และใช้เวลานานกว่าจะกลับมาใช้ชีวิตปกติได้
แต่เมื่อได้มาดูการผ่าตัดแผลเล็ก (MIS) ที่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ภาพนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
คนไข้สามารถลุกเดินได้ในวันถัดมา เจ็บแผลน้อยมาก อาการเจ็บปวดต่างๆหายไป และกลับบ้านไปใช้ชีวิตตามเดิมได้ภายใน 1-2 วัน
สำหรับเขา นี่คือ ‘การเปลี่ยนแปลงการผ่าตัดอย่างสิ้นเชิง’
Endo-Fusion: แผลเล็กที่สุด แต่เป้าหมายใหญ่เท่าเดิม
นพ.วิทย์ โคธีรานุรักษ์ ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง จาก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า การผ่าตัด Endo-Fusion เป็นการสอดกล้องขนาดไม่ถึง 1 เซนติเมตร ผ่านกล้ามเนื้อเข้าสู่ตำแหน่งที่กดทับเส้นประสาท โดยไม่เลาะกล้ามเนื้อแกนกลางของหลัง จากนั้นจึงขยายช่องโพรงประสาท คลายการกดทับ และใส่หมอนรองกระดูกเทียมเข้าไปทดแทนหมอนเดิมที่เสื่อมสภาพ พร้อมเสริมความมั่นคงให้โครงสร้างกระดูกสันหลังในขั้นตอนเดียวกัน
ขนาดแผลอาจเล็กเพียงปลายนิ้ว แต่ภายในคือการทำงานกับโครงสร้างที่ละเอียดที่สุดส่วนหนึ่งของร่างกาย
“เป้าหมายของทุกเทคนิคเหมือนกัน แต่ Endo-Fusion คือการเลือกเส้นทางที่เล็กที่สุดแต่แม่นยำ และบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อน้อยที่สุด”
โดยผลลัพธ์ทางคลินิกไม่ต่างจากการผ่าตัดเปิด แต่สิ่งที่ได้เพิ่มคือ
- เสียเลือดน้อย
- อัตราการติดเชื้อต่ำ
- ฟื้นตัวเร็ว
- ลดความเจ็บปวดหลังผ่าตัดอย่างชัดเจน
ทำไม Endo-Fusion ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือ Learning Curve
แม้เทคโนโลยีจะพร้อม แต่ Endo-fusion ไม่ใช่เทคนิคที่แพทย์จบใหม่จะทำได้ทันที โดยเฉพาะการผ่าตัดแบบ ‘1 รู’ ที่ศัลยแพทย์ต้องทำงานภายใต้ภาพจากจอภาพของ Endoscopic
การขยับเพียงเล็กน้อยต้องผ่านการฝึกซ้ำหลายสิบครั้ง
การสร้างความนิ่งของมือ และความเข้าใจเชิงมิติในพื้นที่ที่จำกัด คือหัวใจสำคัญ
“ข้อจำกัดของ Endo-Fusion ไม่ใช่เครื่องมือ แต่คือ Skill ของศัลยแพทย์”
แพทย์ต้องผ่านเคสหลายสิบหรือหนึ่งร้อย จึงจะเริ่มเข้าสู่จุดที่ผลลัพธ์นิ่งและภาวะแทรกซ้อนต่ำ
นี่คือเหตุผลที่แม้เทคนิคนี้จะได้รับความนิยมมากขึ้นในเอเชีย แต่การยอมรับยังคงขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้ผ่าตัดเป็นหลัก
ใครเหมาะกับ Endoscopic Spine Surger
ปัจจุบันสามารถใช้ได้กับโรคกระดูกสันหลังเกือบทุกชนิดตั้งแต่หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ไปจนถึงการผ่าตัดแบบ Endoscopic Fusion ในผู้ป่วยที่กระดูกสันหลังไม่มั่นคง
ยกเว้นบางกรณี เช่น กระดูกคดขนาดใหญ่ ที่ยังจำเป็นต้องผ่าตัดเปิด ที่น่าสนใจคือ เทคโนโลยีนี้ยังช่วยให้ผู้สูงอายุจำนวนมากสามารถผ่าตัดภายใต้ยาชาเฉพาะที่ ลดความเสี่ยงจากการดมยาสลบ
เมื่อคนไข้รู้สึก ‘เหมือนไม่ได้ผ่าตัด’
หนึ่งในเคสที่สร้างความประทับใจ คือการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกแบบ Endoscopic Fusion แม้ขั้นตอนภายในจะเป็นการใส่อุปกรณ์เพื่อเสริมความมั่นคงของกระดูกสันหลัง
แต่คนไข้สามารถลุกเดินได้ในวันเดียวกัน “ผ่าเช้า บ่ายลุกเดินได้เอง เขาบอกว่ารู้สึกเหมือนไม่ได้ผ่าตัด ทั้งที่จริงเราใส่อุปกรณ์เข้าไปแล้ว” ความรู้สึกของคนไข้คือ ‘ไม่เจ็บ ไม่ช้ำ ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลหลายวัน’ แต่ในมุมของศัลยแพทย์ นั่นคือการทำงานในพื้นที่จำกัดระดับมิลลิเมตร ด้วยความแม่นยำสูงสุดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ทำให้อาการผิดปกติของคนไข้หายสนิทที่สุด
ก้าวต่อไปของ MIS ในประเทศไทย
ปัจจุบันการผ่าตัดกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งระบบนำวิถี (Navigation), หุ่นยนต์ผ่าตัด, AR/VR และ 3D Printing เพื่อเพิ่มความแม่นยำ และเปิดโอกาสให้การวางแผนและการผ่าตัดมีความเฉพาะเจาะจงกับผู้ป่วยแต่ละรายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดยังต้องอาศัยทั้งข้อบ่งชี้ที่ถูกต้อง และความเชี่ยวชาญของผู้ผ่าตัด
“เพราะไม่ใช่ทุกคนต้องผ่าตัด Endo-Fusion และการผ่าตัดต้องตรงกับปัญหาจริงๆ”
ด้วยประสบการณ์และการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการผ่าตัดกระดูกสันหลังอย่างต่อเนื่อง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จึงมุ่งนำเทคโนโลยีและเทคนิคการผ่าตัดสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับการรักษากระดูกสันหลังให้ก้าวไปอีกขั้น และเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผ่าตัดกระดูกสันหลัง MIS ครบวงจรในประเทศไทยเทียบเท่านานาชาติ