จากแข้งแก้ขัดสู่ตัวหลัก! ถอดรหัสทำไม อิราโอล่า ถึงเลือกใช้ โรนัลด์ อเราโฮ ยืนแบ็กขวา
จากแข้งขัดตาทัพสู่ตัวหลักแนวรับ! ลิเวอร์พูลพบทางแก้เกมรับจากการใช้ โรนัลด์ อเราโฮ ยืนแบ็กขวา
การขยับ โรนัลด์ อเราโฮ มาเล่นแบ็กขวา อาจกลายเป็นทางออกที่ ลิเวอร์พูล ค้นพบโดยไม่ตั้งใจ สำหรับปัญหาเกมรับที่ทีมกำลังเผชิญ และยังทำให้พวกเขาเดินตามแนวทางเดียวกับหลายสโมสรในพรีเมียร์ลีกอีกด้วย
พัฒนาการในเกมรับของทัพ "หงส์แดง" ไม่ได้เกิดขึ้นจากนักเตะเพียงคนเดียว เพราะ เฌเรมี่ ฌักเกต์ ปรับตัวเข้ากับทีมได้อย่างยอดเยี่ยม ขณะที่ อลีสซง เบ็คเกอร์ ก็กลับมาอยู่ในฟอร์มที่ดีที่สุด และบรรดาแนวรุกต่างช่วยกันไล่เพรสซิ่งและทำงานหนักมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากจะมองหาปัจจัยสำคัญที่สุดที่ช่วยให้ ลิเวอร์พูล เก็บคลีนชีตในศึกพรีเมียร์ลีกได้ถึง 3 นัดติดต่อกัน การเข้ามาของ อเราโฮ ในตำแหน่งแบ็กขวาอาจเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญ
อเราโฮ ย้ายจาก บาร์เซโลน่า มาร่วมทีมด้วยสัญญายืมตัว โดยในช่วงแรกเขาถูกมองว่าเป็นผู้เล่นสารพัดประโยชน์ที่สามารถลงเล่นได้ทั้งเซนเตอร์แบ็กและแบ็กขวา เพื่อทดแทนช่วงที่ ฌักเกต์, โจวานนี่ เลโอนี่, คอเนอร์ แบรดลีย์ และ โจ โกเมซ กำลังเรียกความฟิตกลับมา
แต่หลังจากได้ออกสตาร์ตตัวจริง 5 นัดติดต่อกัน อเราโฮ กลับกลายเป็นหนึ่งในนักเตะกลุ่มแรก ๆ ที่ถูกใส่ชื่อในทีม และการมาของเขายังทำให้ ลิเวอร์พูล ขยับเข้าใกล้แนวทางการจัดทีมที่บรรดาคู่แข่งร่วมพรีเมียร์ลีกกำลังนำมาใช้มากขึ้นด้วย
เริ่มต้นใหม่ หลังเส้นทางอาชีพกับ บาร์เซโลน่า เริ่มโรยรา
การที่ ลิเวอร์พูล คว้าตัว อเราโฮ เข้ามาเป็นแนวรับสารพัดประโยชน์สำหรับฤดูกาลนี้ ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างเหนือความคาดหมาย เพราะให้ความรู้สึกเหมือนดีลที่ทำให้หลายคนต้องคิดว่า "ทำไมไม่มีทีมอื่นคิดคว้าตัวเขามาก่อน?"
แม้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จะมีการพูดถึงการคว้าตัวนักเตะแบบฉวยโอกาสอยู่บ่อยครั้ง แต่มีเพียงไม่กี่ดีลที่ประสบความสำเร็จจริง และ อเราโฮ ก็ดูเหมือนกำลังเป็นข้อยกเว้นของแนวโน้มดังกล่าว
มันดูเป็นเรื่องแปลกที่ "เดอะ เร้ดส์" สามารถยืมตัวกัปตันทีมบาร์เซโลน่า พร้อมออปชั่นซื้อขาดในราคา ต่ำกว่า 50 ล้านปอนด์ (ราว 2,200 ล้านบาท) ได้ แต่สถานการณ์ต่าง ๆ ทำให้กองหลังทีมชาติอุรุกวัยกลายเป็นนักเตะที่ไม่ได้รับความไว้วางใจในถิ่นคัมป์ นู อีกต่อไป
อเราโฮ เคยเป็นหนึ่งในนักเตะคนโปรดสมัยที่ ชาบี เอร์นานเดซ คุมทีม แต่การเข้ามารับตำแหน่งของ ฮันซี่ ฟลิค ทำให้สไตล์การเล่นของเขาไม่ค่อยเข้ากับแนวทางของกุนซือชาวเยอรมันอีกต่อไป
เมื่อมองหาโอกาสเริ่มต้นใหม่ในวัย 27 ปี อเราโฮ แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างรวดเร็วในการเล่นกับ ลิเวอร์พูล และดูเหมือนว่าเขาจะลดความหุนหันพลันแล่นในการตัดสินใจ ซึ่งเคยเป็นจุดที่สร้างปัญหาให้กับเขาในอดีตลงไปได้มาก
กองหลังชาวอุรุกวัยยอมลดค่าเหนื่อยเพื่อย้ายมาเล่นให้ "หงส์แดง" และเขาดูมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ ด้วยแนวทางการเล่นที่ดุดันแต่ผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชน อเราโฮ กำลังปรับตัวเข้ากับความต้องการและมาตรฐานของสโมสรได้เป็นอย่างดี
อเราโฮ ยืนแบ็กขวาลดการเสียประตู
หลังจากถูกส่งลงสนามในฐานะตัวสำรองใน 2 นัดแรก ของฤดูกาล ซึ่ง ลิเวอร์พูล เสมอ นิวคาสเซิ่ล และ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ด้วยสกอร์ 2-2 ทั้งสองเกม อเราโฮ ก็ได้รับโอกาสออกสตาร์ตตัวจริงในทุกนัดนับจากนั้น
โดยมีเพียงเกมเดียวเท่านั้นที่เขาไม่ได้เล่นในตำแหน่งแบ็กขวา นั่นคือเกมที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ในศึกคาราบาว คัพ เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา
ลิเวอร์พูล ยังไม่เสียประตูเลยในช่วงที่ อเราโฮ ลงเล่นเป็นฟูลแบ็ก และตลอด 3 เกมลีกที่ผ่านมา พวกเขามีค่าเฉลี่ยความน่าจะเป็นของการเสียประตู (xG) น้อยกว่าทุกทีมในพรีเมียร์ลีกอีกด้วย
แน่นอนว่า อเราโฮ ไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้เพียงคนเดียว เพราะ อันโดนี่ อิราโอล่า เน้นย้ำมาตลอดว่าการเล่นเกมรับเป็นหน้าที่ของทุก ๆ คนในทีม และทุกอย่างเริ่มต้นตั้งแต่แนวรุกไปจนถึงแนวรับ
อย่างไรก็ตาม คงยากที่จะปฏิเสธว่า การเปลี่ยนจาก เจเรมี่ ฟริมปง มาใช้ อเราโฮ ซึ่งมีแนวทางการเล่นที่เน้นเกมรับมากกว่า เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้กุนซือสร้างแนวรับที่แข็งแกร่งขึ้น
การเปลี่ยนจาก ฟริมปง มาเป็น อเราโฮ อาจทำให้ ลิเวอร์พูล ค้นพบวิธีรับมือกับคุณภาพอันยอดเยี่ยมของพรีเมียร์ลีก ซึ่งหลายสโมสรเริ่มนำแนวทางนี้มาใช้แล้วเช่นกัน
ลิเวอร์พูลอาจค้นพบแนวทางเดียวกับหลายทีมในพรีเมียร์ลีก
อาร์เซน่อล: ทีมที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในประเทศเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา และมีฟูลแบ็กถึงสองรายที่เดิมทีถูกมองว่าเป็นเซนเตอร์แบ็กโดยธรรมชาติ นั่นคือ เยอร์เรียน ทิมเบอร์ และ ริคคาร์โด้ คาลาฟิออรี่
แมนเชสเตอร์ ซิตี้: มีผู้เล่นที่โดยทั่วไปถูกมองว่าเป็นเซนเตอร์แบ็ก แต่ถูกใช้งานในตำแหน่งฟูลแบ็กเช่นกัน นั่นคือ ยอสโก้ กวาร์ดิโอล
แอสตัน วิลล่า: ทีมแถวหน้าของพรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา เลือกใช้งาน อารอน วาน-บิสซาก้า ในตำแหน่งแบ็กขวา โดยจุดเด่นของเขาคือการป้องกันและหยุดเกมรุกของคู่แข่ง
ในพรีเมียร์ลีกที่มีความเข้มข้นและเน้นพละกำลังมากขึ้นเรื่อย ๆ ยุคของฟูลแบ็กที่เติมเกมรุกแบบสุดทางเหมือนสมัย เยอร์เก้น คล็อปป์ กำลังเลือนหายไป ปัจจุบันหลายทีมเลือกวางผู้เล่นเกมรับไว้อย่างน้อย 3 คน และในกรณีของ อาร์เซน่อล มักจะกลายเป็นแนวรับถึง 4 คน ด้วยซ้ำ
หนึ่งในสิ่งที่ ลิเวอร์พูล มักจะโดนวิจารณ์ก็คือพวกเขามักถูกคู่แข่งวิ่งแซง และสู้แรงปะทะกับคู่แข่งไม่ค่อยได้ เพราะหลายทีมมีความแข็งแกร่งทางกายภาพมากกว่าทัพ "หงส์แดง"
ฟริมปง ไม่ใช่ผู้เล่นเพียงคนเดียวที่มีข้อบกพร่อง แต่หากแบ็กขวาของ ลิเวอร์พูล มีส่วนสูงเพียง 5 ฟุต 7 นิ้ว (ประมาณ 170 เซนติเมตร) เขาก็จำเป็นต้องมีความโดดเด่นอย่างมากในเกมรุกเพื่อชดเชยสิ่งนั้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งดังกล่าวยังไม่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนจาก ฟริมปง ทำให้ อิราโอล่า เลือกแนวทางที่ปลอดภัยกว่า นั่นคือการเสริมความแข็งแกร่งให้กับเกมรับของทีมเสียก่อน
สิ่งที่ อเราโฮ นำมาเติมเต็มในตำแหน่งแบ็กขวา
ตอนที่ ลิเวอร์พูล ครองบอล อเราโฮ, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ และ เฌเรมี่ ฌักเกต์ มักยืนเรียงกันเป็นแนวรับสามคน เปิดทางให้ มิลอส เคอร์เคซ ดันขึ้นสูงเพื่อสนับสนุนเกมรุก
แนวทางดังกล่าวช่วยลดผลกระทบจากการที่ ลิเวอร์พูล ไม่มีมิดฟิลด์ตัวรับหมายเลข 6 โดยเซนเตอร์แบ็กที่ยืนอยู่ตรงกลางสามารถเล่นแบบดุดันและพยายามป้องกันไม่ให้บอลถูกส่งไปถึงกองหน้าของคู่แข่ง
สถิติเด่น: ฤดูกาลนี้ อเราโฮ ชนะการดวลลูกกลางอากาศเฉลี่ย 5.68 ครั้งต่อ 90 นาที คิดเป็น 72 เปอร์เซ็นต์ ในพรีเมียร์ลีก
การพลิกสถานการณ์: ขณะที่ก่อนหน้านี้ ฟริมปง มักถูกคู่แข่งเลือกโจมตี จุดอ่อนดังกล่าวกลับกลายเป็นจุดแข็งของ ลิเวอร์พูล โดยเฉพาะเมื่อมี ฌักเกต์ ที่กำลังอยู่ในฟอร์มยอดเยี่ยมยืนคอยสนับสนุนดาวเตะชาวอุรุกวัย
ความแข็งแกร่งในการเล่นลูกกลางอากาศของอดีตกองหลัง บาร์เซโลน่า น่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากในระยะยาว หาก ลิเวอร์พูล เพรสซิ่งได้อย่างถูกต้อง พวกเขาจะบีบให้คู่แข่งต้องเล่นบอลยาวหรือเตะบอลขึ้นหน้าแบบไร้เป้าหมาย
นั่นคือจังหวะที่ อเราโฮ, ฌักเกต์ และ ฟาน ไดค์ สามารถแสดงศักยภาพออกมาได้ ด้วยการเข้าปะทะอย่างดุดันเพื่อแย่งบอลกลับคืนมา ก่อนเปลี่ยนจังหวะกลับมาเป็นเกมรุกให้ ลิเวอร์พูล อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม แม้การเริ่มต้นของ อเราโฮ จะน่าประทับใจ แต่การใช้งานเขาในตำแหน่งแบ็กขวาอาจไม่ใช่คำตอบสำหรับ ลิเวอร์พูล ไปตลอด
ท้ายที่สุดแล้ว เขามีข้อจำกัดค่อนข้างมากในเรื่องการเติมเกมรุก และแทบไม่มีส่วนช่วยในเกมจากพื้นที่ริมเส้น เมื่อ ลิเวอร์พูล ประสบปัญหาในการเจาะแนวรับคู่แข่ง โดยสิ่งนี้เป็นที่ประจักษ์ในแมตช์ที่เสมอ ฟูแล่ม แบบไร้สกอร์
ดังนั้นในช่วงที่แนวรุกเล่นไม่ออกและผลงานต่ำกว่ามาตรฐาน แต่การที่เกมรับเล่นได้อย่างแข็งแกร่ง นั่นจึงทำให้ "หงส์แดง" ไม่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่พ่ายแพ้