วิเคราะห์ทุนสำรอง 'เอเชีย' เมินดอลลาร์ ซบทองคำ หรือแค่กระจายเสี่ยง?
กระแสข่าวเรื่องการลดการพึ่งพา “ดอลลาร์” หรือว่า De-dollarization และทิศทางของทุนสำรองระหว่างประเทศในภูมิภาค “เอเชีย” กลับมาเป็นประเด็นร้อนที่ตลาดการเงินโลกจับตาอย่างใกล้ชิด
บทวิเคราะห์เศรษฐกิจจาก Haver Analytics โดย เทียน หย่ง วุน (Tian Yong Woon) นักเศรษฐศาสตร์ผู้มีประสบการณ์จาก Deutsche Bank และ IMF ได้เจาะลึกข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อตอบคำถามสำคัญว่า แท้จริงแล้วเอเชียกำลัง "ถอยห่าง" จากดอลลาร์จริง หรือเป็นเพียงยุทธศาสตร์การกระจายความเสี่ยง และการเติบโตตามวัฏจักรเศรษฐกิจกันแน่
‘ญี่ปุ่น-จีน’ ลดถือ ‘ดอลลาร์’ แต่ยังครองแชมป์เจ้าหนี้
สัดส่วนการถือครองหุ้น และหลักทรัพย์ในสหรัฐของประเทศแถบเอเชีย ลดลงอย่างมากนับตั้งแต่ช่วงปี 2010
หนึ่งในประเทศที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ “ญี่ปุ่น” ได้สัดส่วนในการถือครองหลักทรัพย์ระยะยาวของสหรัฐทั้งหมด ลดลงราวครึ่งหนึ่ง จากจุดสูงสุดใกล้ 14.5% ในปี 2012 เหลือประมาณ 8% ในเดือนก.ค.2026
อย่างไรก็ดี ญี่ปุ่นยังคงเป็นผู้ถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรายใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยมูลค่าถึง 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ และคิดเป็นสัดส่วนราว 8.6% ของการถือครองหลักทรัพย์ต่างประเทศของสหรัฐทั้งสองฝั่งของบัญชี
อันดับ 2 คือ “จีน” มีการลดลงยิ่งชัดเจนยิ่งกว่า โดยสัดส่วนลดลงจาก 13.4% เมื่อต้นปี 2012 เหลือราว 3% ในปัจจุบัน ส่งผลให้ยอดถือครองลดลงเหลือ 618,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค.2008
ทว่าช่องว่างที่ลดลงไปของญี่ปุ่น และจีน ยักษ์ใหญ่ในเอเชียนั้น ถูกแทนที่โดยกลุ่มประเทศ “ยูโรโซน” เพิ่มจากราว 19% เป็นประมาณ 26% และสหราชอาณาจักรที่แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 10.6%
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่าการสลับตำแหน่งระหว่างเจ้าหนี้ไม่ได้หมายถึงการถอนตัวจากสินทรัพย์ดอลลาร์เสมอไป
ดอลลาร์ใน ‘ทุนสำรอง’ ลดลง 6% แล้วเงินกระจายสู่อะไร?
เมื่อเจาะลึกไปที่ “สกุลเงินในทุนสำรอง” ข้อมูลในไตรมาสแรกของปี 2026 ชี้ว่า สัดส่วนของ “เงินดอลลาร์” ลดลงเกือบ 6 จุดเปอร์เซ็นต์ในรอบ 8 ปีที่ผ่านมา มาอยู่ที่ 57.1%
คำถามสำคัญคือ “แล้วสัดส่วนที่หายไปตกอยู่ที่ใคร?”
คำตอบคือ ไม่มีสกุลเงินใดสกุลเดียวที่รับไปทั้งหมด โดยเงินเยนญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นไม่ถึง 1 จุดเปอร์เซ็นต์, ดอลลาร์แคนาดา และเงินหยวนเพิ่มขึ้นราวครึ่งจุดเปอร์เซ็นต์ต่อสกุล ขณะที่เงินยูโรแทบไม่เปลี่ยนแปลง
ผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดคือ "กลุ่มสกุลเงินอื่นๆ" ที่เพิ่มขึ้นราว 3.7 จุดเปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้สัดส่วนของเงินหยวนขยับขึ้นมาอยู่ที่ 2.0% ทั้งหมดนี้จึงสะท้อนถึงการ "กระจายความเสี่ยง" มากกว่าการแสวงหาทางเลือกทดแทนดอลลาร์เพียงสกุลเดียว
ธนาคารกลางเอเชียแห่สะสม ‘ทองคำ’ สะท้อนอะไร?
นอกเหนือจากเงินตราต่างประเทศ อีกหนึ่งสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนคือ “ปริมาณทองคำ” ในทุนสำรอง ซึ่งในรอบ 8 ปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางในเอเชียพากันเพิ่มการถือครองอย่างพร้อมเพรียงกัน
- สิงคโปร์: เพิ่มปริมาณทองคำขึ้นมากกว่า 60%
- อินเดีย และ ไทย: เพิ่มขึ้นมากกว่า 50%
- จีน: เพิ่มขึ้นเกือบ 30%
- ญี่ปุ่น, อินโดนีเซีย และมาเลเซีย: เพิ่มขึ้นในปริมาณที่น้อยกว่า
- ฟิลิปปินส์: เป็นประเทศเดียวที่ลดปริมาณทองคำลงราว 1 ใน 3 ผ่านการขายครั้งใหญ่สองระลอก
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกวิเคราะห์ไว้ในรายงาน แม้การสะสมทองคำจะสอดคล้องกับการตีความเรื่องการกระจายความเสี่ยง แต่อีกหนึ่งสิ่งที่เป็นไปได้คือ
“ทุนสำรองโดยรวมของประเทศเหล่านี้เติบโตขึ้นตามกาลเวลา การถือครองทองคำจึงต้องเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนเช่นกัน”
‘เกาหลีใต้' ยังใช้ดอลลาร์ชำระเงิน
การถือครองเงินสำรองระหว่างประเทศเป็นเพียงภาพสะท้อนส่วนเล็กๆ ของระบบเศรษฐกิจเท่านั้น ในขณะที่กลไกสำคัญอย่าง การชำระเงินทางการค้า, การระดมทุนด้วยสกุลดอลลาร์ และแนวทางการบริหารความเสี่ยง มีความยืดหยุ่นน้อยกว่า และปรับตัวช้ากว่ามาก
หากดูตัวอย่างจาก เกาหลีใต้ ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญแห่งหนึ่งของเอเชีย จะเห็นได้ชัดเจนว่าภาคธุรกิจยังคงเลือกใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐในการชำระค่าสินค้าสูงถึงราว 84% สำหรับการส่งออก และ 79% สำหรับการนำเข้า
ตัวเลขสะท้อนว่าสัดส่วนการชำระเงินฝั่งส่งออกของเกาหลีใต้แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ส่วนสัดส่วนฝั่งนำเข้าค่อยๆ ลดลงเล็กน้อยจากจุดสูงสุดที่ประมาณ 83% ในปี 2022
ข้อสรุปที่ชัดเจนจากผลศึกษา และรายงานจาก IMF ยืนยันตรงกันว่า “การที่ดอลลาร์ยังครองความยิ่งใหญ่ในการค้าโลก ขัดแย้งกับกระแสข่าวเรื่อง De-dollarisation ในภาพใหญ่อย่างชัดเจน”
พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์