โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

วิเคราะห์ทุนสำรอง 'เอเชีย' เมินดอลลาร์ ซบทองคำ หรือแค่กระจายเสี่ยง?

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กระแสข่าวเรื่องการลดการพึ่งพา “ดอลลาร์” หรือว่า De-dollarization และทิศทางของทุนสำรองระหว่างประเทศในภูมิภาค “เอเชีย” กลับมาเป็นประเด็นร้อนที่ตลาดการเงินโลกจับตาอย่างใกล้ชิด

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจจาก Haver Analytics โดย เทียน หย่ง วุน (Tian Yong Woon) นักเศรษฐศาสตร์ผู้มีประสบการณ์จาก Deutsche Bank และ IMF ได้เจาะลึกข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อตอบคำถามสำคัญว่า แท้จริงแล้วเอเชียกำลัง "ถอยห่าง" จากดอลลาร์จริง หรือเป็นเพียงยุทธศาสตร์การกระจายความเสี่ยง และการเติบโตตามวัฏจักรเศรษฐกิจกันแน่

‘ญี่ปุ่น-จีน’ ลดถือ ‘ดอลลาร์’ แต่ยังครองแชมป์เจ้าหนี้

สัดส่วนการถือครองหุ้น และหลักทรัพย์ในสหรัฐของประเทศแถบเอเชีย ลดลงอย่างมากนับตั้งแต่ช่วงปี 2010

หนึ่งในประเทศที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ “ญี่ปุ่น” ได้สัดส่วนในการถือครองหลักทรัพย์ระยะยาวของสหรัฐทั้งหมด ลดลงราวครึ่งหนึ่ง จากจุดสูงสุดใกล้ 14.5% ในปี 2012 เหลือประมาณ 8% ในเดือนก.ค.2026

อย่างไรก็ดี ญี่ปุ่นยังคงเป็นผู้ถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรายใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยมูลค่าถึง 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ และคิดเป็นสัดส่วนราว 8.6% ของการถือครองหลักทรัพย์ต่างประเทศของสหรัฐทั้งสองฝั่งของบัญชี

อันดับ 2 คือ “จีน” มีการลดลงยิ่งชัดเจนยิ่งกว่า โดยสัดส่วนลดลงจาก 13.4% เมื่อต้นปี 2012 เหลือราว 3% ในปัจจุบัน ส่งผลให้ยอดถือครองลดลงเหลือ 618,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค.2008

ทว่าช่องว่างที่ลดลงไปของญี่ปุ่น และจีน ยักษ์ใหญ่ในเอเชียนั้น ถูกแทนที่โดยกลุ่มประเทศ “ยูโรโซน” เพิ่มจากราว 19% เป็นประมาณ 26% และสหราชอาณาจักรที่แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 10.6%

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่าการสลับตำแหน่งระหว่างเจ้าหนี้ไม่ได้หมายถึงการถอนตัวจากสินทรัพย์ดอลลาร์เสมอไป

ดอลลาร์ใน ‘ทุนสำรอง’ ลดลง 6% แล้วเงินกระจายสู่อะไร?

เมื่อเจาะลึกไปที่ “สกุลเงินในทุนสำรอง” ข้อมูลในไตรมาสแรกของปี 2026 ชี้ว่า สัดส่วนของ “เงินดอลลาร์” ลดลงเกือบ 6 จุดเปอร์เซ็นต์ในรอบ 8 ปีที่ผ่านมา มาอยู่ที่ 57.1%

คำถามสำคัญคือ “แล้วสัดส่วนที่หายไปตกอยู่ที่ใคร?”

คำตอบคือ ไม่มีสกุลเงินใดสกุลเดียวที่รับไปทั้งหมด โดยเงินเยนญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นไม่ถึง 1 จุดเปอร์เซ็นต์, ดอลลาร์แคนาดา และเงินหยวนเพิ่มขึ้นราวครึ่งจุดเปอร์เซ็นต์ต่อสกุล ขณะที่เงินยูโรแทบไม่เปลี่ยนแปลง

ผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดคือ "กลุ่มสกุลเงินอื่นๆ" ที่เพิ่มขึ้นราว 3.7 จุดเปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้สัดส่วนของเงินหยวนขยับขึ้นมาอยู่ที่ 2.0% ทั้งหมดนี้จึงสะท้อนถึงการ "กระจายความเสี่ยง" มากกว่าการแสวงหาทางเลือกทดแทนดอลลาร์เพียงสกุลเดียว

ธนาคารกลางเอเชียแห่สะสม ‘ทองคำ’ สะท้อนอะไร?

นอกเหนือจากเงินตราต่างประเทศ อีกหนึ่งสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนคือ “ปริมาณทองคำ” ในทุนสำรอง ซึ่งในรอบ 8 ปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางในเอเชียพากันเพิ่มการถือครองอย่างพร้อมเพรียงกัน

  • สิงคโปร์: เพิ่มปริมาณทองคำขึ้นมากกว่า 60%
  • อินเดีย และ ไทย: เพิ่มขึ้นมากกว่า 50%
  • จีน: เพิ่มขึ้นเกือบ 30%
  • ญี่ปุ่น, อินโดนีเซีย และมาเลเซีย: เพิ่มขึ้นในปริมาณที่น้อยกว่า
  • ฟิลิปปินส์: เป็นประเทศเดียวที่ลดปริมาณทองคำลงราว 1 ใน 3 ผ่านการขายครั้งใหญ่สองระลอก

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกวิเคราะห์ไว้ในรายงาน แม้การสะสมทองคำจะสอดคล้องกับการตีความเรื่องการกระจายความเสี่ยง แต่อีกหนึ่งสิ่งที่เป็นไปได้คือ

“ทุนสำรองโดยรวมของประเทศเหล่านี้เติบโตขึ้นตามกาลเวลา การถือครองทองคำจึงต้องเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนเช่นกัน”

‘เกาหลีใต้' ยังใช้ดอลลาร์ชำระเงิน

การถือครองเงินสำรองระหว่างประเทศเป็นเพียงภาพสะท้อนส่วนเล็กๆ ของระบบเศรษฐกิจเท่านั้น ในขณะที่กลไกสำคัญอย่าง การชำระเงินทางการค้า, การระดมทุนด้วยสกุลดอลลาร์ และแนวทางการบริหารความเสี่ยง มีความยืดหยุ่นน้อยกว่า และปรับตัวช้ากว่ามาก

หากดูตัวอย่างจาก เกาหลีใต้ ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญแห่งหนึ่งของเอเชีย จะเห็นได้ชัดเจนว่าภาคธุรกิจยังคงเลือกใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐในการชำระค่าสินค้าสูงถึงราว 84% สำหรับการส่งออก และ 79% สำหรับการนำเข้า

ตัวเลขสะท้อนว่าสัดส่วนการชำระเงินฝั่งส่งออกของเกาหลีใต้แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ส่วนสัดส่วนฝั่งนำเข้าค่อยๆ ลดลงเล็กน้อยจากจุดสูงสุดที่ประมาณ 83% ในปี 2022

ข้อสรุปที่ชัดเจนจากผลศึกษา และรายงานจาก IMF ยืนยันตรงกันว่า “การที่ดอลลาร์ยังครองความยิ่งใหญ่ในการค้าโลก ขัดแย้งกับกระแสข่าวเรื่อง De-dollarisation ในภาพใหญ่อย่างชัดเจน”

พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...