TFM ชูอุตฯอาหารสัตว์ยั่งยืนบนเวทีโลก คู่คิดซัพพลายเชนรับมือโลกผันผวน
TFM ชูอุตฯอาหารสัตว์ยั่งยืนบนเวทีโลก คู่คิดซัพพลายเชนรับมือโลกผันผวน
TFM ฉายโมเดลภารกิจ SeaChange บนเวทีประชุม “Responsible Seafood Summit 2026” ผ่านกลยุทธ์ 3 สมดุล รับมือโลกผันผวน สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง วัตุดิบขาดแคลน ชูแนวคิดคู่คิดเป็นมิตรเกษตรกร บริหารจัดการห่วงโซ่ซัพพลายเชนคู่รับผิดชอบสิ่งแวดล้อม ซุ่มวิจัยและพัฒนาหาวัตุดิบทดแทนโปรตีนแห่งอนาคต พร้อมวางมาตรฐาน ASC ชวนทั้งผู้ผลิตอุตสาหกรรมอาหารทะเลทั่วโลกร่วมมือสร้างความยั่งยืน คู่ขนานสร้างเพิ่มขีดแข่งขันในตลาด
ภายในงานประชุมอุตสาหกรรมอาหารทะเลและอาหารสัตว์น้ำจากทั่วโลก “Responsible Seafood Summit 2026” ถือเป็นการประชุมระดับโลกของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารทะเล ซึ่งเชื่อมโยงกับธุรกิจอาหารสัตว์น้ำ มีผู้เข้าร่วมจากทั่วโลก ครอบคลุมทุกส่วน ตั้งแต่ผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหารจากอุตสาหกรรม ผู้ผลิต ผู้ซื้อ ซัพพลายเออร์ เจ้าของแหล่งวัตถุดิบ ผู้ผลิตอาหารสัตว์น้ำ โรงงานแปรรูป ตลอดจนองค์กรด้านการรับรองมาตรฐานระดับสากล โดยในปีนี้ มีการจัดประชุมที่ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพ ประเด็นหลักที่นำมาพูดคุยกันคือเรื่องความยั่งยืน
เป้าหมายของการประชุมคือการถ่ายทอดองค์ความรู้และอัปเดตข้อมูลในอุตสาหกรรมจากทั่วโลก ครอบคลุมทุกส่วนของธุรกิจอาหารทะเล ทั้งอาหารสัตว์ วัตถุดิบ การเพาะเลี้ยง โรงงานแปรรูป อุปสงค์ อุปทาน โดยมีการแลกเปลี่ยนสถานการณ์ของสัตว์น้ำแต่ละชนิด เช่น กุ้ง ปลา และแซลมอน ที่จะทำให้เข้าใจความท้าทายที่แต่ละประเทศกำลังเผชิญ และรูปแบบการเพาะเลี้ยง ตลอดจนแนวโน้มราคาปริมาณวัตถุดิบ รวมถึงทางออกที่อุตสาหกรรมควรปรับตัวไปในทิศทางไหน การแลกเปลี่ยนประสบการณ์และหาแนวทางร่วมกัน จะทำให้อุตสาหกรรมอาหารทะเลเติบโตอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
TFM ชูแนวคิดสร้างสมดุล 3 ด้าน รับมือโลกผันผวน
“พีระศักดิ์ บุญมีโชติ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM กล่าวภายในงานว่า โจทย์สำคัญที่ผู้ผลิตอาหารสัตว์ต้องทำงานหนักขึ้น คือการวางแผนรับมือกับความไม่แน่นอน ทั้งสภาพอากาศ และความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทานที่ขาดแคลนวัตถุดิบ โดยที่ยังคงส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ช่วยควบคุมต้นทุนให้สอดคล้องกับขนาดและรูปแบบของฟาร์มเกษตรกร พร้อมกันกับมีการวางระบบตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability)
ทั้งนี้ โรงงานผลิตอาหารสัตว์ต้องมองภาพใหญ่และพิจารณาการสร้างคุณค่าในห่วงโซ่อาหาร ไม่ว่าจะผลิตอาหารสำหรับกุ้ง ปลา หรือสัตว์ชนิดอื่น ยังคงส่งมอบสินค้าไปยังผู้บริโภคปลายทาง ดังนั้น ทุกภาคส่วนทั้งห่วงโซ่จะต้องเชื่อมโยงกันในระดับโลก ผ่านความร่วมมือกัน แลกเปลี่ยนความรู้ และเตรียมความพร้อมรองรับความผันผวนที่ยากต่อการรับมือ โดยการรักษาสมดุล 3 ด้าน คือ 1.ประสิทธิภาพทางโภชนาการ 2.ความมั่นคงและคุณภาพของวัตถุดิบ และ 3.เสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทาน
“การผลิตอาหารสัตว์น้ำและอาหารทะเลในปัจจุบันมีปัจจัยท้าทายทั้ง Climate Change ภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของวัตถุดิบ ที่จะต้องมีการปรับสูตรอาหารโปรตีนทดแทน หากวัตถุดิบมีการเปลี่ยนแปลง เช่น ทั้งปลาป่น น้ำมันปลา หรือผลพลอยได้จากสัตว์น้ำ โปรตีนจากสัตว์บก เช่น จากไก่ และโปรตีนจากพืช เช่น ถั่วเหลือง รวมถึงโปรตีนทางเลือกชนิดใหม่ ที่หากได้รับผลกระทบกำลังการผลิตลดลงราคาสูงขึ้น จะจัดหาอย่างมีความรับผิดชอบ เป็นต้นแบบของห่วงโซ่อุปทานในระดับโลกได้”
ทั้งนี้ ทาง TFM ได้เตรียมพัฒนาอุตสาหกรรม โดยการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างองค์ความรู้ทำให้ไทยเป็นประเทศผู้นำการผลิตอุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำ ที่จะหาโปรตีนทดแทน โดยที่ยังคงมีคุณภาพ คุณภาพการเลี้ยงสัตว์ยังดี ต้นทุนแข่งขันได้ ไม่เพิ่มภาระต้นทุนกับเกษตรกร และมุ่งเน้นความรับผิดชอบต่อการจัดการทรัพยากร ตรวจสอบย้อนกลับได้
หากประเทศไทยแสดงศักยภาพของการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ จะช่วยยกระดับองค์ความรู้ ทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพการผลิตที่โดดเด่นในตลาดโลก เป็นผู้นำที่กำหนดทิศทางการขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน โดยใช้ความโดดเด่นในการเป็นฐานการผลิตอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัย มีสินค้าและวัตถุดิบที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
นอกจากการขยายตลาดต่าง ๆ ทั่วโลกได้อย่างไรแล้ว ยังต้องผลิตอาหารที่มีราคาเหมาะสม ตรงกับข้อกำหนดของลูกค้า และสามารถแข่งขันในตลาดได้ เพราะหากแข่งขันไม่ได้ ธุรกิจก็ไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้
“ความยั่งยืนและความอยู่รอดของธุรกิจในอนาคตมีความใกล้ชิดกันมากกว่าที่หลายคนคิด จึงต้องพร้อมมี “ความยืดหยุ่น” (resilience) และเพิ่ม “ความแข็งแกร่ง” (robustness) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน”
โมเดล “คู่คิดเกษตรกร” ยกระดับ Traceability
สำหรับไทยยูเนี่ยน จึงต้องบริหารจัดการทั้งซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอาหารสัตว์ ตั้งแต่โรงงานแปรรูป ฟาร์ม การจัดหาวัตถุดิบ ตลอดจนการส่งมอบผลิตภัณฑ์ไปยังลูกค้าตลาดทั่วโลก จึงเป็นที่มาของการยกระดับมาตรฐาน ASC (ASC Feed Standard) เป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์รายแรกในเอเชียที่ได้รับการรับรอง และยังพัฒนามาตรฐานอาหารฮาลาล เพื่อรุกสู่ตลาดประชากรมุสลิมในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีสภาพภูมิประเทศที่มีรูปแบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่หลากหลาย จึงแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นฝั่งอันดามัน ฝั่งอ่าวไทย หรือภาคตะวันออก ดังนั้น ผู้ผลิตอาหารจึงต้องเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคปลายทาง โดยเริ่มต้นจากการออกแบบสูตรอาหารให้เหมาะกับชนิดสัตว์น้ำ สภาพแวดล้อม และรูปแบบการเลี้ยงในแต่ละพื้นที่ จึงต้องเป็นพันธมิตรคู่กับฟาร์มผู้เลี้ยง เพื่อพัฒนาคุณภาพอาหารร่วมกัน เพื่อส่งมอบอาหารสัตว์ที่มีประสิทธิภาพให้แก่ฟาร์ม และช่วยลดต้นทุนการเลี้ยง
TFM วางโมเดลธุรกิจแบบ “พันธมิตรกับเกษตรกร” แทนการขายอาหารสัตว์น้ำเพียงอย่างเดียว โดยส่งทีมวิชาการเข้าไปช่วยตั้งแต่การวางแผนพัฒนาอาหารร่วมกับเกษตรกร (feeding program) ควบคุมต้นทุน ป้องกันโรค เลือกพันธุ์กุ้ง ไปจนถึงบริหารจัดการฟาร์ม พร้อมช่วยยกระดับมาตรฐานฟาร์มให้ผ่านเกณฑ์ GAP และต่อยอดสู่ ASC เพื่อให้ตรวจสอบย้อนกลับได้ทั้งห่วงโซ่อุปทาน ภายใต้แนวคิด “ลูกค้าโตเราโต”
นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างจัดตั้งทีมลักษณะ academy ที่รวมงาน R&D และทีมวิชาการเข้าด้วยกัน เชื่อมโยงฐานงานระหว่างไทย อินโดนีเซีย และเอกวาดอร์ เพื่อวิจัยพัฒนาสูตรอาหาร ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และปรับสูตรให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่ โดยใช้บุคลากรไทยถ่ายทอดองค์ความรู้ควบคู่กับการสร้างทีมท้องถิ่นในแต่ละประเทศ
กระจายความเสี่ยง ลุยตลาดโลก เพิ่มส่งออก 25-30% ใน 3 ปี
ปัจจุบันสัดส่วนการส่งออกของ TFM อยู่ที่ราว 10% จากเดิมราว 5% และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 25-30% ภายในราวสามปี โดยตลาดที่ดำเนินงานหรือกำลังขยาย ได้แก่ ฮาวายและสหรัฐฯ มาเลเซีย ศรีลังกา อินเดีย สิงคโปร์ ตะวันออกกลาง แอฟริกาใต้ บังกลาเทศ และเอกวาดอร์ ซึ่งเอกวาดอร์เป็นจุดที่บริษัทมีแผนลงทุนและสร้างทีมรองรับ
“เราเข้าไปช่วยถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านการเพาะเลี้ยง โดยไม่ได้ส่งออกไปแข่งขัน แต่เข้าไปส่งเสริมให้พัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตภายในประเทศ ไม่มองเฉพาะธุรกิจอาหารสัตว์หรือโรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำเท่านั้น แต่ต้องมองตั้งแต่โรงงานแปรรูป ฟาร์ม การจัดหาวัตถุดิบ ตลอดจนการส่งมอบผลิตภัณฑ์ไปยังลูกค้าในตลาดทั่วโลก เพราะทุกส่วนเชื่อมโยงกันอยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน พร้อมกับการยกระดับมาตรฐาน ASC ทั้งโรงงานมหาชัย และโรงงานระโนด”
ทั้งนี้ ความยั่งยืนกับความสามารถในการแข่งขันจะสามารถเดินคู่ขนานไปพร้อมกัน โดยที่ผู้ผลิตต้องรักษาความรับผิดชอบในการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน คู่กับการรักษาความสามารถในการแข่งขันในอาหารสัตว์น้ำ ทำราคาให้เกษตรกรเข้าถึงง่าย เพราะความยั่งยืนต้องครอบคลุมทั้งมิติทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม
สานภารกิจ SeaChange
การดำเนินการด้านความยั่งยืนของ TFM เป็นการสานต่อพันธกิจความยั่งยืน SeaChange ของกลุ่มไทยยูเนี่ยน ที่ทุกธุรกิจในกลุ่มต้องนำไปขับเคลื่อน สร้างการเปลี่ยนแปลงพัฒนาธุรกิจ โดยคำนึงถึงซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องและสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิตอาหารสัตว์น้ำ การยกระดับฟาร์ม ไปจนถึงการเชื่อมต่อกับโรงงานแปรรูป ตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero และมาตรฐานการดำเนินงานด้านอื่น ๆ
“หากปล่อยให้ทุกคนผลิตและใช้ทรัพยากรโดยไม่มีการควบคุม ความเสียหายก็จะเพิ่มขึ้น เราจึงต้องการเป็นตัวอย่าง ทำให้ตลาดเห็น และสร้างความแตกต่าง การผลิตอย่างมีความรับผิดชอบจะกลายเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน ทำให้ลูกค้าเห็นว่าไทยยูเนี่ยนทำจริงและมีผลลัพธ์ให้ตรวจสอบได้”
สิ่งสำคัญคือการส่งมอบคุณภาพอาหารสัตว์น้ำ และการพัฒนาโปรตีนทางเลือก ที่มีการรองรับสูตรอาหารใหม่ แต่แหล่งวัตถุดิบต้องถูกต้อง ตรวจสอบย้อนกลับได้ และเป็นการจัดหาอย่างมีความรับผิดชอบ
“ไม่มองแต่ละส่วนแยกออกจากกัน เพราะห่วงโซ่อุปทานมีผู้มีส่วนได้เสียหลายกลุ่ม ตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ ผู้ผลิตอาหารสัตว์ เกษตรกร โรงงานแปรรูป ผู้ซื้อ ไปจนถึงผู้บริโภค ทุกส่วนต้องเดินไปพร้อมกันจึงจะสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมในอนาคตได้”
ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงของโลกเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ แต่สิ่งที่ควบคุมและเตรียมพร้อมได้คือการเริ่มต้นการวิจัยและพัฒนา สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นจุดแข็งและโอกาสทางการแข่งขันของประเทศในระยะยาว