สรุปคดี ‘บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง’ เมื่อศาล รธน. วินิจฉัย การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ไม่เป็นโมฆะ ไม่ละเมิดสิทธิประชาชน
วันที่ 28 กันยายน ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดี ‘บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง’ ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกจับตามองตั้งแต่ช่วงเลือกตั้งทั่วไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา วันนี้ TheMATTER ชวนมาย้อนดูที่มาของคดี จากวันที่มีผู้สังเกตความผิดปกติบนบัตรเลือกตั้ง สู่การตัดสินที่ว่า การเลือกตั้งไม่เป็นโมฆะ ไม่ละเมิดสิทธิของประชาชน และเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
จุดเริ่มต้นของคดี มาจากอะไร?
ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งจะได้รับบัตร 3 ใบ คือ บัตรสีเขียว (สำหรับเลือก สส. แบบแบ่งเขต) บัตรสีชมพู (สำหรับเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ) และบัตรสีเหลือง (สำหรับออกเสียงประชามติ)
หลังจบเลือกตั้ง มีผู้สังเกตว่า ทำไมบัตรสีชมพู (สำหรับเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ) จึงมีแถบบาร์โค้ด นำไปสู่การตรวจสอบจากประชาชนและสื่อ พบว่า เมื่อสแกนบาร์โค้ดแล้วจะได้ข้อมูลเป็นตัวอักษรภาษาอังฤษ ตามด้วยตัวเลข 7-8 หลัก บัตรแต่ละใบมีรหัสเฉพาะที่แตกต่างกัน แต่มีการเรียงลำดับต่อเนื่องกัน จนนำไปสู่ข้อสังเกตว่า หากนำมาจับคู่กับต้นขั้วบัตร จะสามารถสืบย้อนกลับไปได้ว่า ผู้ใช้สิทธิคนใดลงคะแนนให้พรรคการเมืองใดได้หรือไม่?
จากเหตุการณ์นี้ ทำให้มีผู้ตั้งคำถามไปยัง กกต. ว่าการเลือกตั้งนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และไม่เป็นไปโดยลับหรือไม่
กกต. ชี้แจง และดำเนินคดีกับผู้สังเกตการณ์
“บาร์โค้ดคือมาตรการ รปภ. ชั้นดี ที่จะควบคุมรู้ได้เลยว่า ที่ไปที่มาอยู่ตรงไหนอย่างไร มิใช่มาบอกว่าของพรรคไหน พรรคการเมืองไหน ไม่ใช่แน่นอนครับ”
ว่าที่ ร.ต. ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. ชี้แจงในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ โดยอ้างเรื่องความปลอดภัย และยังยืนยันอีกว่าการเลือกตั้งเป็นไปโดยลับ ไม่สามารถสืบย้อนไปถึงผู้ลงคะแนนเสียงได้
ต่อมาในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ กกต. สั่งจัดการเลือกตั้งใหม่ในหน่วยเลือกตั้งที่ 9 และเขตเลือกตั้งที่ 15 แขวงคันนายาว กรุงเทพฯ การเลือกตั้งครั้งนี้มีประชาชนและสื่อไปตรวจสอบความโปร่งใส ก่อนที่ กกต. จะแจ้งความดำเนินต่อคนที่มาถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง รวมถึงพยายามถอดรหัสคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด รวมทั้งหมด 6 คน ในข้อหาขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ยุยงปลุกปั่น อั้งยี่ นำเข้าหรือส่งต่อข้อมูลอันเป็นเท็จ และอื่นๆ
การดำเนินคดีนี้ นำไปสู่ข้อสังเกตว่า กกต. กำลัง ‘ฟ้องปิดปาก’ ประชาชนและสื่ออยู่หรือไม่
สู่การวินิจฉัย เพราะอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ
หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน วันที่ 10 มีนาคม สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติส่งเรื่องในศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีดังกล่าว เพราะเห็นว่าเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ
วันที่ 18 มีนาคม ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยสั่งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องส่งคำชี้แจงภายใน 15 วัน
คำตัดสินของศาล รธน. กำหนดอนาคตของประเทศ
ศาลรัฐธรรมนูญนัดลงมติ และอ่านคำวินิจฉัยคดีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ในวันนี้โดยก่อนหน้านี้ มีการประเมินความเป็นไปได้ไว้ 3 แนวทาง ซึ่งจะส่งผลกระทบในมุมที่ต่างกันออกไป
แนวทางแรก หากวินิจฉัยว่า ‘ขัดรัฐธรรมนูญ’ นั่นคือการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ ผลที่ตามมาคือการเลือกตั้งนับเป็นโมฆะ สถานะของ สส. สิ้นสุดลง ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ และรัฐบาลปัจจุบันจะพ้นจากตำแหน่ง
แนวทางที่สอง หากวินิจฉัยว่า ‘ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ’ นั่นคือบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดไม่สามารถเชื่อมโยงกับผู้ลงคะแนน และการเลือกตั้งยังเป็นความลับ สถานะของสส. และรัฐบาลจะยังคงอยู่เหมือนเดิม
แนวทางสุดท้าย หากวินิจฉัยว่า ‘โมฆะบางส่วน’ นั่นคือศาลอาจเห็นว่ากระบวนการบางส่วนมีปัญหา แต่ไม่ถึงขั้นทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ผลที่ตามมาก็จะขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัย ข้อกำหนด และการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ศาลตัดสินให้ กกต.รอด-การเลือกตั้งไม่เป็นโมฆะ
ล่าสุด (วันที่ 28 กันยายน) ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วว่า คดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ‘ไม่ขัด’ ต่อรัฐธรรมนูญ จึงส่งผลให้การเลือกตั้ง ‘ไม่เป็นโมฆะ’
โดยศาลฯ เห็นว่า บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างต้นขั้วกับบัตรเลือกตั้งได้ ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนได้ ในขณะที่บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ แม้ว่าจะสามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างต้นขั้วกับบัตรเลือกตั้งได้ แต่ระหว่างเลือกตั้ง มีการรักษาความปลอดภัย และมีผู้จับตาดูสถานการณ์อยู่ จึงทำให้ กปน. ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเพื่อระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิ์
นอกจากนี้ ศาลฯ ยังเห็นว่า การใช้บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเป็นมาตรการที่กำหนดขึ้นเพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตร ควบคุมจำนวนบัตร ป้องปรามการใช้บัตรเลือกตั้งข้ามเขต รวมถึงควบคุมกระบวนการจัดพิมพ์และจัดสรรบัตรให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
ท้ายที่สุด ศาลจึงวินิจฉัยว่า การใช้บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ไม่มีปัญหา และไม่เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียน รวมถึงประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง อย่างไรก็ดี ศาลก็ได้ให้คำแนะนำกลับไปยัง กกต.ว่า แม้การมีบาร์โค้ดบนบัตรจะไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ส่งผลต่อความไว้วางใจของประชาชน กกต. จึงควรคำนึงถึงมาตรการป้องกันการปลอมแปลงบัตร ‘โดยไม่ใช้เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ใดบนบัตร ที่เชื่อมโยงกับข้อมูลที่ระบุผู้มีสิทธิเลือกตั้ง’ และควรกำหนดวิธีจัดเก็บให้รัดกุมยิ่งขึ้นอีกด้วย
#Recap #คดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง #กกต #ศาลรัฐธรรมนูญ #เลือกตั้ง #TheMATTER