ทลายกลุ่มลับเทเลแกรม คลิปโป๊เด็ก 999 บาท รวบ 2 แอดมิน จ่อเพิ่มข้อหาค้ามนุษย์
เครือข่ายกลุ่มลับบนแอปพลิเคชันเทเลแกรมที่เปิดขายการเข้าถึงสื่อลามกอนาจารเด็กในราคาค่าสมาชิก 999 บาท ถูกทลายลงแล้วที่จังหวัดอุดรธานี หลังชุดสืบสวนแฝงตัวอยู่ในกลุ่มเพื่อเก็บพยานหลักฐานนานเกือบ 2 ปี นำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย อายุ 25 ปีและ 28 ปี เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569
กลุ่มลับที่ถูกทลายมีลักษณะเป็นกลุ่มวีไอพีแบบปิด ผู้ที่ต้องการเข้าถึงต้องจ่ายค่าสมาชิกก่อน โดยผู้ต้องหาใช้บัญชีโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางโฆษณาชักชวนคนภายนอกให้สมัครเข้ามา ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นการหาผลประโยชน์จากสื่อที่ละเมิดเด็กโดยตรง
จุดเริ่มต้นของคดีมาจากการที่ชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี ร่วมกับกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 4 ติดตามพฤติการณ์การเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็กบนโลกออนไลน์ จนเก็บหลักฐานได้เพียงพอขออนุมัติหมายค้นจากศาลจังหวัดอุดรธานี เข้าตรวจค้นบ้านพักในพื้นที่อำเภอหนองหานเป็นจุดแรก พบว่าผู้ต้องหารายแรกทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลกลุ่ม และตรวจยึดโทรศัพท์มือถือที่มีไฟล์ภาพและวิดีโอละเมิดเด็กเก็บไว้จำนวนมาก
จุดที่ทำให้คดีขยายวง คือในไฟล์ที่ตรวจยึดได้ปรากฏคลิปของเยาวชนหญิงวัย 17 ปีรวมอยู่ด้วย เจ้าหน้าที่จึงสืบย้อนจนพบว่าผู้ต้องหารายแรกติดต่อกับเยาวชนคนดังกล่าวผ่านกลุ่มเทเลแกรมอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีผู้ต้องหารายที่สองเป็นผู้ดูแล นำไปสู่การขอหมายค้นบ้านพักในพื้นที่อำเภอหนองวัวซอ และตรวจพบคลิปของเยาวชนรายเดียวกันในเครื่องของผู้ต้องหารายที่สอง โดยเจ้าตัวยอมรับว่าบุคคลที่ปรากฏในคลิปร่วมกับเยาวชนคือตนเอง
พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาครอบครอง ผลิต และเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็กเพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศ พร้อมความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ก่อนส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี ดำเนินคดี
ขั้นตอนต่อจากนี้อยู่ที่การตรวจสอบเส้นทางการเงินและพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อพิจารณาแจ้งข้อหาค้ามนุษย์กับผู้ต้องหาทั้งสอง ขณะเดียวกันชุดสืบสวนยังเร่งขยายผลหาผู้เกี่ยวข้องรายอื่นในเครือข่าย ทั้งผู้ผลิตและสมาชิกที่ร่วมอยู่ในกลุ่ม
ทั้งนี้ ผู้ต้องหาทั้งสองยังอยู่ในชั้นสอบสวนและได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด สำหรับผู้พบเห็นเบาะแสการล่วงละเมิดเด็กหรือการเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็ก สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนตำรวจ 191 สายด่วนศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 หรือแจ้งผ่านสถานีตำรวจในพื้นที่
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง