สกู๊ปพิเศษ : รวบแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ หลอกนักศึกษากเเงินสดล้านสอง อายัดการเบิกกว่า 2 ล้านบาท
(ภักดี วีระรัตน์ / รายงาน)
หลุมพราง "แก๊งคอลเซ็นเตอร์" ภัยเงียบเขย่ารั้วมหาลัย หลอกกดเงินสดล้านสอง-อายัดบัญชีเฉียด 2.5 ล้าน "เพียงเพราะคำขู่ว่าจะถูกดำเนินคดี…" คำพูดติดปากของเหยื่อรายล่าสุดที่เป็นเพียงนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ยึดเงินออมทั้งชีวิตพร้อมเงินที่หยิบยืมจากครอบครัว รวมมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นจากการกดเงินสดสดๆ ถึง 1.2 ล้านบาท และถูกอายัดเส้นทางการเงินในระบบรวมกว่า 2.5 ล้านบาท
สกู๊ปพิเศษชิ้นนี้จะพาไปเจาะลึก กลยุทธ์จิตวิทยา ที่แก๊งมิจฉาชีพใช้ล่าเหยื่อกลุ่มวัยรุ่น-นักศึกษา พร้อมเปิดแผนผังวงจรการหลอกลวง และข้อควรระวังเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ… ถอดรหัสกลยุทธ์: ทำไม "นักศึกษา" ถึงตกเป็นเป้าหมายใหม่ในอดีต เรามักเชื่อกันว่าผู้สูงอายุหรือผู้ที่ไม่เชี่ยวชาญเทคโนโลยีคือกลุ่มเป้าหมายหลัก แต่สถิติล่าสุดชี้ให้เห็นว่า กลุ่มนักศึกษาและวัยรุ่นเริ่มต้นทำงาน (First Jobber) กำลังกลายเป็นเป้าหมายหลักด้วยเหตุผลเชิงจิตวิทยา 3 ประการจิตวิทยาความกลัวและความตกใจ (Fear & Panic): มิจฉาชีพใช้อุบายแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ (ตำรวจ, DSI, ปปง., หรือค่ายโทรศัพท์) ขู่ว่า “มีชื่อผูกกับบัญชีม้าหรือพัวพันคดีฟอกเงินระดับประเทศ” ความขลาดกลัวต่อกฎหมายทำให้ขาดสติ การแยกเหยื่อออกจากสังคม สั่งห้ามบอกพ่อแม่ ครู หรือเพื่อน โดยอ้างว่า "เป็นความลับทางราชการ หากบอกคนอื่นจะมีความผิดฐานขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่" .. .ความซื่อสัตย์และหลงเชื่อในหลักฐานปลอม มิจฉาชีพส่งรูปบัตรประจำตัวตำรวจปลอม หมายจับปลอม หรือตราสัญลักษณ์หน่วยงานรัฐผ่านทางไลน์ ทำให้เหยื่อหลงเชื่ออย่างสนิทใจ
เทคนิคคยร้าบสายแรกสร้างความตกใจอ้างว่าพบพัสดุผิดกฎหมายหรือเบอร์โทรศัพท์ไปผูกกับคดีฟอกเงิน โอนสายหา "ตำรวจปลอม": ส่งรูปหมายจับปลอมที่มีชื่อ-นามสกุลเหยื่อตรงเป๊ะ เค้นตรวจทรัพย์สิน บังคับให้แสดงบัญชีธนาคารทั้งหมด อ้างว่าจะต้อง "ตรวจสอบที่มาของเงิน" สั่งถอนเงินสด หลอกให้เหยื่อตระเวนกดเงินสดและถอนเงินหน้าเคาน์เตอร์ธนาคารรวม 1,200,000 บาท แล้วนำไปมอบให้ "สายลับ/คนมารับเงิน" หรือตู้รับฝากเงินสด เพื่อเลี่ยงการร่องรอยการโอนบัญชีถูกใช้เป็นทางผ่านบัญชีของเหยื่อถูกนำไปใช้รับโอนเงินจากเหยื่อรายอื่น ส่งผลให้ถูกอายัดบัญชีทุกธนาคารรวมยอดเงินหมุนเวียนกว่า 2,500,000 บาท ทำให้เหยื่อกลายเป็นทั้งผู้เสียหายและผู้ต้องสงสัยในเวลาเดียวกัน
ทันทีเมืาอวันที่ 5 ตุลาคม2569 ที่ตำรวจภูธรภาค 1 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.นราเดช ทิพย์รักษ์ ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.กิตติ์ธเนศ ธนนันท์ทวีสิน รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.ภาณุภาคยณ์ จิตต์ประยูรตี ผบก.สส.ภ.1 พล.ต.ต.พีรพล โชติกเสถียร ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี , พ.ต.อ.พีรศักดิ์ รอดบน รอง ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.วิทิต จันทร์เอี่ยม รอง ผบก.สส.ภ.1 , พ.ต.อ.วิศิษฏ์ มะอักษร รอง ผบก.สส.ภ.1 และพ.ต.อ.ธงรบ แจ้งจิต รอง ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี พ.ต.อ.นัฎฐพงษ์ ศรีเพ็ญประภา ผกก.สส.2 บก.สส.ภ.1 , พ.ต.ท.ปรัชญ์ อุปริกชาติพงษ์ รอง ผกก.สส.2 บก.สส.ภ.1 ,พ.ต.ท.ดนัยพร หาญกร รอง ผกก.สส.2 บก.สส.ภ.1 ,พ.ต.ท.ณัฐพงศ์ หอมดี สว. กก.สส.2 บก.สส.ภ.1 ,พ.ต.ต.วรภัทร แก้วดวงเทียน สว. กก.สส.2 บก.สส.ภ.1 และพ.ต.ต.ธวัชชัย โชติช่วง สว.กก.สส.2 บก.สส.ภ.1 พร้อมด้วยเจ้าพนักงานตำรวจ กก.สส.2 บก.สส.ภ.1 พ.ต.อ.อดิเรก โปธิปัน ผกก.สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ , พ.ต.อ.หฤษฎ์ คำจุมพล ผกก.กก.สส.ภ.จว.ปทุมธานี , กก.สส. บก.ตม.3 นำโดย พ.ต.อ.สุริยะ พ่วงสมบัติ ผกก. สส. บก.ตม.3 ,พ.ต.ท.อิธิธร ประเสริฐศักดิ์ รอง ผกก. สส. บก.ตม.3 และร.ต.อ.มาตรา จิตรธนภัทร์ รอง สว.(สอบสวน) กก.สส.บก.ตม.3จับกุมนายกชพงศ์, (สงวนนามสกุลสงวนนามสกุล) และนาย CHAN LOK LOIพร้อมของกลางเงินสด
สืบเนื่องเมื่อวันที่ 3 ต.ค.69 เวลาประมาณ 14.21 น. เจ้าพนักงานตำรวจ กก.สส.2 บก.สส.ภ. 1 ได้รับการประสานจาก เจ้าหน้าที่ธนาคารออมสิน สาขาฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต ว่ามี นายธนดลกุล งามบุญสืบ ผู้เสียหาย อายุ 19 ปี นักศึกษา ม.เวสเทิร์น อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ได้เข้ามาทำการ ถอนเงินที่มีลักษณะผิดปกติ เมื่อวันที่ 3 ต.ค.69 ดังนี้ 1.ถอนเงินจากสลากออมสิน จำนวนเงิน 1,200,000 บาท โดยใช้ใบแจ้งความสลากออมสินหาย จาก สน.ดอนเมือง พร้อมบัตรประชาชนตัวจริง ซึ่งธนาคารตรวจสอบแล้วถูกต้อง จึงได้ทำการถอนเงินให้ไป (ทราบภายหลังว่า ผู้เสียหายนำเงินไปส่งมอบให้แก่คนร้ายบริเวณ ลานจอดรถ ห้างฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิต) และในวันเดียวกันได้นำสมุดบัญชีเงินฝากของธนาคารออมสิน มาทำการถอนเงินออกจากบัญชี จำนวน 1,300,000 บาท ซึ่งในระหว่างดำเนินการผู้เสียหายมีการใช้โทรศัพท์วิดีโอคอล ตลอดเวลา เจ้าหน้าที่ธนาคารออมสินฯ จึงได้ทำการแจ้งเจ้าพนักงานสืบสวนภาค 1 เพื่อตรวจสอบ และระงับการเบิกถอน เงินจำนวนดังกล่าว
เจ้าหน้าตำรวจชุดจับกุม จึงได้วางแผนจับกุมผู้ต้องหา ที่มารับเงินได้ภายในลานจอดรถ ห้างฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิต ทราบชื่อต่อมาคือ นายกชพงศ์ แซ่เจียง (ผู้ต้องหาที่ 1) อายุ 25 ปี พร้อมเงิน ของกลางเงินสด จำนวน 1,200,000 บาท ซึ่งนายกชพงศ์ ให้การรับสารภาพว่า ตนมีหน้าที่รับเงิน แล้วนำส่งให้แก่คนจีน ย่านห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุม จึงได้วางแผนเข้าจับกุม คนจีนผู้รับเงินต่อ บริเวณ ริมถนนเทียมร่วมมิตร ข้างอาคารศูนย์ซ่อมบำรุงหลัก โครงการรถไฟฟ้ามหานคร เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร เมื่อผู้ต้องหานำเงินของกลางส่งให้กับคนจีนผู้รับเงินต่อ จึงได้เข้าทำการจับกุม นาย CHAN LOK LOI (ทราบชื่อภายหลัง) อายุ 40 ปี สัญชาติมาเก๊า ซึ่งนาย CHAN LOK LOI ได้ให้การรับสารภาพ ว่ามีหน้าที่รับเงินเพื่อนำส่งให้กับผู้สั่งการต่อไป
หลังจากนั้น นาย CHAN LOK LOI ได้สมัครในนำเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุม เข้าตรวจค้น ห้องเลขทื่ 422/188 คอนโด The Seed ซ.ประชาราฎร์บำเพ็ญ 20 แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ผลการตรวจค้นไม่พบสิ่งผิดกฎหมายเพิ่มเติม จึงได้แจ้งข้อกล่าวหา ความผิดฐาน "ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น" นำผู้ต้องหาส่ง สภ.ประตูน้ำจุฬา เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนเงินของกลางจะได้ประสานผู้เสียหายเพื่อคืนเงิน ตามนโยบาย MONEY CASH BACK ต่อไป
ฝากเตือนวิธีการป้องกันตัวตาม 4 กฎเหล็ก "สูตรป้องกันตัว" จากมิจฉาชีพจำไว้เสมอ เจ้าหน้าที่ตำรวจ DSI ปปง. หรือธนาคาร ไม่มีนโยบาย โทรศัพท์มาข่มขู่ ให้โอนเงิน หรือสั่งให้ถอนเงินสดเพื่อนำมาตรวจสอบโดยเด็ดขาด
ไม่เชื่อ: หากมีสายโทรอ้างเรื่องคดีความ ให้วางสายทันที แล้วโทรเช็กที่สถานีตำรวจท้องที่หรือหน่วยงานนั้นๆ โดยตรงไม่โอน / ไม่ถอน: เงินในบัญชีของคุณ สะอาดที่สุดเมื่ออยู่ในบัญชีของคุณเอง การโอนออกไป "ตรวจสอบ" คือการโอนให้โจร 100% ไม่เปิดกล้อง / ไม่คุยไลน์หน่วยงานรัฐไม่ปฏิบัติงานผ่าน LINE Video Call หรือการส่งเอกสารทางไลน์… หากเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ ให้รีบบอกพ่อแม่ อาจารย์ หรือผู้ปกครองทันที ไม่ต้องกลัวความผิดที่ถูกขู่