นายกฯ เดินหน้า “ประกันภัยพิบัติ” คุ้มครอง 1 ต.ค. 69 วงเงินสูงสุด 1 แสนบาท
ณ ห้องประชุมชั้น 3 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน Kick off " โครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน" ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน แพทย์ประจำตำบล ผ่านระบบ Zoom โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเปิดศูนย์บัญชาการทั่วประเทศและการดำเนินงานในพื้นที่ที่มีการประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัย ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการบูรณาการแก้ไขปัญหาและดูแลประชาชน โดยรัฐบาลตระหนักถึงผลกระทบจากภัยพิบัติที่มีต่อชีวิตและที่อยู่อาศัย จึงให้ความสำคัญทั้งการช่วยเหลือผู้ประสบภัยและการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ด้วยการจัดทำประกันภัยเพื่อรองรับความเสียหายของที่อยู่อาศัยทุกหลังคาเรือน เป็นการเพิ่มกลไกการช่วยเหลือผ่านการที่ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยให้แก่ประชาชน
โครงการดังกล่าวเริ่มให้ความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ครอบคลุมประชาชนประมาณ 30 ล้านครัวเรือน โดยปรับแนวทางจากการให้ความช่วยเหลือภายหลังเกิดภัย ไปสู่การสร้างหลักประกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองที่ชัดเจนตามเงื่อนไขและเป็นธรรม ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและสนับสนุนให้สามารถกลับมาดำรงชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจประกันภัย และภาคเอกชน ในการรองรับความเสียหายจากภัยพิบัติ
รัฐบาลมุ่งหวังให้โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งกลไกในการเยียวยาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถฟื้นฟูความเสียหายได้อย่างทันท่วงที พร้อมร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และยกระดับจากการให้ความช่วยเหลือภายหลังเกิดภัย ไปสู่การเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ
นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาล กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ร่วมกันประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้ประชาชนรับทราบอย่างทั่วถึง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิและลดความกังวลเมื่อเกิดภัย โดยผู้ว่าราชการจังหวัดต้องศึกษาเงื่อนไขของกรมธรรม์ให้เข้าใจอย่างชัดเจน เพื่อสามารถชี้แจงแก่ประชาชนเกี่ยวกับขอบเขตความคุ้มครองและเงินที่สามารถนำไปใช้ซ่อมแซมความเสียหายจากภัยพิบัติ
ทั้งนี้ รายละเอียดสำคัญปรากฏอยู่ในคู่มือที่จัดทำขึ้น โดยผู้ว่าราชการจังหวัดต้องศึกษาอย่างละเอียดและเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับวัตถุประสงค์และเงื่อนไขของโครงการ ซึ่งมุ่งให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองจากภัยพิบัติ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว
สำหรับความคุ้มครองที่อยู่อาศัย กำหนดวงเงินสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อครัวเรือน โดยไม่คำนึงถึงจำนวนสมาชิกภายในบ้าน และให้นับเป็น 1 ครัวเรือน การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจะพิจารณาตามความเสียหายที่ได้รับการประเมิน โดยมีเจ้าหน้าที่ คณะกรรมการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันประเมิน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับ อุทกภัย กำหนดเงินชดเชยความเสียหายเบื้องต้น 10,000 บาท และวงเงินเพิ่มเติมอีกไม่เกิน 90,000 บาทต่อหลังคาเรือน ขณะที่ วาตภัย กำหนดเงินชดเชยความเสียหายเบื้องต้น 5,000 บาท โดยเมื่อรวมกับวงเงินส่วนที่เหลือแล้วไม่เกิน 100,000 บาท ส่วน แผ่นดินไหว กำหนดเงินชดเชยความเสียหายเบื้องต้น 5,000 บาท โดยมีวงเงินความคุ้มครองรวมไม่เกิน 100,000 บาท ทั้งนี้ การจ่ายค่าสินไหมทดแทนเป็นไปตามเงื่อนไขและการประเมินความเสียหายตามกรมธรรม์
ในกรณีที่เกิดน้ำท่วมล้อมพื้นที่เป็นระยะเวลาเกิน 7 วัน จนประชาชนไม่สามารถดำรงชีพได้ จะเข้าข่ายได้รับค่าชดเชย 10,000 บาท จากเดิมที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกำหนดไว้ไม่เกิน 9,000 บาท เพิ่มขึ้นอีก 1,000 บาท ตามกลไกการจัดซื้อประกันภัยเพื่อให้ความคุ้มครองแก่ประชาชน
นอกจากนี้ ยังมีความคุ้มครองชีวิตจากอุบัติเหตุ ครอบคลุมความเสียหายต่อชีวิต อวัยวะ และการบาดเจ็บ รวมถึงกรณีเสียชีวิตจากผลกระทบของภัยพิบัติ ภายใต้วงเงินความคุ้มครอง 2 ล้านบาทต่อคน จึงจำเป็นต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบสิทธิและแนวทางการขอรับความคุ้มครองเมื่อประสบเหตุอุทกภัยหรือภัยพิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด
สำหรับเงื่อนไขสำคัญ เหตุภัยพิบัติต้องเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีการประกาศและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยต้องดำเนินการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงความคุ้มครองตามเงื่อนไขของประกันภัยที่รัฐบาลจัดทำให้ ทั้งนี้ โครงการดำเนินการเป็นรายปี ครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2569 ถึงเดือนตุลาคม 2570 โดยค่าใช้จ่ายในการประกันภัยอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามระดับความรุนแรงและสถานการณ์ภัยพิบัติ
รัฐบาล โดยกระทรวงมหาดไทยและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะร่วมดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความเสียหาย พร้อมสนับสนุนการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนรับทราบสิทธิและแนวทางการขอรับความคุ้มครองอย่างทั่วถึง พร้อมทั้งเร่งดำเนินโครงการเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชน พร้อมเร่งเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิทธิ เงื่อนไขความคุ้มครอง และแนวทางการรับเงินช่วยเหลือให้ประชาชนรับทราบอย่างทั่วถึง เพื่อเพิ่มหลักประกันในการรับมือกับภัยพิบัติ บรรเทาภาระความเสียหาย และลดความกังวลของประชาชนเมื่อเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : นายกฯ เตรียมงบกลาง 4,000 ล้าน เยียวยาน้ำท่วมทั่วประเทศ เร่งสูบน้ำ-ฟื้นฟูพื้นที่