โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สภาประชาชนเปิดเวทีซักฟอกรัฐบาลอนุทิน ค้านแก้กฎหมาย 4 ฉบับ หวั่นรวบอำนาจ-เอื้อทุนใหญ่ ลั่นสู้ถึงที่สุด

สยามรัฐ

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สภาประชาชนเปิดเวทีซักฟอก รัฐบาลอนุทิน ชี้แก้กฎหมาย 4 ฉบับดึงงบภาษีบาปเข้าส่วนกลาง เป็นการรวบอำนาจ-ลิดรอนสิทธิประชาชน เตือนอย่าลุแก่อำนาจ หวั่นเปิดทางทุนใหญ่ เอื้อธุรกิจเหล้า-บุหรี่ ยันยกระดับสู้ถึงที่สุดหากไม่ถอนร่าง

เครือข่ายประชาชนปฏิรูประบบสุขภาพและสื่อสาธารณะเพื่อสิทธิพลเมือง และภาคีเครือข่ายภาคประชาชนทั่วประเทศ จัด เวทีสภาประชาชนออนไลน์ โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 300 คนจากทั่วประเทศ เพื่ออภิปรายตรวจสอบรัฐบาลนำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กรณี “การแก้ไขร่างแก้ไขร่าง พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) ร่าง พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) , ร่าง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ และ ร่าง พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย

โดย นายสมบูรณ์ คำแหง กล่าวว่า การที่พรรคการเมืองเสนอแก้ไข ร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ เป็นการตัดกำลังของประชาชนและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มทุน เหล้า บุหรี่ เพราะเรื่องของการจัดระเบียบงบประมาณไม่น่าจะเป็นเหตุผลที่ยกมา ทั้งนี้หลังรัฐธรรมนูญปี 40 ประชาชนเกิดการตื่นตัว เกิดองค์กรพิเศษ รวมถึง สสส. ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2544 ส่วนไทยพีบีเอสเกิดขึ้นในปี 2551 เป็นนวัตกรรมแห่งสมัยที่สร้างกระบวนการทางสังคมแบบใหม่ ให้ชาวบ้านคิด ออกแบบพัฒนาตนเอง สร้างการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ ในชุมชน ประชาชนเกิดการตื่นรู้อย่างมาก ปราศจากการครอบงำของพรรคการเมือง นักการเมือง แต่ปัจจุบันรัฐบาลอาจกระหยิ่มยิ้มย่องใจว่าตัวเองมีอำนาจเต็ม คุม สส. สว. และองค์กรอิสระ แต่ยังหนักใจว่ายังคุมภาคประชาชนไม่ได้ โดยเฉพาะองค์กรที่ไปสนับสนุนให้ภาคประชาชนเติบโตและเข้มแข็งอย่าง สสส. หรือไทยพีบีเอส คิดว่านี่ต่างหากคือจุดสำคัญที่ทำให้การเมืองในปัจจุบันหรือรัฐบาลในปัจจุบันกำลังใช้ภาษีเข้าไปจัดการองค์กรเหล่านี้

22

“ไม่ต้องสงสัยว่ารัฐบาลกำลังลิดรอน ยึดอำนาจประชาชน เราต้องเสพเรื่องนี้อย่างมีสติ ยิ่งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ออกมาแถลงข่าวตรวจสอบไทยพีบีเอส ยิ่งชัดเจนว่าเป็นใบสั่งแน่ๆ เพราะอยู่ๆ ก็มีวาระพิเศษขึ้นมา แถลงข่าวด่วนเรื่องไทยพีบีเอสโดยเฉพาะ เอาเข้าจริงมันไม่ได้เป็นเรื่องงบประมาณเลย แต่กำลังจะเป็นเรื่องการเมืองเข้าไปควบคุมองค์กรเหล่านี้ ดังนั้นอยากให้สังคมมีสติในการเสพเรื่องนี้ และช่วยกันส่งเสียงดังๆ เตือนรัฐบาล ฝ่ายการเมือง อย่าลุแก่อำนาจ และหยุดกระบวนการแก้ไขกฎหมายเหล่านี้ให้ถึงที่สุด” นายสมบูรณ์ กล่าว

ด้าน นายวิษณุ ศรีทะวงศ์ มูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม เครือข่ายองค์กรงดเหล้า กล่าวว่า ตนขอชื่นชมนายอนุทิน สมัยที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อยู่ในคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถือเป็นนักรณรงค์ เป็นผู้คิดสโลแกน เปลี่ยนจาก "เมาไม่ขับ" เป็นคำว่า "ดื่มไม่ขับ ขับไม่ดื่ม" ประกาศไม่ยอมก้มหัวให้กลุ่มทุนใดๆ เพราะไม่มีผลประโยชน์ แต่ไม่นานหลังเปลี่ยนวาระไปเป็นนายกฯ การกระทำเริ่มสวนทาง โดยยอมผ่อนปรนเพื่อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน่าตกใจ ตั้งแต่การเปิดสถานบันเทิงถึงตี 4 แม้หลังมีผลศึกษาว่าไม่คุ้ม แต่รัฐบาลยังทำโซนนิ่ง ขยายเวลาขายเหล้าช่วงบ่าย และมาสู่การแก้ไข พ.ร.บ.สสส. และ 4 กองทุน รวบอำนาจดึงงบฯ ภาษีสุขภาพกลับสู่งบฯ ปกติ ทางวินัยการเงินการคลังก็ย้อนแย้งกับโครงการที่ออกมา โดยเฉพาะช่วงน้ำท่วมที่เริ่มมีโครงการประหลาดๆ

33

นายวิษณุ กล่าวต่อว่า ตนเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ควบคุมแอลกอฮอล์ มีการพูดถึงเรื่องการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบว่า ควรเริ่มกองทุนเพิ่มเติมจากภาษีบาป ซึ่งตัวแทนฝ่ายธุรกิจระบุว่าได้จัดสรรให้รัฐบาลแล้ว 10% ที่กระจายไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่กลับไม่ถูกนำมาใช้ในการรณรงค์สร้างเสริมสุขภาพระดับพื้นที่ หรือเยียวยา ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบเลย แต่กลับเอาไปใช้ตามใจ นี่เป็นบทเรียนว่าหากเงิน สสส. ถูกดึงเข้าไปส่วนกลางแล้ว โอกาสที่จะใช้ทำงานสร้างเสริมสุขภาพแทบจะไม่เกิดขึ้นแล้ว แต่จะถูกใช้ไปในวาระอื่นเหมือนกัน ดังนั้นในฐานะที่ตนทำงานภาคประชาสังคม และเคยร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพกองทุนหมุนเวียนทางสภา ในชุดกรรมาธิการการมีส่วนร่วม ยืนยันตรงกันว่า ระบบราชการแบบรวมศูนย์ไม่สามารถแก้ไขปัญหาสังคมที่ซับซ้อนได้โดยลำพัง แต่การมีสสส. มีโครงการจำนวนมากที่ทำกับพื้นที่ที่รัฐเอื้อไม่ถึงทำให้ผ่านวิกฤตหลายครั้งได้ จึงไม่ควรตัดกลไกภาคประชาสังคมออกจากสมการการเปลี่ยนแปลงทางเมืองใดๆ รัฐบาลที่ดีต้องฉลาด และส่งเสริมให้ประชาชนเข้มแข็งลุกขึ้นมาจัดการตนเอง

“ผมอยากเรียกร้องไปยังท่านนายกฯ อนุทิน โปรดกลับมาตรงจุดเดิมที่ท่านมีจิตวิญญาณในการปกป้องชีวิตทุกคน อันนั้นเป็นเจตจำนงที่ดีของท่าน ด้วยการยุติความพยายามจะไล่รื้อ ถอนกลไกเสริมสร้างสุขภาพของประชาชน หันมาร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ” นายวิษณุ กล่าว

44

น.ส.รสิตา ซุ่ยยัง ผู้ประสานงานเครือข่ายรักษ์ระนอง กล่าวว่า เราเป็นกลุ่มชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ไม่มีสื่อสนใจ มีเพียง ไทยพีบีเอสที่ลงพื้นที่และอบรมการเป็นนักข่าวพลเมืองเพื่อให้เจ้าของปัญหาในพื้นที่สามารถสื่อสาร จนสามารถทำข่าวสื่อสาร ประสานงานจนได้วัคซีนป้องกันโควิดมาให้กับกลุ่มคนไร้รัฐในพื้นที่ที่เข้าไม่ถึงวัคซีน สิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ สิ่งแวดล้อม การจัดการปัญหาขยะ เรียกว่าวันนี้พยายามช่วยงานของรัฐ อะไรที่ขาดตกบกพร่องรัฐเข้าไม่ถึงเราก็พยายามเป็นตัวต่อให้ แต่ไม่เข้าใจว่าวันนี้นายอนุทินในฐานะที่เป็นนักการเมือง เป็นนายกฯ ต้องการอะไร กลัวการที่ชาวบ้านในพื้นที่จะมีปากมีเสียงที่จะพูด กลัวว่าเขาจะเจอปัญหาของพวกคุณหรือไม่ ทั้งๆ ที่เงินภาษีนี้ก็ไม่ใช่ของคุณ แต่เป็นภาษีบาปที่นำมาใช้ทำงานในพื้นที่ อย่าตัดตอนตรงนี้ เพราะสะท้อนว่ารัฐบาลของคุณไม่เห็นคุณค่า สิทธิ ความเป็นมนุษย์ของคนในพื้นที่เลย และเราไม่สามารถไว้วางใจให้คุณแก้กฎหมายทั้ง 4 ฉบับนี้ได้ ควรที่จะคงเอาไว้ ทั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราออกมาเตือนคุณว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับนี้ หากยังไม่ถอนออกก็จะยกระดับการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิ์ของเราต่อไปในอนาคตเช่นกัน

นางศิรวีย์ ทิพย์วงศ์ เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง กล่าวว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำ การรวบอำนาจของหน่วยงานรัฐ การเมืองเข้ามาล้วงลูกในองค์การมหาชน กระทบสิทธิประชาชนจากแน่นอน เพราะทำให้การทำงานไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์เดิมที่จะทำงานเพื่อประโยชน์ประชาชน เกิดการแทรกแซง การแต่งตั้งคนไม่ได้เป็นไปตามความรู้ความสามารถ แต่การเมืองส่งคนตัวเองมาแทนทั้งๆ ที่ไม่มีความรู้ความสามารถ การทำงานมักจะมุ่งผลกระโยชน์ระสะสั้นของฝ่ายการเมือง แทนประโยชน์ระยะยาวของประเทศ เกิดการทุจริต ใช้ทรัพยากรเสริมอิทธิพลการเมือง ผลประโยชน์ทับซ้อนเยอะ การตรวจสอบทำได้ยาก พอเปลี่ยนรัฐบาลนโยบายก็เปลี่ยนทำให้งานไม่ต่อเนื่อง เกิดการสูญเสียงบฯ และสิ้นเปลืองทรัพยากร ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจของประชาชนที่มองว่า องค์การมหาชนจะเป็นเครื่งอมือฝ่ายการเมือง ไม่ใช้หน่วยงานที่ไว้ใจได้ เหมือนกับองคกรอิสระที่เป็นข่าวอยู่ การทำงานขององค์การมหาชนทำงานได้ยากขึ้น ทำให้การพัฒนาประเทศขาดความต่อเนื่อง วางแผนระยะยาวไม่ได้ เกิดผลเสียกับประชาชน

ทั้งนี้ การลดทอนการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยการ มอบอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง สร้างความเสียหายและสร้างการถดถอย ซึ่งการรวมศูนย์อำนาจมีหลายรูปแบบเช่น การออกกฎหมายการใช้อำนาจในด้านต่างๆเพื่อมาควบคุม การรวมศูนย์การตัดสินใจที่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลางหรือการบังคับใช้กฎหมาย จากบนลงล่าง ทำให้การตัดสินใจขาดความรอบรู้และไม่ตอบโจทย์ประชาชน นโยบายผิดเป้าหมายไม่ตรงกับความต้องการปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน มีความล่าช้าในการแก้ปัญหาและตรวจสอบได้ยากบุคลากรหรือเจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจ

นายเจกพันธ์ พรมมงคล ฝ่ายเลขาสภาประชาชน เป็นผู้อ่านมติของสภาประชาชนในวันนี้ ดังนี้ 1.รัฐบาลต้องเคารพหลักการองค์กรสาธารณะ ความอิสระ 2.ขอให้มีการถอนร่างกฎหมายทั้งสี่ฉบับ หรือนายกฯ พิจารณาไม่รับรองร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ เพราะไม่สอดคล้องกับแนวทางการสร้างเสริมสุขภาพ และการส่งเสริมให้ประชาชนมีหลักประกันที่ดีด้านการได้รับบริการสาธารณะจากสื่อสาธารณะ 3. กฎหมายต้องคงหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน พัฒนากองทุน โปร่งใส มีธรรมาภิบาล ทันสมัย 4. ให้คงมีการจัดสรรเงินอุดหนุนทางตรง Earmarked Tax ต่อไป เพื่อเป็นหลักประกันความอิสระของสื่อสาธารณะ และความต่อเนื่องของการทำงาน 5.ขอให้รัฐบาลใช้กลไกหรือกฎหมายปกติที่มีอยู่ ในการกำกับดูแล การตรวจสอบ เพื่อให้การใช้งบฯ อย่างมีประสิทธิภาพ และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนสามารถติดตามได้ และ 6.รัฐบาลควรให้ความสำคัญของการสร้างกฎหมายกระจายอำนาจ ส่งเสริมให้ประชาชนมีสิทธิในที่ดิน ทรัพยากร เพื่อเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเข้มแข็งให้ประชาชนสามารถพัฒนาตนเองได้

“สภาประชาชนยืนยันหลักการว่า ทรัพยากรสาธารณะต้องบริหารเพื่อประโยชน์ของประชาชน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการแทรกแซงทางการเมือง” นายเจกพันธ์ กล่าว

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...