โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รบอิหร่านต่อแต่ปรับแผนลดผลกระทบ (2)

ไทยโพสต์

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 20 มิ.ย. เวลา 17.01 น.

ทุกคนรู้ดีว่ายิ่งยืดเยื้อเศรษฐกิจจะยิ่งเสียหาย บางประเทศโดนซ้ำเติมสถานการณ์ที่เลวร้ายอยู่แล้วให้เลวร้ายลงไปอีก

ทุกคนยอมรับและรับรู้ผลกระทบอันเนื่องจากสงคราม ราคาน้ำมันที่ส่งผลต่อสินค้าอื่นๆ ทั้งระบบ คนอเมริกันก็รับรู้ผลกระทบนี้ คงไม่เกินจริงจะถ้าพูดว่าประชากรโลกหลายพันล้านคนได้รับผลกระทบ ยิ่งคนรากหญ้าพวกหาเช้ากินค่ำจะรับผลกระทบก่อนและมากที่สุด ไม่แปลกที่รัฐบาลทั่วโลกต่อต้านการทำสงคราม บทความตอนนี้จะพูดถึงปัจจัยนานาชาติต่อสงครามอิหร่าน

ภาพ: “สงครามไม่ใช่คำตอบแต่เป็นหายนะ” โดยอันโตนิโอ กูเตเรส

เครดิตภาพ: ปัญญาประดิษฐ์

คาดน้ำมันกับปุ๋ยไม่พอใช้:

สำนักงานพลังงานสากล (IEA) เตือนน้ำมันในระบบยังหดหายต่อเนื่องจากสงครามอิหร่าน จนบัดนี้น้ำมันในระบบหายไปแล้ว 1 พันล้านบาร์เรล

ทุกวันนี้ยังมีน้ำมันใช้มากพอเพราะใช้น้ำมันจากคลังสำรอง แต่คลังสำรองมีจำกัด ในที่สุดจะถึงจุดหนึ่งที่น้ำมันไม่พอใช้ ผลคือราคาจะสูงขึ้นอีกมาก

IEA คาดว่าไม่เกินสิ้นเดือนมิถุนา. หากสถานการณ์ไม่กลับสู่ปกติ น้ำมันโลกจะไม่พอใช้ เป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่ผู้เชี่ยวชาญบางคนชี้เศรษฐกิจโลกจะดำดิ่งมากกว่านี้ ราคาจะสูงอีกนาน เพราะจะถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง กำลังการผลิตน้อย ส่งผลให้ราคาน้ำมันใน 1-3 ปีข้างหน้าทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง จนกว่าอุตสาหกรรมน้ำมันในตะวันออกกลางจะซ่อมแซมเสร็จสิ้น

การแก้ไขต้องรีบโดยเร็ว ยิ่งปล่อยยืดเยื้อยิ่งกระทบภาพรวม MOU หยุดยิงล่าสุดจะช่วยลดปัญหาดังกล่าว ภาพรวมดูดีขึ้น

ส่วนองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ชี้อาหารแพงขึ้นเพราะต้นทุนสูงขึ้น ทั้งจากน้ำมันกับปุ๋ยเคมีที่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ สงครามอิหร่านในตอนนี้ขวางปุ๋ย 20-30% ไม่ให้เข้าสู่ตลาดโลก แต่ในระยะสั้นราคาอาหารโลกไม่เปลี่ยนมากนักเพราะยังมีสินค้าคงคลังอยู่ ประเด็นคือ หากปุ๋ยน้อยไม่พอใช้ ผลผลิตจะลดลงและอาหารแพงขึ้น

สงครามจึงเพิ่มค่าครองชีพ คนรากหญ้าจะรับผลกระทบก่อนและได้รับผลแรงสุด

ปัจจัยเศรษฐกิจนานาชาติ:

องค์กรระหว่างประเทศ สถาบันเศรษฐกิจ ออกรายงานคาดการณ์ผลกระทบต่อเนื่อง

ตั้งแต่ต้นสงคราม อันโตนิโอ กูเตเรส (Antonio Guterres) เลขาธิการสหประชาชาติ เตือน ต้องรีบเจรจาสงบศึกให้ได้ก่อนบานปลายกลายเป็นสงครามตะวันออกกลางที่คุมไม่ได้ เศรษฐกิจโลกปั่นป่วน สร้างความทุกข์ยากแก่ผู้คนทั่วโลก สร้างความยากจน อาหารขาดแคลน “สงครามไม่ใช่คำตอบแต่เป็นหายนะ” ต้องนำสันติภาพกลับมา

นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนวิเคราะห์ผลเสียหายมากมาย Amin Nasser จาก Saudi Aramco เตือนว่าสงครามที่ทำลายตลาดน้ำมันโลก อาจทำให้เศรษฐกิจโลกหายนะ ประเด็นไม่อยู่แค่มีน้ำมันพอใช้หรือไม่เท่านั้น แต่จะหายนะด้วย “ราคา” ที่พุ่งสูงด้วยหลายปัจจัย เช่น ต้นทุนขนส่ง การประกันความเสี่ยง ต้นทุนจากอุตสาหกรรมน้ำมัน การเก็งกำไรของตลาด

ผลต่อเศรษฐกิจอาหรับ:

ทั้งๆ ที่ชาติอาหรับไม่ใช่ผู้ก่อสงคราม ไม่ใช่คู่สงครามแต่รับผลกระทบหนักมาก มีคนบาดเจ็บล้มตาย ไม่เพียงเครือข่ายอุตสาหกรรมพลังงานที่เสียหายเท่านั้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเสียหายร้ายแรง เศรษฐีทั่วภูมิภาคหนีไปหลบต่างประเทศ เศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรง

1) ท่องเที่ยวกับการบินหยุดชะงัก

เดิมทีภูมิภาคนี้คาดการณ์ว่าในปี 2026 การท่องเที่ยวจะเติบโตถึง 13% แต่สงครามทำให้อุตสาหกรรมนี้ดิ่งลงเหวทันที น่านฟ้าปิดและยกเลิกเที่ยวบิน สายการบินระดับโลกที่เป็นหัวใจเสาหลักเศรษฐกิจใหม่อย่าง Emirates และ Qatar Airways ต้องหยุดชะงักเกือบสิ้นเชิง เที่ยวบินกว่า 5,000 เที่ยวถูกยกเลิกตั้งแต่ช่วงต้นของความขัดแย้ง

รายได้จากการท่องเที่ยวหายวับ ผลการศึกษาจาก Tourism Economics ชี้ว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าสู่กลุ่มประเทศ GCC อาจลดลงถึง 26% ถึง 34% คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยตรงด้านการท่องเที่ยวและการจับจ่ายสูงถึง 34,000-56,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้

2) ภาวะสมองไหลและกลุ่มทุนออกนอกประเทศ

ประโยคที่ว่า “เศรษฐีทั่วภูมิภาคหนีไปหลบต่างประเทศ” คือภาพสะท้อนของการทำลายล้าง “ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย”

ภาพลักษณ์ความปลอดภัยที่พังทลาย เมืองอย่างดูไบ โดฮา หรือริยาด เดิมเป็นสวรรค์ของเศรษฐี นักลงทุนต่างชาติ และพวกแรงงานทักษะสูงจากต่างประเทศ เพราะปลอดภัย เป็นศูนย์รวมความมั่งคั่ง แต่การโจมตีทางอากาศและภัยคุกคามรอบด้านทำให้คนรวยและกลุ่มแรงงานทักษะสูงเหล่านี้เลือกที่จะย้ายสินทรัพย์และครอบครัวไปหลบภัยในยุโรป เอเชียหรืออเมริกาทันที

ชะลอเมกะโปรเจกต์ ทุนในประเทศและต่างประเทศเริ่มชะลอตามสถานการณ์ แม้แต่กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย (PIF) ยังต้องทบทวนยุทธศาสตร์ ลดการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยในอภิมหาโปรเจกต์ (Giga-projects) หันมาเน้นความมั่นคงภายในแทน

3) “วิกฤตสองด้าน”

ประเทศอาหรับในแถบอ่าวพึ่งพาการนำเข้าอาหารผ่านช่องแคบฮอร์มุซสูงถึง 80% ของปริมาณแคลอรีที่บริโภคทั้งหมด การปิดช่องแคบส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานอาหารหยุดชะงักกว่า 70% ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในซูเปอร์มาร์เก็ตพุ่งสูงขึ้น 40-120% จนต้องใช้การขนส่งทางอากาศมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ต้นทุนการผลิตเพิ่ม โครงสร้างพื้นฐานเสียหาย การโจมตีโรงงานกลั่นน้ำทะเล (Desalination plants) ซึ่งเป็นแหล่งน้ำดื่มหลักเกือบ 99% ของคูเวตและกาตาร์ ซ้ำเติมด้านมนุษยธรรม และดึงงบประมาณของรัฐไปใช้ในการซ่อมแซมมหาศาลแทนการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ในภาพรวม โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประเมินว่าสงครามอิหร่านในปี 2026 นี้จะลดมูลค่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของกลุ่มประเทศอาหรับลงไปกว่า 120,000 ถึง 194,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ผลต่ออาเซียน:

Evghenia Sleptsova จาก Oxford Economics ชี้ว่า ฟิลิปปินส์ ไทย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เพราะพึ่งพานำเข้าพลังงานจำนวนมากจากตะวันออกกลาง การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลต่อพวกเขาโดยตรง

Ronald Goseco จาก Financial Executives Institute of the Philippines ชี้ว่ารัฐบาลฟิลิปปินส์ได้แต่ปล่อยให้น้ำมันขึ้นราคา สร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ เงินเฟ้อพุ่ง คาดว่าอาจสูงถึง 8% สูงกว่าปีก่อน 2 เท่า

วิเคราะห์: สงครามจึงไม่ใช่เรื่องของสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่านเท่านั้น แต่กระทบต่อนานาชาติ ทำไมประชาคมโลกต้องรับผลเสียจากสงครามที่พวกเขาไม่ได้ก่อ ยิ่งยืดเยื้อยิ่งบั่นทอนทำลายคนนับพันล้าน ใครจะจ่ายค่าชดเชยแก่คนเหล่านี้

สงครามจะจบเร็วหรือจะยืดยาวแค่ไหน:

ประเด็นที่น่ากังวลคือ สงครามนี้จะจบเร็วหรือจะยืดยาวแค่ไหน นานาชาติอยากให้จบเร็ว ทุกคนรู้ดีว่ายิ่งยืดเยื้อเศรษฐกิจจะยิ่งเสียหาย บางประเทศคือซ้ำเติมสถานการณ์ที่เลวร้ายอยู่แล้วให้เลวร้ายลงไปอีก

ล่าสุด นาโตยุโรปเปลี่ยนท่าทีอยากมีส่วนการหยุดยิง หวังมีบทบาทคุ้มครองฮอร์มุซ ส่วนจีนย้ำว่ายึดกฎบัตรสหประชาชาติ แก้ไขด้วยการหารือ บนหลักความเท่าเทียมและยุติธรรม เป็นอิสระต่อกัน ไม่ข่มขู่ด้วยกำลัง ขอให้นานาชาติมีส่วนร่วมเพราะสงครามกระทบต่อคนทั้งโลก ต้องช่วยกันนำสันติภาพกลับมา

แต่การหยุดยิงชั่วคราวรอบนี้จะยาวนานแค่ไหน สันติภาพแท้จะเกิดหรือไม่ เป็นคำถามที่ผู้เชี่ยวชาญให้ความสำคัญ.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...