‘ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร’ มองกรุงเทพฯ ยังสามารถดีกว่านี้ได้อีก พร้อมรื้อ-แก้ เส้นเลือดใหญ่ ‘อำนาจผู้ว่าฯ-คอร์รัปชัน’
ไทยพับลิก้า พูดคุยกับ ดร.ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ ดร.โจ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จากพรรคประชาชน
ดร.ชัยวัฒน์ เข้าสู่แวดวงการเมืองอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2566 จากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ต่อมาปี 2567 รับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาชน และในปี 2569 ดร.ชัยวัฒน์ ในนามตัวแทนของพรรค ลงสมัครเป็นผู้ว่ากรุงเทพมหานคร
แม้การเลือกตั้งใหญ่เมื่อต้นปี 2569 พรรคประชาชนจะคว้าเก้าอี้ ส.ส. ครบทุกเขตในกรุงเทพฯ ทว่า การเลือกผู้ว่า กทม. กลับพึ่งคะแนนฐานเสียงเดิมไม่ง่ายนัก เพราะกระแสความนิยมของ ‘ชัชชาติ สิทธิพันธ์’ ที่ลงสมัครผู้ว่าฯ ครั้งที่ 2 ทำให้พรรคประชาชนกลายเป็นมวยรองของสนาม กทม.
อะไรคือแนวทางใหม่ๆ ที่ กทม. ทั้งนโยบายและกลยุทธ์ จากพรรคประชาชน ที่อาสาเข้ามาบริหารจัดการ
1 วาระ 5 แสนล้าน – รื้อโครงสร้าง กทม. เน้นหลักบริหารท้องถิ่น
“กทม. ได้งบประมาณ 1 ปี 1-1.2 แสนล้านบาท รวม 4 ปีประมาณ 5 แสนล้านบาท ใน 4 ปีของ ผู้ว่าฯ ทำอะไรได้มากกว่ามากกว่านี้”
ดร.ชัยวัฒน์ มองว่ากรุงเทพฯ มีปัญหาหลายด้าน แม้ช่วง 4 ปีที่ผ่านมาคะแนนกรุงเทพฯ จะพัฒนาขึ้นในหลายด้าน แต่หลายครั้งเป็นการแก้ปัญหาแบบไม่เด็ดขาด เพราะเน้นพุ่งเป้าไปที่เส้นเลือดฝอยเป็นหลัก
เป็นปัญหาใหญ่ เป็นรากเหง้าของปัญหาในการบริหาร กทม. ผู้ว่า กทม. ไม่มีอำนาจจัดการโดยตรง หลายๆเรื่องที่เป็นปัญหาแม้อยู่ในพื้นที่กทม. แต่การกำกับดูแลเป็นของหน่วยงานอื่น ที่ กทม.ไม่มีอำนาจสั่งการ ทำให้การแก้ไขปัญหาหลายอย่างทำได้แค่เส้นเลือดฝอย ลูบหน้าปะจมูกไปเรื่อยๆ เราจะยอมจำนนแบบนั้นไม่ได้
“ผมมองว่า ถึงไม่มีอำนาจ อย่างน้อยที่สุดสิ่งที่ผู้ว่าฯ กทม. ต้องเป็นตัวแทนประสานการแก้ไขปัญหา รู้ว่ามีปัญหา รู้ว่าไม่มีอำนาจ แต่เป็นตัวแทนให้คนกรุงเทพฯ ไปติดต่อกับหน่วยงานทั้งหมดและทำให้ปัญหาเหล่านั้นมันสงบ คลี่คลาย มันแก้ไขลงไปได้ อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำ ถ้าเราจะยอมหมอบจำนนกับคำที่บอกว่า ‘ผู้ว่าฯ ไม่มีอำนาจ’ ปัญหาหลายๆ อย่างเลยไม่ถูกแก้ เป็นปัญหาเรื้อรังอย่างที่เราเห็น รถติด น้ำท่วม ทุกอย่าง”
ดร.ชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า พรรคประชาชนจะเน้นเส้นเลือดใหญ่ กล่าวคือปัญหาเชิงโครงสร้างต่างๆ ด้วยการรื้อโครงสร้างและกระจายอำนาจให้ กทม. สามารถบริหารจัดการด้วยตัวเองมากขึ้น
ดร.ชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า การกระจายอำนาจในระดับกฎหมายก็ต้องควบคู่กันไป เราได้เสนอเข้าสภาไปแล้ว เพราะอำนาจของท้องถิ่นโดยหลักการ คือการดูแลคนในท้องถิ่น มันควรจะเขียนว่า ‘ท้องถิ่นไม่ควรทำอะไร’ มากกว่าอำนาจที่ท้องถิ่นไม่ควรจะทำ เป็นการกลับแนวคิดกัน อะไรที่เป็นบทบาทหน้าที่ของรัฐบาล ท้องถิ่นก็ไม่ต้องไปทำ
พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ตีกรอบว่าอนุญาตให้ กทม. ทำอะไรบ้าง เขียนเป็น positive list ทำได้แค่ 1 2 3 4 แปลว่านอกเหนือจาก 1 2 3 4 คุณห้ามทำ ต้องทำให้การตีความกฎหมาย ‘เป็นอำนาจ’ ของ กทม. แต่เราจะเจอว่า เรื่องนี้ กทม. ไม่มีอำนาจ
ดร.ชัยวัฒน์ ย้ำว่า อย่างน้อยที่สุดสิ่งที่ผู้ว่าฯ กทม. ต้องทำหน้าที่เป็นตัวแทนแก้ปัญหา ต่อให้รู้ว่าไม่มีอำนาจ แต่ต้องเป็นตัวแทนให้คนกรุงเทพฯ ได้ และคุณสมบัติสำคัญคือต้องรู้สึก ‘เป็นเดือดเป็นร้อนแทนประชาชน’ และมีความกล้าหาญในการตัดสินใจในการทำงานร่วมกับระบบราชการ ไม่ได้มองการทำงานแบบไหลไปตามน้ำ หรือปล่อยให้ระบบราชการรันไป
“ปัญหาโรงขยะอ่อนนุชเป็นปัญหาเร่งด่วน แต่ผู้ว่าฯ คนเดิมบอกว่าจะรอจนหมดสัญญา แปลว่าไม่ทำอะไร ให้คน 4 แสนกว่าคนทนกินเหม็นไปอีกปีครึ่ง ถ้าผมเป็นผู้ว่าฯ นโยบาย 100 วันแรกจะยุติสัญญากับโรงขยะที่ส่งกลิ่นเหม็นทันที เพราะเป็นปัญหาเร่งด่วน และผมกล้าทำ ขณะที่ผู้ว่าฯ คนอื่นอาจจะบอกให้รอ เพราะสัญญาไม่ได้เขียนเรื่องกลิ่นไว้ แต่มันมีช่องทางทางกฎหมายอื่นๆ อาทิ พ.ร.บ.สาธารณสุข พ.ศ. 2535 เจรจาชดเชยเอกชนรายเดิม โดยปัจจุบันมีโรงขยะแห่งใหม่ที่สร้างเสร็จแล้วและมีต้นทุนการจัดการต่ำกว่า หากโอนการจัดการขยะไปยังโรงใหม่ เงินที่ประหยัดได้ในช่วง 1 ปีครึ่งที่เหลือของสัญญาก็เพียงพอนำมาชดเชยให้เอกชนได้”
ศูนย์เด็กเล็ก สะท้อนปัญหา แรงงาน-เด็ก-ครู
ทั้งนี้ พรรคประชาชน เสนอ 40 นโยบายภายใต้ “นโยบาย 4 ง่าย” ประกอบด้วย
- เลี้ยงครอบครัวง่าย: เน้นการยกระดับชีวิตด้วยสวัสดิการและสัตว์เลี้ยง จำนวน 11 นโยบาย เช่น Baby Box ของขวัญแรกเกิด 2,000 บาท, แก้ปัญหาใบส่งตัวสิทธิบัตรทอง, ฝังไมโครชิปให้สัตว์เลี้ยง แถมบริการทำหมันและฉีดวัคซีนฟรี ฯลฯ
- เดินทางง่าย: ทางเลือกใหม่ๆ ในการเดินทาง พร้อมลดค่าใช้จ่าย จำนวน 3 นโยบาย เช่น ตั๋วครึ่งราคา, เมกะโปรเจคคลองกรุงเทพฯ ฯลฯ
- ใช้ชีวิตง่าย: ทำให้ทุกปัญหาได้รับการแก้ไขระดับโครงสร้าง จำนวน 19 นโยบาย เช่น เปิดเผย GPS รถเก็บขยะ, ยกเลิกสัญญาโรงขยะอ่อนนุช, กล้าตัดสายสื่อสารที่ไม่จ่ายค่าธรรมเนียม, เพิ่มรายได้ให้ กทม. 10,000 ล้านบาทต่อปี ฯลฯ
- ค้าขายง่าย: สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมอาชีพ สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย พัฒนาทักษะแรงงาน จำนวน 7 นโยบาย เช่น เพิ่มงบสร้างย่านท่องเที่ยวใหม่ 10 เท่า เป็น 500 ล้านบาทต่อปี, หวยใบเสร็จ SMEs เวอร์ชัน กทม., แก้ปัญหาการเรียกรับส่วยด้วยเทคโนโลยี ฯลฯ
ดร.ชัยวัฒน์ ยกตัวอย่างวิธีคิดนโยบาย ตัวอย่างเช่น
ด้านศูนย์เด็กเล็ก ปัจจุบันสถานเลี้ยงเด็กของ กทม. รองรับครอบครัวที่มีเด็กเล็กได้เพียง 15% เท่านั้น หมายความว่าอีก 85% ต้องดูแลบุตรหลานเอง ส่งผลให้พ่อแม่จำนวนมากต้องหยุดงาน สูญเสียแรงงานออกจากระบบเศรษฐกิจ รวมถึงปัญหาการดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวที่เพิ่มขึ้นตามมา
อย่างไรก็ตาม ดร.ชัยวัฒน์ มองว่า ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่แค่จำนวนศูนย์ที่ไม่เพียงพอ แต่เป็นศูนย์ที่ยังไม่ตอบโจทย์พ่อแม่วัยทำงาน เนื่องจากปัจจุบันรับเด็กตั้งแต่อายุ 2 ขวบ ทั้งที่พ่อแม่มีสิทธิ์ลาคลอดได้เพียง 4 เดือนตามกฎหมายแรงงาน และองค์การอนามัยโลกแนะนำให้ดูแลบุตรเองเพียง 6 เดือนแรก การให้พ่อแม่รอจนลูกอายุ 2 ขวบจึงนานเกินไป ดังนั้นจึงเสนอให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของ กทม. รับเด็กตั้งแต่อายุ 6 เดือน พร้อมขยายเวลาให้บริการถึง 18.00 น. เพื่อให้สอดคล้องกับชั่วโมงทำงานจริงของผู้ปกครอง
ดร.ชัยวัฒน์ ให้ข้อมูลว่า กทม. จะใช้งบประมาณพัฒนาศูนย์เด็กเล็กเฉลี่ยแห่งละ 2 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางกายภาพ การเพิ่มครูพี่เลี้ยงและจัดระบบผลัดกะ รวมถึงพัฒนาทักษะการดูแลเด็กแรกเกิดถึง 6 เดือน นอกจากนี้ยังจะเปิดให้บริการทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เพื่อให้ศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียนใน กทม. ทำหน้าที่เป็นศูนย์การเรียนรู้ผ่านการเล่น ช่วยดึงเด็กออกจากหน้าจอ
‘ตั๋วเช้าตรู่’ ลดความแออัดชั่วโมงเร่งด่วน
ด้านการเดินทางและตั๋วเช้าตรู่ ข้อมูลพบว่าคนกรุงเทพฯ เสียเวลากับรถติดเฉลี่ยถึง 1 ชั่วโมง 12 นาทีต่อวัน เมื่อคูณกับจำนวนประชากรกว่า 10 ล้านคน นั่นหมายถึงการสูญเสียกว่า 10 ล้าน man-hours ต่อวัน โดยหัวใจของการแก้ปัญหาคือการทำให้ขนส่งสาธารณะครอบคลุม สะดวก และราคาไม่แพง โดยเสนอนโยบาย “ค่าโดยสารร่วม” ตั้งแต่ 8-45 บาทตามระยะทาง ไม่ว่าจะเดินทางกี่ต่อ พร้อมผลักดันระบบตั๋วร่วมในระดับนิติบัญญัติ
ในส่วนที่ กทม. ดำเนินการได้ทันที คือนโยบาย “ตั๋วเช้าตรู่” ลดราคาค่าโดยสารขนส่งสาธารณะทุกประเภท ทั้งรถเมล์ เรือ และรถไฟฟ้า ครึ่งราคา สำหรับผู้เดินทางก่อน 6.30 น. นโยบายนี้จะช่วยกระจายผู้โดยสารออกจากชั่วโมงเร่งด่วน ลดความแออัดบนท้องถนน และลดภาระค่าครองชีพไปพร้อมกัน นอกจากนี้ยังมีแผนฟื้นฟูเส้นทางเรือในคลองภาษีเจริญ คลองพระโขนง และคลองแสนแสบ เพื่อเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้า อาทิ BTS บางหว้า ให้ระบบ “รถ ราง เรือ” ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านรถเมล์ ดร.ชัยวัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีเส้นทางรถเมล์ที่ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกแล้วแต่ยังไม่มีเอกชนเข้ามาวิ่งให้บริการถึง 31 สาย โดยพรรคจะนำรถเข้าวิ่งในเส้นทางเหล่านี้ โดยเฉพาะ 10 สายที่ศึกษาแล้วว่ามีความต้องการใช้งานสูงพอจะเริ่มได้ทันที ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกและชานเมืองที่รถเมล์วิ่งน้อยมากในปัจจุบัน พร้อมพัฒนาฟีดเดอร์รถสายย่อยจากตรอกซอกซอยมาเชื่อมต่อกับเส้นทางหลักและรถไฟฟ้า รวมถึงปลูกต้นไม้ตามจุดเชื่อมต่อสำคัญเพื่อสร้างร่มเงาตลอดทาง แก้ปัญหาความร้อนซึ่งเป็นเพนพ้อยของผู้ใช้ขนส่งสาธารณะ
ปัญหาใบส่งตัวสิทธิบัตรทอง
ดร.ชัยวัฒน์ ยังกล่าวถึงปัญหาการออกใบส่งตัวสิทธิบัตรทองว่า ปัจจุบันผู้ใช้สิทธิบัตรทองในกรุงเทพฯ ต้องดำเนินการผ่านระบบ “คลินิกอบอุ่น” ซึ่งมีโครงสร้างการจ่ายเงินต่างจากต่างจังหวัด โดยเงินรายหัวถูกจ่ายล่วงหน้าไปยังคลินิกก่อน เมื่อคลินิกออกใบส่งตัวให้ผู้ป่วยไปโรงพยาบาล คลินิกต้องรับภาระค่าใช้จ่ายนั้นเอง ส่งผลให้หลายแห่งจำกัดการออกใบส่งตัวเหลือเพียงสัปดาห์ละ 2 วัน วันละ 40 ใบ จนมีประชาชนบางรายต้องไปรอคิวตั้งแต่เที่ยงคืน
ดร.ชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า ปัญหานี้แก้ได้ด้วยการเปลี่ยนระบบการจ่ายเงิน และ สปสช. เคยเสนอให้ กทม. รับงบประมาณส่วนนี้มาบริหารจัดการเองแล้ว แต่ กทม. ไม่เคยรับข้อเสนอดังกล่าว ทำให้ปัญหายังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน
“พรรคประชาชนจะอาสาเป็นเจ้าภาพประสานโรงพยาบาลทุกสังกัดในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นสังกัดสภากาชาด กระทรวงสาธารณสุข หรือกระทรวงกลาโหม เพื่อดูแลผู้ใช้สิทธิบัตรทองทั้ง 3.5 ล้านคนในกรุงเทพฯ อย่างเป็นระบบ พร้อมตั้งเป้าให้ศูนย์บริการสาธารณสุข กทม. กลับมารองรับผู้ป่วยได้ถึง 1 ล้านคน จากที่ลดลงมาเหลือราว 8 แสนคนในปัจจุบัน”
แก้เส้นเลือดใหญ่ ‘คอร์รัปชัน-น้ำท่วม’
อีกปัญหาเส้นเลือดใหญ่คือ ‘คอร์รัปชัน’ ดร.ชัยวัฒน์ อธิบายว่า กทม. เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ผู้รับเหมา-ผู้รับงาน รู้กันดีว่างบประมาณรั่วไหลเยอะ ยังไม่ได้มีการป้องกันเรื่องนี้เท่าที่ควร โดยหลายปัญหาของ กทม. เช่น ห้องเรียนทิพย์ การปรับปรุงห้องเรียนที่ไม่มีจริง หรือกรณีลู่วิ่งที่มีการจัดซื้อจัดจ้างสูงกว่าในอดีต 4-5 เท่า โดยแนวทางแก้ปัญหาเรื่องนี้คือ การนำ AI เข้ามาช่วยตรวจสอบ
“เราเสนอระบบ “AI จับโกง” และอันดับแรกคือทำให้ข้อมูลพวกนี้ AI วิเคราะห์ได้ ถ้าไม่ทำเรื่องนี้ การตรวจสอบภายในสภา กทม. ไม่มีทางทำได้ เพราะปริมาณเอกสารมันเยอะมาก ต้อง AI เข้ามาจัดการกับข้อมูลเหล่านี้ ช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องคอร์รัปชันให้ลดลง”
ถ้าผู้ว่าฯ เอาจริงเอาจังและบอกว่าฉันจะทำให้ข้อมูลคำของบประมาณเป็น machine readable เพราะที่ผ่านมามีมากกว่า 10,000 โครงการที่หลุดรอดออกไป การตรวจสอบภายในสภา กทม. ไม่มีทางทำได้ เพราะปริมาณเอกสารมันเยอะมาก ที่ผ่านมาเป็นกระดาษ
ดร.ชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่าหากสามารถป้องกันการโกงได้ จะทำให้งบประมาณกลับคืนมาได้ 10,000 ล้าน และมีเงินเพิ่มไปพัฒนาโครงการต่างๆ ได้อีกมาก เช่น สร้างโรงพยาบาล รถเมล์ เอารถเมล์มาวิ่งเส้นทางใหม่ๆ เอาเรือเมล์มาวิ่งในคลอง เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีเรื่อง ‘น้ำท่วม’ โดย ดร.ชัยวัฒน์ อธิบายว่า ที่ผ่านมาการลอกท่อก็ไม่ได้ทำเต็ม 100% ลอกแค่ 55% เพราะเขาตั้งงบประมาณลอกแค่ 55% โดยข้อมูลนี้มาจาก ส.ก. ของพรรค พบว่า พื้นที่น้ำท่วมก็มักจะท่วมซ้ำๆ พื้นที่ไม่ท่วมก็มักจะได้รับการลอกท่ออยู่บ่อยๆ พื้นที่ไหนที่ไม่ได้รับการลอก ก็จะไม่ได้รับการลอกอยู่เรื่อยไป
ดร.ชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า แม้ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพฯ จะมีพัฒนาการในหลายด้าน แต่ภายใต้งบประมาณกว่า 5 แสนล้านบาท และบุคลากรนับแสนคนที่ทำงานให้กับเมืองกรุงเทพฯ ยังสามารถดีกว่านี้ได้อีก นี่คือเหตุผลที่พรรคประชาชนตัดสินใจเสนอตัวเข้ามาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับคนกรุงเทพฯ
อย่างไรก็ตาม ดร.ชัยวัฒน์ ยอมรับว่า จากผลโพลที่ผ่านมา อดีตผู้ว่า กทม. ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ยังคงได้รับความนิยมสูงและมีฐานเสียงที่เหนียวแน่น พรรคประชาชนจึงเลือกใช้แนวทางการสื่อสารว่ากรุงเทพฯ ไม่ได้แย่ และมีพัฒนาการที่ดีขึ้นจริง แต่ยังสามารถดีกว่านี้ได้ เพราะด้วยจุดยืนที่กล้าชนกับปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นจุดที่พรรคประชาชนเห็นถึงความแตกต่าง และพร้อมจะเข้ามาแก้ปัญหาเรื้อรังที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข