โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชิงปธ.ศาลรธน.คนใหม่ หลังจบพ.ร.ก.4แสนล้าน คิวร้อนต่อไปปิดคดีบัตรเลือกตั้ง

ไทยโพสต์

อัพเดต 10 กรกฎาคม 2569 เวลา 4.57 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

มติของที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา ที่วินิจฉัยว่า “พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 4แสนล้านบาท” ที่ออกโดยมติคณะรัฐมนตรี รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง

ทำให้คำร้องคดีดังกล่าวที่ 2 พรรคร่วมฝ่ายค้านคือ พรรคประชาชนกับพรรคประชาธิปัตย์ เข้าชื่อกันยื่นคำร้อง ส่งให้ศาล รธน.วินิจฉัย หลังข้องใจและเชื่อว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวเป็นการออกโดยไม่เข้าข่าย "ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ" ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง แต่สุดท้าย ผู้ชนะก็คือ “รัฐบาล-กระทรวงการคลัง” ซึ่งจากมติของตุลาการศาล รธน.ที่ออกมา ถือว่า "ชนะขาด" ทำให้ฝ่ายค้าน พรรคประชาชน-ประชาธิปัตย์ ชกลม

แต่จะว่าไป มติของศาล รธน.ที่ไฟเขียว พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทดังกล่าว หลายภาคส่วนก็ไม่ได้แปลกใจเท่าใดนัก ด้วยเพราะประเมินว่า ศาล รธน.ก็คงจะวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

เนื่องจากมองว่า การออก พ.ร.ก.ของรัฐบาลดังกล่าวเป็นช่วงที่คนไทยทั้งประเทศก็เจอปัญหาเหมือนกับประชาชนในอีกหลายประเทศ จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง ที่แม้จะมีการเซ็น MOU กันไปแล้วระหว่างผู้นำสหรัฐกับอิหร่าน แต่ถึงปัจจุบันสถานการณ์ก็ยังไม่นิ่ง ทำให้สถานการณ์ด้านพลังงานของโลกยังไม่เสถียร จังหวะที่รัฐบาลออกพระราชกำหนด โดยนำเงินส่วนหนึ่งมาช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส และอีกส่วนหนึ่งสองแสนล้านบาทจะนำไปใช้ในการปรับโครงสร้างพลังงาน จึงเป็นสิ่งที่คนมองว่ามีเหตุผลรองรับเพียงพอในการออกพระราชกำหนด

ทั้งนี้ มติของที่ประชุมตุลาการศาล รธน.ดังกล่าว แยกออกเป็น 2 มติ

-มติแรก ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ดังกล่าว มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า “เงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้นำไปใช้… (1) เพื่อช่วยเหลือ ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน” เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง

-มติที่สอง ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก (7 ต่อ 2) วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ดังกล่าว มาตรา 5 วรรคหนึ่ง เฉพาะส่วนที่บัญญัติว่า “(2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้ พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก” เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง

โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 7 คน คือ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาล รธน., อุดม สิทธิวิรัชธรรม, วิรุฬห์ แสงเทียน, นภดล เทพพิทักษ์, บรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์, สุเมธ รอยกุลเจริญ และสราวุธ ทรงศิวิไล

ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย 2 คน คือ จิรนิติ หะวานนท์ และอุดม รัฐอมฤต เห็นว่า เงินกู้ 200,000 ล้านบาท ในส่วนที่จะนำไปใช้เกี่ยวกับเรื่องพลังงาน ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง

เมื่อคำร้องคดี พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ในชั้นศาล รธน.จบไปแล้ว ทำให้ตัว พ.ร.ก.ดังกล่าวที่รัฐบาลเคยส่งไปให้สภาฯ พิจารณาเห็นชอบย้อนหลังตามขั้นตอน แต่สภาฯ ระงับการพิจารณาไว้ก่อน หลังมีการส่งเรื่องให้ศาล รธน. ก็จะทำให้เมื่อมีการเปิดสภาฯ สมัยประชุมหน้า ทางสภาฯ จะนำ พ.ร.ก.ดังกล่าวมาลงมติยืนยันการออกพระราชกำหนดของรัฐบาลต่อไป

ขณะที่ในส่วนของศาล รธน. เมื่อจบคดี พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท เท่ากับสำนวนคดีร้อนทางการเมือง ตอนนี้ที่อยู่ในการพิจารณาของศาล รธน. ก็เหลืออีกแค่คดีเดียวคือ คดีบัตรเลือกตั้ง ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินร้องให้ศาล รธน.วินิจฉัย กรณีสำนักงาน กกต.มีการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 ที่มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ที่อาจทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ

ซึ่งหลังใช้เวลาพิจารณาคำร้องและคำชี้แจงจากฝ่ายต่างๆ มาพอสมควร ล่าสุด ศาล รธน.ประกาศ “เปิดห้องพิจารณาคดี” เพื่อทำการไต่สวนพยานบุคคลทั้งฝ่ายผู้ร้อง คือ ผู้ตรวจการแผ่นดิน และผู้ถูกร้องคือ กกต. รวมถึงพยานบุคคลที่ศาล รธน.เรียกมาให้ถ้อยคำในวันพุธที่ 26 ส.ค.

ดูจากไทม์ไลน์ดังกล่าว ชี้เปรี้ยงได้เลยว่า ศาล รธน.จะนัดลงมติคำร้องคดีบัตรเลือกตั้งช่วงเดือนกันยายน ซึ่งมีเดิมพันการเมืองคือ หากศาล รธน.วินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเมื่อ 8 ก.พ.ไม่เป็นความลับ ถ้าเอาแบบผลออกมา ไม่เป็นคุณกับกกต. คือจัดเลือกตั้งไม่เป็นความลับ แรงสุดก็คงเป็น “ให้ออกเสียงลงคะแนนใหม่” แต่ก็มีการวิเคราะห์ว่าผลลบสุดๆ ก็อาจแค่ระบบบัญชีรายชื่อเท่านั้น ไม่น่ารวมถึงเลือกตั้ง สส.ระบบเขต แต่หากจับสัญญาณการเมืองจากหลายส่วน พบว่าหลายแนววิเคราะห์ยังเชื่อว่าผลทางคดีจะไม่รุนแรง ศาล รธน.อาจจะยกคำร้อง แต่จะใช่หรือไม่ กันยายนนี้มีลุ้น โดยเฉพาะบรรดา สส.ในสภาฯ ทั้ง 500 คน

และอีกหนึ่งฉากสำคัญของศาล รธน.ต่อจากนี้ก็คือ การเลือกประธานศาล รธน.คนใหม่

หากสุดท้าย กระบวนการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ศาสตราจารย์จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช เป็นตุลาการศาล รธน.ที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมวุฒิสภา เมื่อ 23 มิ.ย.เสร็จสิ้นลง และ ศ.จักรพงศ์เข้าปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจะทำให้ ศ.ดร.นครินทร์ ประธานศาล รธน.จะต้องพ้นจากตำแหน่งตุลาการศาล รธน. และทำให้ต้องมีการเลือกประธานศาล รธน.มาแทน ดร.นครินทร์ ที่เป็นตุลาการศาล รธน.มาเกือบจะ 11 ปี

อย่างไรก็ตาม การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องคุณสมบัติเฉพาะตัวของ ศ.จักรพงศ์ ที่เป็นอดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ-อดีตอาจารย์ด้านนิติศาสตร์ รร.นายร้อยตำรวจ แต่มาสมัครเป็นตุลาการศาล รธน.สาขารัฐศาสตร์ ที่มีเสียงทักท้วงว่าคุณสมบัติไม่ตรงปก ยังคงเกิดขึ้นอยู่ แม้วุฒิสภาจะโหวตจบแล้ว แต่สุดท้าย หากทุกอย่างเคลียร์จบ-สะเด็ดน้ำ และมีการเลือกประธานศาล รธน.คนใหม่

น่าจับตา “ใครจะขึ้นมาเป็นประมุขศาล รธน.คนใหม่” แทน ดร.นครินทร์

ท่ามกลางกระแสข่าวว่า รอบนี้อาจถึงคิวตุลาการศาล รธน.สายศาลฎีกา ผงาดนั่งประมุขศาล รธน.บ้าง หลังประธานศาล รธน.คนล่าสุดที่มาจากสายศาลฎีกาคือ “นุรักษ์ มาประณีต ที่ปัจจุบันเป็นองคมนตรี” และนับจากปี 2563 เป็นต้นมา ประธานศาล รธน.มาจากสายศาลปกครองคือ วรวิทย์ กังศศิเทียม และ ดร.นครินทร์จากสายผู้ทรงคุณวุฒิ

ส่วนตุลาการศาล รธน.สายศาลฎีกาคนใดที่มีโอกาสจะขึ้นมาเป็นประธานศาล รธน.คนใหม่ บอกใบ้ให้ก็ได้ว่า ชื่อนี้ไม่ธรรมดา ระดับสายแข็ง เว้นแต่โผพลิก ก็อาจเป็นชื่ออื่นที่มาแรงและเบียดได้เก้าอี้นี้ไป.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...