โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สธ.ประกาศ 2 ประเทศ เป็นเขตระบาดอีโบลา มีผล 21 พ.ค.นี้

เดลินิวส์

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
สธ.ประกาศ 2 ประเทศ เป็นเขตระบาดอีโบลา มีผล 21 พ.ค.นี้ หลัง องค์การอนามัยโลก ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ กรมควบคุมโรคเข้มมาตรการคัดกรองคนเดินทางเข้าไทย

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศพบการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola Virus Disease: EVD) ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (Democratic Republic of the Congo) และสาธารณรัฐยูกันดา (Republic of Uganda) พร้อมยกระดับให้สถานการณ์ดังกล่าวเป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ (Public Health Emergency of International Concern: PHEIC) เนื่องจากโรคดังกล่าวเป็นโรคติดเชื้อรุนแรง มีการแพร่ระบาดรวดเร็ว และมีอัตราการเสียชีวิตสูง
ที่ผ่านมา กรมควบคุมโรคได้ติดตามสถานการณ์การระบาดอย่างใกล้ชิด และประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยได้ยกระดับมาตรการเฝ้าระวัง คัดกรอง และติดตามผู้เดินทางจากประเทศที่มีการระบาด โดยเฉพาะบริเวณช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศ ทั้งท่าอากาศยานและจุดผ่านแดนต่าง ๆ รวมถึงเตรียมความพร้อมด้านห้องปฏิบัติการ ทีมสอบสวนโรค และสถานพยาบาล เพื่อรองรับกรณีพบผู้ป่วยต้องสงสัย
ล่าสุดวันที่ 20 พ.ค.กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola Virus Disease: EVD) พ.ศ. 2569 โดยกำหนดให้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (Democratic Republic of the Congo) และสาธารณรัฐยูกันดา (Republic of Uganda) เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 และให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค. 2569 เป็นต้นไป

นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า การประกาศดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค ณ ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศ และเพื่อรองรับความเสี่ยงจากผู้เดินทางที่มาจากประเทศที่มีการระบาด และช่วยให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขสามารถดำเนินมาตรการควบคุมโรคได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสมตามสถานการณ์
สำหรับแนวทางการดำเนินงานของด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ประกอบด้วย 2 มาตรการสำคัญ ได้แก่ 1.มาตรการต้นทางและข้อปฏิบัติสำหรับสายการบิน ให้สายการบินแจ้งผู้เดินทางทุกคนที่มาจากเขตติดโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา เช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และสาธารณรัฐยูกันดา ลงทะเบียนข้อมูลล่วงหน้า โดยชาวต่างชาติต้องลงทะเบียนผ่านระบบ Thailand Digital Arrival Card (TDAC) ส่วนคนไทยลงทะเบียนผ่านระบบ Thai Health Pass ณ จุด Check-in รวมทั้งสายการบินต้องส่งรายชื่อผู้โดยสารจากประเทศกลุ่มเสี่ยงให้ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ณ ท่าอากาศยานปลายทางรับทราบล่วงหน้าและคัดกรองอาการ รวมถึงประเมินความเสี่ยงของผู้โดยสารตั้งแต่ต้นทางตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก

ทั้งนี้ ขอให้คนไทยหลีกเลี่ยงการเดินทางไปพื้นที่ระบาดหากไม่มีความจำเป็น และต้องรายงานตัวต่อด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศทุกครั้งเมื่อเดินทางกลับเข้าประเทศ 2. มาตรการคัดกรอง ณ ท่าอากาศยานในประเทศ เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อจะเข้าตรวจสอบ QR code ของผู้เดินทางจากพื้นที่ระบาด บริเวณประตูขาเข้า (Gate) หรือหน้าประตูเครื่องบินสำหรับเที่ยวบินตรงจากพื้นที่เสี่ยง ผู้เดินทางจากเขตติดโรคต้องยื่นเอกสารต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อก่อนผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) โดยเจ้าหน้าที่จะดำเนินการวัดไข้ซ้ำ สอบถามประวัติอาการป่วย และบันทึกข้อมูลที่อยู่ รวมถึงเบอร์โทรศัพท์ที่เป็นปัจจุบันลงในระบบ เพื่อใช้ในการติดตามเฝ้าระวังอาการจนครบ 21 วัน
“ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากกระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรคอย่างใกล้ชิดโดยไม่ตื่นตระหนก เนื่องจากประเทศไทยมีระบบเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคที่มีมาตรฐาน และมีความพร้อมในการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ทั้งด้านบุคลากร เครื่องมือ และระบบการแพทย์และการสาธารณสุข” นายแพทย์มณเฑียรกล่าวเพิ่มเติม
ทั้งนี้ โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา ติดต่อผ่านการสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง หรือร่างกายของผู้ติดเชื้อหรือผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าว อาการสำคัญ ได้แก่ มีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อาเจียน ท้องเสีย และอาจมีภาวะเลือดออกผิดปกติ
กรมควบคุมโรคขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาด หากมีความจำเป็นต้องเดินทาง ควรปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด และหากเดินทางกลับจากประเทศเสี่ยงภายใน 21 วัน แล้วมีอาการไข้หรืออาการผิดปกติ ขอให้รีบพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางแก่บุคลากรทางการแพทย์ หากประชาชนมีข้อสงสัย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...