จีนแบนทองจริงไหม? 4 แบงก์ใหญ่หยุดเทรด Paper Gold แต่ไม่ได้ห้ามซื้อทองจริง
ปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ธนาคารใหญ่ของจีน 4 แห่ง ทั้ง ICBC, ธนาคารออมสินไปรษณีย์จีน (PSBC), Ping An Bank และ China Guangfa Bank ทยอยออกมาประกาศเรื่องเดียวกัน
คือยุติบริการเทรดทองแบบใช้เลเวอเรจ (กู้เงินมาเพิ่มกำลังซื้อ) ที่เชื่อมกับตลาด Shanghai Gold Exchange สำหรับลูกค้ารายย่อย ใครที่ถือสถานะอยู่ต้องรีบปิด หรือเปลี่ยนเป็นการรับมอบทองคำจริงภายในเวลาที่กำหนด
ข่าวนี้แพร่ไปทั่วโลกการเงินอย่างรวดเร็ว พร้อมพาดหัวที่ฟังดูน่าตกใจว่า ‘จีนแบนทองคำ’ แต่เอาเข้าจริง เรื่องราวเบื้องหลังซับซ้อนและน่าสนใจกว่านั้นมาก
[ แบนทอง หรือแค่ลดการเก็งกำไร ]
สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่คำสั่งแบนทองคำทั้งประเทศ เพราะจนถึงตอนนี้ ยังไม่มีทั้งธนาคารกลางจีน (PBOC) หน่วยงานกำกับดูแลการเงิน หรือแม้แต่ Shanghai Gold Exchange ที่ออกมาสั่งยกเลิกการเทรดทองคำแบบเลเวอเรจทั้งหมด
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่เลือกหยุดให้บริการบางประเภท โดยเฉพาะการเปิดสถานะซื้อขายด้วยเงินกู้หรือเงินมาร์จิ้นสำหรับนักลงทุนรายย่อย
พูดง่ายๆ คือ จีนไม่ได้ห้ามซื้อทองคำ แต่กำลังลดการเก็งกำไรผ่านเงินกู้หรือเงินมาร์จิ้นมากกว่า
ผลกระทบแรกน่าจะเกิดขึ้นกับตลาด ‘Paper Gold’ หรือการลงทุนที่ไม่ได้ถือทองคำจริง เพราะการใช้เลเวอเรจทำให้นักลงทุนเปิดสถานะได้ใหญ่กว่าเงินสดที่ตัวเองมีหลายเท่า
เมื่อธนาคารหยุดให้บริการ นักลงทุนบางส่วนจึงต้องเลือกว่าจะปิดสถานะ ย้ายไปใช้แพลตฟอร์มอื่น หรือหันมาซื้อทองแบบไม่ใช้เลเวอเรจแทน ซึ่งการปิดสถานะพร้อมกันจำนวนมาก อาจสร้างแรงขายในระยะสั้นได้
[ แพทเทิร์นเดิมที่จีนใช้มาสิบปี ]
ถ้าย้อนดูสิบปีที่ผ่านมา จีนทำแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งในตลาดอสังหาฯ ตลาดหุ้น ผลิตภัณฑ์บริหารความมั่งคั่ง ไปจนถึงคริปโท ทุกครั้งที่เห็นการเก็งกำไรแบบใช้เลเวอเรจสูงเริ่มขยายตัวเกินตัว รัฐจะเข้าไปสกัดก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม เป้าหมายไม่ใช่การปิดตลาด แต่เป็นการลดความเสี่ยงไม่ให้กระทบระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง
ที่น่าสังเกตคือ ขณะที่รัฐเข้มงวดกับรายย่อยที่ใช้เลเวอเรจ ธนาคารกลางจีนเองกลับยังคงเดินหน้าสะสมทุนสำรองทองคำต่อเนื่อง สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ ‘ทองคำ’ แต่อยู่ที่การเก็งกำไรที่มากเกินไปมากกว่า
[ ดับไฟในบ้าน แต่ไม่ลามทั้งโลก ]
‘ณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์’ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โกลเบล็ก จำกัด มองว่า มาตรการดังกล่าวน่าจะส่งผลกระทบต่อการซื้อขายภายในประเทศจีนเป็นหลัก และไม่น่ากระทบราคาทองคำโลกอย่างมีนัยสำคัญ
เหตุผลสำคัญคือ การซื้อขายที่ถูกยกเลิกเป็นลักษณะของ Paper Gold หรือทองคำบนกระดาษ ซึ่งไม่ได้มีทองคำจริงรองรับอยู่เบื้องหลัง ดังนั้น แม้ปริมาณการเก็งกำไรในจีนจะลดลง แต่ไม่ได้หมายความว่าความต้องการทองคำจริงในตลาดโลกจะหายไป
เขามองว่า ตลาดใหญ่อย่าง COMEX ในนิวยอร์กไม่น่าจะได้รับผลกระทบมากนัก เพราะผู้เล่นหลักส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนสถาบันจากทั่วโลก ไม่ได้พึ่งพานักลงทุนรายย่อยในจีนเพียงอย่างเดียว
ส่วนสาเหตุที่รัฐบาลจีนเข้ามาควบคุมในช่วงนี้ น่าจะมาจากการเก็งกำไรที่ร้อนแรงเกินไป ซึ่งเป็นแนวทางที่จีนเคยใช้กับหลายอุตสาหกรรมมาก่อน หากมองว่าตลาดไหนมีความเสี่ยงสูงหรืออาจสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง รัฐก็มักเข้ามาจัดระเบียบเพื่อลดความร้อนแรงลง
อีกประเด็นหนึ่งที่รัฐบาลอาจกังวลคือ การที่เงินทุนไหลออกจากภาคเศรษฐกิจอื่นเพื่อเข้ามาเก็งกำไรทองคำมากเกินไป ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจในภาพรวม
อย่างไรก็ตาม ‘ณัฐวุฒิ’ มองว่า แนวคิดลักษณะนี้ไม่น่าจะขยายไปยังประเทศที่ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม เพราะรัฐบาลส่วนใหญ่ไม่ได้เข้ามาควบคุมการซื้อขายในลักษณะดังกล่าวโดยตรง และหากมีการสั่งแบนกะทันหัน ก็อาจสร้างความกังวลต่อตลาดมากกว่าผลดีที่ต้องการ
[ ทองคำไม่ได้อ่อนแอลง แค่เปลี่ยนรูปแบบ ]
หลายคนอาจมองว่า เมื่อเลเวอเรจน้อยลง ราคาทองคำก็น่าจะปรับตัวลงตาม แต่ความจริงอาจไม่ง่ายขนาดนั้น
แม้ความต้องการเก็งกำไรระยะสั้นจะลดลง แต่ไม่ได้หมายความว่าความต้องการทองคำจะหายไป นักลงทุนบางส่วนอาจเปลี่ยนจากการเทรดมาร์จิ้นไปเป็นการซื้อทองคำแท่งจริง สะสมทองผ่านแผนลงทุน หรือซื้อกองทุน ETF แทน
พูดอีกแบบคือ ดีมานด์อาจไม่ได้หายไป แต่แค่เปลี่ยนจากทองคำบนกระดาษ มาเป็นทองคำที่มีสินทรัพย์จริงรองรับมากขึ้น
ดังนั้น ผลกระทบต่อราคาทองคำโลกในระยะสั้นอาจมีจำกัด แต่ในระยะยาว หากจีนยังสนับสนุนให้ประชาชนถือทองคำจริงมากขึ้น ดีมานด์ในตลาดก็อาจค่อยๆ เปลี่ยนจากการเก็งกำไรผ่านผลิตภัณฑ์การเงิน ไปสู่การถือครองทองคำจริงมากขึ้น
ที่ผ่านมา ทองคำมีสองบทบาทสำคัญมาตลอด คือเป็นทั้งสินทรัพย์สำหรับเก็งกำไร และเป็นแหล่งเก็บมูลค่าที่ผู้คนเชื่อถือมานานหลายพันปี
ท่าทีล่าสุดของจีนอาจสะท้อนว่า ภาครัฐเริ่มให้ความสำคัญกับบทบาทหลังมากขึ้น ขณะที่พยายามลดความร้อนแรงของการเก็งกำไรลง
แม้แนวทางแบบจีนอาจไม่เกิดขึ้นในประเทศทุนนิยม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้ก็ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า ในอนาคตตลาดทองคำจะถูกขับเคลื่อนด้วยการเก็งกำไร หรือการถือครองทองคำจริงมากกว่ากัน…
อ้างอิงข้อมูลจาก : https://financefeeds.com/china-bans-retail-paper-gold-trading-what-it-means-for-gold-prices-and-global-markets/