แม่ที่ไม่มีน้ำนมหรือรู้สึกซึมเศร้าขณะหลั่งน้ำนม เป็นเรื่องเข้าใจได้ และไม่ได้แปลว่าเป็นแม่ที่ไม่ดี: รู้จักภาวะทางสุขภาพของคนเป็นแม่ ทั้งจากความเครียดและปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้ไม่สามารถให้นมได้
ขึ้นชื่อว่าการเป็นแม่ย่อมไม่เคยเป็นเรื่องง่าย และแม่หลายๆ คน อาจเคยเผชิญหรือกำลังเผชิญแรงกดดันเกี่ยวกับการ ‘ให้นม’ เนื่องจากแม่บางคนไม่มีน้ำนมหลั่งออกมา หรือรู้สึกซึมเศร้าขณะหลั่งน้ำนมจนไม่สามารถให้นมได้ ฯลฯ และด้วยองค์ความรู้ที่ว่าน้ำนมแม่นั้นดีที่สุดสำหรับลูก จึงทำให้แม่ๆ หลายคนพาลรู้สึกผิดหรือกระทั่งคิดว่าตัวเองเป็นแม่ที่ไม่ดีพอ ทั้งที่จริงแล้ว ภาวะเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ เข้าใจได้ และมีคำอธิบายทางการแพทย์
แม่บางคนเผชิญกับปัจจัยทางกายภาพที่ทำให้น้ำนมน้อยหรือกระทั่งไม่มีน้ำนม ซึ่งไม่ได้เป็นเพราะแม่คนนั้นพยายามไม่มากพอหรือดูแลตัวเองไม่ดีพอเสมอไป เพราะยังมีปัจจัยทางกายภาพและโรคประจำตัวหลายอย่างทีเดียว ที่ส่งผลกระทบต่อกลไกผลิตน้ำนม ไม่ว่าจะเป็น
‘เนื้อเยื่อเต้านมเจริญเติบโตไม่เต็มที่’ (Insufficient Glandular Tissue - IGT) ที่แม้จะมีเต้านมที่ดูปกติจากภายนอก แต่เนื้อเยื่อส่วนที่ทำหน้าที่ผลิตน้ำนมกลับเจริญเติบโตไม่เพียงพอหรือมีจำนวนน้อยเกินไป ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นได้ตั้งแต่เกิด แม่ๆ ที่มีภาวะเหล่านี้จึงไม่สามารถผลิตน้ำนมได้แม้จะกระตุ้นมากแค่ไหนก็ตาม
บางกรณียังเป็นเรื่องของฮอร์โมนโปรแลกติน (Prolactin) ที่ทำหน้าที่ในการผลิตน้ำนม โดยแม่บางคนอาจมีภาวะ ‘รกค้างหลังคลอด’ ซึ่งทำให้ร่างกายเข้าใจว่ากระบวนการตั้งครรภ์ยังไม่สิ้นสุด จึงทำให้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนยังคงสูงและขัดขวางการทำงานของฮอร์โมนโปรแลกติน ไม่เพียงเท่านั้นแม่บางคนยังอาจเป็น ‘ชีแฮนซินโดรม’ ซึ่งเป็นกลุ่มอาการหายากที่เกิดจากการตกเลือดอย่างรุนแรงระหว่างคลอด ทำให้ความดันโลหิตต่ำลงจนขาดเลือดไปเลี้ยงต่อมใต้สมอง และไม่สามารถผลิตฮอร์โมนโปรแลกตินได้
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีอีกภาวะหนึ่งที่อยากชวนให้หลายๆ คนได้รู้จัก นั่นคือ D-MER หรือ Dysmorphic Milk Ejection Reflex ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้แม่หลายคนรู้สึกดิ่งหรือหดหู่ขณะให้นมหรือปั๊มนม โดย D-MER ไม่ใช่และไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของภาวะซึมเศร้าหลังคลอด และไม่ใช่ความผิดปกติทางจิตใจแต่เป็นเรื่องของฮอร์โมนในสมองอีกเช่นกัน
โดยปกติแล้ว เมื่อน้ำนมหลั่ง ร่างกายคนเราจะต้องลดฮอร์โมนโดปามีนลงเป็นการชั่วคราวเพื่อเปิดทางให้ฮอร์โมนโปรแลกตินได้พุ่งขึ้นและทำหน้าที่ผลิตน้ำนม แต่สำหรับคุณแม่ที่เป็น D-MER ระดับโดปามีนจะดิ่งฮวบลงอย่างรุนแรงและรวดเร็วเกินไปจนเสียสมดุล ซึ่งแม้อาการเหล่านี้จะหายไปหลังหลั่งน้ำนมได้ราวๆ 30 วินาที ถึง 2 นาที และนับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในการต้องหลั่งน้ำนมในทุกๆ วัน
และที่สำคัญ ‘ความเครียด’ ยังเป็นหนึ่งในตัวการอันดับต้นๆ ที่ทำให้น้ำนมน้อยลงหรือน้ำนมไม่ไหล เนื่องจากความเครียดเป็นตัวการบล็อกฮอร์โมนอ๊อกซิโทซินหรือฮอร์โมนแห่งความสุขที่จะสั่งการให้กล้ามเนื้อบริเวณรอบๆ ต่อมน้ำนมบีบน้ำนมออกมา ดังนั้นเมื่อแม่บางคนยิ่งเครียด กังวล หรือกดดัน ฮอร์โมนความเครียดก็จะยิ่งหลั่งออกมาแทนอ๊อกซิโทซิน ยิ่งน้ำนมไม่ไหลก็ยิ่งเครียด และกลายเป็นวงจรความกดดันที่ไม่สิ้นสุด
ที่สุดแล้ว เมื่อข้อจำกัดทางร่างกาย ระบบฮอร์โมนที่แปรปรวน หรือแม้แต่กลไกของสมอง เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมหรือต้านทานได้ด้วยแรงใจเพียงอย่างเดียว การที่แม่คนหนึ่งไม่มีน้ำนม หรือไม่สามารถให้นมลูกได้ จึงไม่ใช่ความล้มเหลว และไม่ได้เป็นมาตรวัดว่าเราไม่พยายาม หรือรักลูกน้อยกว่าแม่คนไหนๆ
เพราะในความเป็นจริง ‘นมแม่’ ไม่ได้เป็นสิ่งเดียวที่กำหนดคุณค่าของความเป็นแม่ของใครเลย ดังนั้น คุณแม่คนไหนที่กำลังเผชิญสิ่งนี้อยู่ เราขอส่งกำลังใจนะคะ
อ้างอิง
https://llli.org/news/insufficient-glandular-tissue-2/
https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/infant-and-young-child-feeding
บทความต้นฉบับได้ที่ : แม่ที่ไม่มีน้ำนมหรือรู้สึกซึมเศร้าขณะหลั่งน้ำนม เป็นเรื่องเข้าใจได้ และไม่ได้แปลว่าเป็นแม่ที่ไม่ดี: รู้จักภาวะทางสุขภาพของคนเป็นแม่ ทั้งจากความเครียดและปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้ไม่สามารถให้นมได้
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com