โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

จากเกาะสู่ภูเขาลึก การพลิกโฉมมณฑลฝูเจี้ยนสู่ความเขียวขจี…เส้นทางสี จิ้นผิง(250)

China Media Group

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

จากเกาะสู่ภูเขาลึก การพลิกโฉมมณฑลฝูเจี้ยนสู่ความเขียวขจีเส้นทางสี จิ้นผิง(250)

มณฑลฝูเจี้ยน ซึ่งตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกเฉียงใต้ของจีน ความเขียวขจีครอบคลุมทั้งหมู่บ้านบนเทือกเขาและเมืองที่เจริญรุ่งเรือง ทัศนียภาพงดงาม ท้องฟ้าสีครามบริสุทธิ์ ภูเขาเขียวขจีที่ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ และน้ำใสราวกับกระจกที่ไหลเอื่อยๆ มณฑลฝูเขี้ยนติดทะเลและภูเขา มีสภาพนิเวศทางธรรมชาติที่ดีเยี่ยม มีทรัพยากรป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ ชาวท้องถิ่นยึดมั่นในเส้นทางการให้ความสำคัญกับระบบนิเวศเป็นอันดับแรก และพัฒนาตามแนวทางสีเขียว ทุ่มเทกำลังเพื่อสร้างบ้านสีเขียวที่น่าอยู่อาศัย และให้อุตสาหกรรมเฟื่องฟู

ปี 1997 นายสี จิ้นผิง รองเลขาธิการคณะกรรมการพรรคฯ ประจำมณฑลฝูเจี่ยนในสมัยนั้น ไปตรวจเยี่ยมหมู่บ้านโฉวหลิ่ง อำเภอเจิ้งเหอ เมืองหนานผิง มณฑฝูเจี้ยน สมัยนั้น ชาวบ้านอาศัยการปลูกเห็ดหอม เลี้ยงสัตว์ปีก ปลูกไม้ไผ่ ไม้ยืนต้นเพื่อเพิ่มรายได้ และรายได้ก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างมั่นคง แต่การตัดไม้ทำลายป่าเพื่อนำไปเพาะปลูกเห็ดหอมสร้างความเสียหายให้กับพืชพรรณป่าไม้ในท้องถิ่น ส่งผลให้เริ่มเกิดความเสี่ยงที่เป็นอันตรายต่อระบบนิเวศ

ระหว่างการตรวจเยี่ยม เมื่อมองเห็นทิวทัศน์ภูเขาโฝเจ่อที่งดงามตามธรรมชาติ นายสี จิ้นผิง รองเลขาธิการคณะกรรมการพรรคฯ ประจำมณฑลฝูเจี้ยนระบุถึงแนวคิดการพัฒนาใหม่ที่ชัดเจนว่า การใช้ทรัพยากรป่าเขาเพื่อสร้างความมั่งคั่งนั้นเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่ต้องไม่สร้างความเสียหายต่อสภาพแวดล้อมเป็นอันขาด การอนุรักษ์ขุนเขาเขียวและลำน้ำที่ใสสะอาด ควบคู่ไปกับการเพิ่มรายได้ให้ชาวบ้านนั้น จึงเป็นหนทางการพัฒนาที่มั่นคงในระยะยาว

คำเตือนที่อุ่นใจและเอาจริงเอาจังดังกล่าว ได้เปลี่ยนแปลงแนวคิดการพัฒนาของชาวบ้านในพื้นที่ไปโดยสิ้นเชิง ตั้งแต่นั้นมา หมู่บ้านโฉวหลิ่งได้เปลี่ยนรูปแบบจากการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อทำการเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์อย่างไร้ทิศทาง มาเป็นการทุ่มเทกำลังเพื่อปกป้องพืชพรรณป่าไม้อย่างจริงจัง ใช้ประโยชน์จากทิวทัศน์ขุนเขาและลำน้ำอันงดงามที่ธรรมชาติมอบให้ เพื่อสร้างแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ ทุกวันนี้ ภูเขาโฝเจ่อซานกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติระดับชาติที่ขึ้นชื่อ หมู่บ้านโฉวหลิ่งได้รับคัดเลือกให้เป็นหมู่บ้านต้นแบบนิเวศ และหมู่บ้านโบราณที่มีเอกลักษณ์ดั้งเดิม การท่องเที่ยวสีเขียวสร้างความมั่งคั่งยั่งยืนให้ชาวบ้านในพื้นที่ และความงดงามของระบบนิเวศกลายเป็นอุตสาหกรรมแห่งความสุขที่จับต้องได้

เรื่องราวเกี่ยวกับการพัฒนาระบบนิเวศให้มีชีวิตชีวานั้น ก็ปรากฎขึ้นบนเกาะเหมยโจว เมืองผู่เถียน มณฑลฝูเจี้ยนด้วย ในช่วงแรก ๆ ระบบนิเวศบนเกาะเหมยโจวค่อนข้างอ่อนแอ ปัญหาดินกลายเป็นทะเลทรายนั้นเป็นปัญหาที่โดดเด่นมาก พายุทรายพัดกระหน่ำตลอดทั้งปี พืชพรรณบนเกาะเบาบาง สภาพความเป็นอยู่ของผู้คน และธรรมชาติล้วนต้องปรับปรุงเป็นการด่วน ชาวบ้านท้องถิ่นเคยล้อกันว่า “ลมพัดเศษหินปลิว ใช้ฝาหม้อเป็นหมวก” ในเวลานั้น อัตราการปกคลุมของป่าบนทั้งเกาะไม่ถึงหนึ่งในสิบ มีเพียงสนดำและสนทะเลขึ้นอยู่ประปราย ในสมัยนั้น ทุกคนเห็นว่า การปลูกต้นไม้บนเกาะก็เพื่อที่จะช่วยกันลมและกันทรายก็พอแล้ว

วันที่ 11 มีนาคม ปี 1998 นายสี จิ้นผิง รองเลขาธิการคณะกรรมการพรรคฯ ประจำมณฑลฝูเจี้ยนนำคณะเดินทางไปเกาะเหมยโจว เพื่อร่วมกิจกรรมจิตอาสาปลูกต้นไม้ ในพื้นที่ทรายหูสือกั่ว บนเกาะเหมยโจว นายสี จิ้นผิงได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นปลูกต้นไทรใบเล็ก ยี่โถ อินทผลัม ต้นมะม่วง และชบา รวมหลายพันต้น นับเป็นครั้งแรกที่ทางการท้องถิ่นนำเข้าพันธุ์ไม้หลากหลายชนิดครั้งใหญ่

การปลูกต้นไม้โดยจิตอาสาครั้งนี้ ได้เปลี่ยนแนวคิดการพัฒนาของเกาะเหมยโจวอย่างสิ้นเชิง ทำให้ชาวท้องถิ่นเกิดแนวคิดใหม่ว่าด้วยการสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เกาะเหมยโจวก็มุ่งมั่นผลักดันโครงการสร้างความเขียวขจีบนเกาะอย่างต่อเนื่อง ขยายพื้นที่ปลูกพืชทุกปี และปรับปรุงผังพืชพรรณ พื้นที่ที่เป็นทรายไร้ต้นไม้ในอดีต ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเกาะนิเวศชายทะเลที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณและทัศนียภาพอันสวยงาม

หลังจากตั้งใจพัฒนามาหลายปี ทุกวันนี้ อัตราความเขียวขจีของเกาะเหมยโจวเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ คว้ารางวัลระบบนิเวศต่อเนื่องกันหลายรางวัล ได้รับเลือกให้เป็น 10 เกาะในทะเลที่สวยงามที่สุดของจีน และยังเป็นต้นแบบการสร้างสรรค์อารยธรรมนิเวศบนเกาะในทะเลแห่งแรกของจีนด้วย ทิวทัศน์ที่สวยงามสดชื่นของเกาะในทะเล ก็ได้ปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตประจำวันของชาวท้องถิ่นด้วย

ที่หมู่บ้านซีโฮ่ว เมืองเอี๋ยนผิง มณฑลฝูเจี้ยน ยังมี “ขุมทรัพย์สีเขียว” ที่ขึ้นชื่อระดับโลกแห่งหนึ่ง วันที่ 22 ตุลาคม ปี 1998 นายสี จิ้นผิง รองเลขาธิการคณะกรรมการพรรคฯ ประจำมณฑลฝูเจี้ยนได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมที่นี่ เพื่อชมป่าสนฝรั่งที่ขึ้นชื่อมายาวนานและมีชื่อเสียงระดับโลก

ป่าสนฝรั่งที่มีอายุหลายร้อยปีมีรากฐานทางประวัติศาสตร์ที่ลึกซึ้ง ย้อนไปฤดูใบไม้ผลิปี 1919 ชาวนาท้องถิ่นสามคนของหมู่บ้านซีโฮ่วได้ใช้วิธีปักชำกล้าไม้มาปลูกต้นสนฝรั่ง ดูแลรักษาอย่างจริงจังวันแล้ววันเล่า ค่อยๆ เติบโตเป็นป่าสนฝรั่งคุณภาพดี ให้ผลผลิตที่สมบูรณ์ ปี 1955 นายโจว เอินไหล นายกรัฐมนตรีจีนในสมัยนั้นประกาศต่อชาวโลกในที่ประชุมบันดุงที่อินโดนีเซียว่า ปริมาตรเนื้อไม้สะสมต่อหนึ่งหมู่ (ประมาณ 0.0667 เฮกตาร์) ของป่าแห่งนี้ทะลุ 70 ลูกบากศก์เมตร ครองอันดับหนึ่งของจีน ปี 1958 คอมมูนหวังไถได้รับเลือกจากคณะรัฐมนตรีจีน ให้เป็น ขุมทรัพย์สีเขียว ใบประกาศเกียติคุณนี้ลงนามโดยนายโจว เอินไหล เกียรตินี้ทำให้ป่าสนฝรั่งแห่งนี้โด่งดังไปทั่วโลก

ระหว่างการออกตรวจเยี่ยมพื้นที่ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับมูลค่าทางเศรษฐกิจของไม้สนฝรั่ง โดยไม้ฝรั่งหนึ่งลูกบาศก์เมตรมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 300 - 400 หยวน ขณะที่ผลผลิตของป่าสนฝรั่งอายุนับร้อยปีแห่งนี้สูงกว่าพื้นที่ป่าสนฝรั่งอื่นอย่างมาก เมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นที่ปริมาณเนื้อไม้สะสมต่อหนึ่งหมู่ของป่าสนฝรั่งส่วนใหญ่มีเพียงประมาณ 10 ลูกบาศก์เมตรเท่านั้น ซึ่งถือว่ามีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อฟังคำอธิบายเสร็จแล้ว นายสี จิ้นผิงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง และแสดงความหวังว่าพื้นที่ต่างๆ ทางตอนเหนือของมณฑลฝูเจี้ยนจะสามารถปลูกไม้คุณภาพดีและให้ผลผลิตที่สูงเช่นนี้ได้ ท่านมองดูเทือกเขาเขียวขจีที่ทอดยาวเป็นระลอก แล้วพูดกับเจ้าหน้าที่ประจำตำบลและหมู่บ้านอย่างมีอารมณ์ขันว่า พวกเรามีภูเขาเขียนขจีเต็มไปหมด เหมือนกับได้ครอบครองขุมทรัพย์เงินทอง ขณะเดียวกัน ก็ย้ำว่า การปลูกป่าเหมือนกับการไถพรวนดูแลนาข้าว ไม่สามารถปลูกแล้วทิ้งโดยไม่ดูแล ต้องใช้เทคโนโลยีการเพาะปลูกตามหลักวิทยาศาสตร์ ดูแลรักษาป่าไม้อย่างละเอียด ใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีในการเพิ่มผลผลิตและมูลค่าทางเศรษฐกิจ ทำให้ขุนเขาเขียวและลำน้ำใสสร้างประโยชน์อย่างต่อเนื่อง และเพิ่มรายได้ให้ชาวบ้านท้องถิ่นอย่างมั่นคง

ตั้งแต่หมู่บ้านที่อยู่ลึกเข้าไปในหุบเขาจนถึงเกาะชายฝั่ง จากการเพาะปลูกและเลี้ยงสัวต์แบบดั้งเดิมจนถึงการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ มณฑลฝูเจี้ยนยึดมั่นในแนวคิดการพัฒนาที่มนุษย์อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืนมาโดยตลอด รักษาระบบนิเวศพื้นฐานที่สวยงาม ขยายศักยภาพการพัฒนาสีเขียว ทั้งปกป้องผืนน้ำและขุนเขาเขียวขจีที่งดงาม และนำพาประชาชนไปสู่ชีวิตที่มั่งคั่ง และมีความสุข ภูมิปัญญาในการพัฒนาสีเขียวนี้ ยังได้แบ่งปันและแลกเปลี่ยนกับมิตรประเทศต่างๆ ด้วย เพื่อร่วมกันสร้างบ้านเมืองที่มีระบบนิเวศสวยงาม เจริญรุ่งเรือง และปรองดอง พร้อมทั้งกระชับความสัมพันธ์อันดีการแลกเปลี่ยนความร่วมมือระหว่างจีน-ไทยในด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรมให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ติดตามตอนก่อนหน้าได้ที่

https://www.jeenthainews.com/cmg/166868_20260416

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...