รู้ก่อนใคร! ปี 2027 แฟรนไชส์ไหนจะเด่นหรือดับ แล้วจะลงทุนยังไงให้ปลอดภัย หาคำตอบได้จาก เศรษฐพงศ์ ผดุงพิสุทธิ์
Text: VaViz
เรียกว่าเป็นทางลัดของคนทำธุรกิจก็ว่าได้ กับการลงทุนซื้อแฟรนไชส์สักแบรนด์มาอยู่ในมือ ซึ่งปัจจุบันมีให้เลือกสรรถึงราว 600 แบรนด์ในบ้านเรา และมีอยู่กว่า 70,000 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งแม้ว่าการเติบโตของแบรนด์ใหม่ๆ ในแต่ละปีอาจอยู่ที่แค่ประมาณ 10% แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า แฟรนไชส์ยังเป็นตัวเลือกที่ไม่ว่าจะหน้าใหม่หรือคนที่มีธุรกิจอยู่แล้ว อยากลองเข้ามาสัมผัสธุรกิจ(กึ่ง)สำเร็จรูปนี้ไม่แพ้ธุรกิจไหนๆ
แต่ก่อนจะไปลงลึกกันว่า จะลงทุนแบบไหนให้ปลอดภัย ไม่ถูกหลอกล่อด้วยตัวเลขขายฝัน และแฟรนไชส์ไหนจะมาแรงในปีหน้า มาอัปเดตกับ เศรษฐพงศ์ ผดุงพิสุทธิ์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท จีโนซิส (Gnosis) ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนกลยุทธ์ธุรกิจ การเงิน และแฟรนไชส์กันก่อนว่า สถานการณ์ของคนทำธุรกิจแฟรนไชส์ตอนนี้เป็นยังไงกันบ้าง
“เรื่องนี้ต้องมองเป็น 2 มุม ในมุมแรกอย่างเจ้าของแฟรนไชส์นั้น ต้องการขายแฟรนไชส์หรือขยายสาขามากขึ้น เพราะการมี Franchisee จะช่วยลดการลงทุนเปิดสาขาเองของเขาได้ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ต้นทุนต่างๆ เพิ่มสูงขึ้น และต้องบริหารซัพพลายเชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกมุมหนึ่งในส่วนของนักลงทุนอาจจะอยากลงทุนในแฟรนไชส์ตอนนี้ไม่มากนัก และเลือกที่จะลงทุนแบบที่มั่นใจได้ว่า จะได้ผลตอบแทนที่คืนทุนเร็ว คุ้มค่ากับการลงทุน และไม่ต้องใช้เงินลงทุนมาก”
โดยแฟรนไชส์ขนาดเล็กที่ใช้เงินลงทุน 100,000 - 500,000 บาท เป็นที่นิยมมากที่สุด แต่ไม่ว่าจะลงทุนด้วยเงินจำนวนเท่าไร สิ่งสำคัญคือจะลงทุนยังไงให้อยู่รอดได้ในระยะยาว
กลยุทธ์กระเป๋า 3 ใบ เพิ่มความปลอดภัยให้การลงทุน
หลายคนสงสัยไม่น้อยว่า จะแบ่งสัดส่วนเงินลงทุนยังไงให้ปลอดภัยในการทำแฟรนไชส์ โดย เศรษฐพงศ์ แนะนำว่า ให้แบ่งเงินออกเป็น 3 กระเป๋า โดยใน 100% ให้แบ่งออกเป็น ดังนี้
- 60% เป็นเงินลงทุนเริ่มต้น เช่น มีเงิน 1 ล้านบาท ให้ใช้ 600,000 บาท เป็นเงินลงทุน
- 30% เผื่อไว้เป็นเงินทุนหมุนเวียน เอาไว้ใช้สำหรับช่วงระยะเวลาที่ดำเนินธุรกิจไม่ได้ ยังมีรายได้ไม่เยอะ หรือเพิ่งเริ่มธุรกิจใหม่ๆ
- 10% เก็บไว้เป็นเงินสำรองในกรณีฉุกเฉิน (Emergency Fund) หรือเกิดวิกฤตทางการเงิน
“อย่าเอาเงินทุ่มไปจนหมดหน้าตัก เพื่อที่จะลงทุนเปิดร้านหมดแบบ 100% เพราะหากเจอสถานการณ์ติดขัด จะทำให้ไม่มีเงินในการหมุนต่อไป หรือซื้อวัตถุดิบรอบใหม่ เป็นต้น”
นอกจากนี้ เงินทุนหมุนเวียนที่มีไว้เป็นเงินสำรอง หรือที่เรียกว่าค่าใช้จ่ายคงที่ต่อเดือน เช่น ค่าเช่า เงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ ควรเตรียมไว้สำหรับ 3 เดือน หรือคูณ 6 เดือน จากค่าใช้จ่ายประจำ
“นั่นเพราะเราต้องมีเงินให้พอกับจุดคุ้มทุนหรือต้องมีความสามารถในการจ่ายได้พอดี เพราะในช่วงแรกๆ เราอาจมีรายได้ไม่ถึงจุดคุ้มทุน แต่กลับมีค่าใช้จ่ายคงที่ที่ต้องแบกภาระไปอีก 3 – 4 เดือน แบบนี้ จึงต้องมีเงินทุนหมุนเวียนสำรองไว้ เพื่อหมุนในช่วงเวลาแบบนี้ ซึ่งหากมีรายได้เข้ามาก็อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้เงินก้อนนี้ แต่จะดีกว่าถ้ากันเงินในส่วนนี้ไว้ เผื่อมีอะไรที่ไม่เป็นไปอย่างที่เราคิด”
ตัวอย่างเช่น: มีค่าใช้จ่ายคงที่ 120,000 บาทต่อเดือน
ดังนั้น เงินทุนหมุนเวียนสำรองที่ควรมีคือ 120,000 x 6 = 720,000 บาท นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ที่เป็นค่าใช้จ่ายแล้ว ยังมีต้นทุนแฝงอื่นๆ ที่ว่าที่ Franchisee ต้องรู้ให้ทันอีกด้วย ได้แก่
- ค่าตกแต่งร้าน ค่าก่อสร้าง ค่ารื้อถอน ซึ่งสามารถบานปลายได้ ควรบวกเพิ่มจากค่าแฟรนไชส์ประมาณ 20 – 40%
- ค่าเช่าก้อนแรกที่ผู้ประกอบการจะต้องไปเช่าพื้นที่ หรือที่เรียกว่า เงินประกันการเช่าที่ ซึ่งจะต้องมีการวางเงินมัดจำ หรืออาจมีค่าเซ้ง ค่าใช้พื้นที่ โดยส่วนใหญ่จะมีการประกันอยู่ที่ประมาณ 2 – 3 เดือน
- ค่าเตรียมตัวก่อนเปิดร้าน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ในช่วงที่กำลังเปิดร้าน เช่น ค่าอบรมหรือค่า Training พนักงาน รวมถึงค่าเดินทางต่างๆ
- ค่าการตลาดเตรียมตัวก่อนเปิดร้าน เช่น การยิงแอดโฆษณาโปรโมท และค่าดำเนินการต่างๆ เพื่อสร้างการรับรู้
- ค่าสต็อกสินค้าเริ่มต้น ที่ Franchisee ต้องสั่งจาก Franchisor ซึ่งอาจจะมีไว้สำหรับขายแค่ 7 วันแรก และต้องสั่งเพิ่มในภายหลัง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสัญญาว่าเงื่อนไขเป็นอย่างไร
- ค่าจิปาถะอื่นๆ เช่น ค่าใช้จ่ายสำหรับระบบหลังบ้าน ค่าเทคโนโลยีอย่างระบบ POS และค่าใบอนุญาตในการดำเนินธุรกิจ เป็นต้น
จับตา Warning Sign สัญญาณอันตรายที่เป็นภัยทางการเงิน
ทั้งนี้ ยังมีสัญญาณเตือนด้านการเงินที่ Franchisee ต้องจับตาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในช่วง 3 – 6 เดือนแรกของการทำแฟรนไชส์ ซึ่งอาจมีกระแสเงินสดไม่คงที่ เช่น
- ช่วงเผาเงิน คือช่วงที่มีการเสียเงินมากกว่าที่คิดเอาไว้ หรือมีค่าใช้จ่ายมากกว่าที่ประมาณการไว้ เช่น มีค่าการตลาด ที่ต้องทำการลดราคาหรือโปรโมชั่น ทำโฆษณาบนสื่อต่างๆ จำนวนมาก ถือเป็นสัญญาณเตือนว่า เงินสดไหลออกเร็วกว่าที่เราวางแผนไว้ ดังนั้น จึงต้องมีเงินเผื่อไว้ประมาณ 2 – 3 เดือน เพื่อรับมือกับช่วงนี้โดยเฉพาะ
- ยอดขายต่ำกว่าจุดคุ้มทุนรายเดือน โดยจุดคุ้มทุนรายเดือน หมายถึง ธุรกิจได้รายได้ที่ได้กำไรมากกว่าค่าใช้จ่ายต่างๆ ตัวอย่างเช่น ในกรณีที่ยอดขายต่อเดือนห้ามต่ำกว่า 200,000 บาท แต่กลับขายได้ประมาณ 180,000 บาท หรือ 150,000 บาท ติดต่อกันหลายเดือน เป็นสัญญาณเตือนว่า สถานที่หรือพื้นที่ที่เราขายนั้นไม่ค่อยเหมาะแล้วนั่นเอง
สูตรคำนวณ: จุดคุ้มทุนขาย = +ต้นทุนคงที่ +
อัตรากำไรส่วนเกิน (%)
** อัตรากำไรส่วนเกิน = ราคาขายต่อหน่วย – ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย
· เช่น 200,000 = 333,333
60%
ดังนั้น ธุรกิจจะต้องมีรายได้ไม่น้อยกว่า 333,333 บาทต่อเดือน ถึงจะคุ้มทุน
- ต้นทุนวัตถุดิบ เป็นข้อที่สังเกตได้ง่าย โดยหากเราไม่สามารถบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบได้ตามการประมาณการของ Franchisor ที่ตกลงกันว่า ต้องมีการสั่งซื้อกี่เปอร์เซ็นต์ต่อรายได้ต่อเดือน เช่น พอถึงเวลาขายจริงแล้ว ค่าแพ็กแกจจิ้งและค่าวัตถุดิบกลับสูงขึ้น แต่เปลี่ยนราคาไม่ได้ จุดนี้ก็เป็นอีกสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจจะมีกำไรน้อยลงแน่นอน
- ไม่มีลูกค้าประจำ หลังจากเปิดร้าน ธุรกิจควรมีลูกค้าประจำ เพราะถ้าไม่มีเท่ากับว่าลูกค้าไม่มาซื้อซ้ำ ซื้อซ้ำน้อย ไม่มีสั่งบ่อยๆ หรือไม่กลับมาเลย ทำให้ไม่มียอด Repeat Customer จึงต้องพึ่งแต่ลูกค้าขาจร และกลับไปทำโฆษณาวนลูปไปเรื่อยๆ
กลยุทธ์ #Saveเงิน #SaveFranchise
แน่นอนว่าจะยืนระยะให้ได้นานนั้น ก็ต้องมารู้กันอีกว่า จะทำยังไงให้ธุรกิจไม่ต้องเจอความเสี่ยง ข้อผิดพลาดทางเงิน หรือเจ็บตัวด้านการเงินให้น้อยที่สุด ซึ่งสามารถทำได้โดย
- ไม่เอาเงินส่วนตัวปนกับเงินร้าน ที่เห็นส่วนใหญ่ เวลาได้เงินหรือกำไรมาแทนที่จะเอาไปหมุนเวียนซื้อสินค้า แต่กลับเอาไปใช้ส่วนตัวหรือเอาไปใช้ลงทุนอื่นๆ พอถึงเวลาที่ต้องซื้อวัตถุดิบเลยซื้อไม่ได้ เพราะไม่มีเงิน ดังนั้น อย่าปนกัน ต้องแยกประเภท
- ไม่กู้เงินเกินตัว การกู้เงินเกินตัวคือความผิดพลาดที่น่ากลัวที่สุด ดังนั้น จึงไม่ควรทำการกู้เงิน 100% เพื่อมาลงทุนซื้อแฟรนไชส์ เพราะว่าจะกลายเป็นภาระ เกิดค่าใช้จ่ายที่เป็นดอกเบี้ย ซึ่งพอบวมขึ้นมาก็ต้องมาผ่อนกันในแต่ละเดือนอีก
“เรื่องที่สำคัญคือ ผู้ประกอบการเขามีการบันทึกบัญชีหรือเปล่า มีการแยกรายรับรายจ่ายเฉพาะการทำธุรกิจชัดเจนไหม มีการทำรายการเงินสดเข้า-ออกที่เป็นบัญชีเฉพาะของร้านหรือไม่ และมีการคุยกับคนในร้านไหมว่า เงินส่วนนี้ห้ามเอาไปใช้บัญชีอื่นหรือเอาออกจากบัญชีส่วนตัว แต่ถ้าผู้บริหารอยากจะแบ่งก็ให้คิดเป็นเงินเดือนของตัวเองออกมาให้ชัดเจน”
แล้วถ้าการเงินเกิดสะดุด เศรษฐพงศ์ บอกว่า “จะไปต่อหรือพอแค่นี้นั้น จะต้องมีตัว Trigger มากระตุ้น หรือมี Ratio ว่า เราจะยอมรับตัวเลขที่ขาดทุนได้ถึงเมื่อไร แต่อย่าเพิ่งตกใจไป ถ้าสองสามวันแรกจะขาดทุน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าแผนการทำงานหรือการเข้าถึงช่องทางยังไม่ถูกต้อง รวมถึงการเพิ่มขึ้นของคู่แข่งที่มีจำนวนมากขึ้น เพราะฉะนั้น เราควรจะต้องมีเกณฑ์ว่า เราจะหยุดเมื่อไร ซึ่งอย่าหยุดตอนที่เงินทุนหมุนเวียนหมด ดังนั้น ควรจะต้องเผื่อระยะเวลาไว้ด้วย”
นอกจากนี้ ให้ดูที่เรื่องของการทำการตลาดว่า แบบไหนที่ไม่เวิร์ค แบบไหนที่ทำแล้วไม่ค่อยดี หรือยิงแอดไปแต่ก็ไม่ได้อะไรกลับมา จ่ายเงินไปก็ได้แค่ Awareness แต่ไม่ได้ Conversion นั้น ให้เลิกทำและไปหาวิธีอื่นที่ตรงกับกลุ่มลูกค้ามากกว่า
อีกข้อคือเรื่องของค่าเช่าแพง อย่างที่เห็นกันเลยว่า ทำเลดีมักแลกมากับค่าเช่าที่แสนแพง ซึ่งอยากให้พิจารณาว่า ถ้าค่าเช่านั้นกินค่าทุกอย่างเสมือนเราเปิดร้านมาเพื่อจ่ายค่าเช่าแล้วล่ะก็ ถึงเวลาต้องคิดว่าควรจะอยู่ต่อหรือควรจะไปจากพื้นที่ตรงนั้น หรือว่าคุ้มไหมที่เปิดตรงนี้ด้วย
ในทางตรงกันข้าม หากคิดที่จะเพิ่มสาขา ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจแฟรนไชส์ผู้นี้ แนะนำว่า ให้ดู 3 เรื่องต่อไปนี้ด้วยเช่นกัน
- สาขาแรกที่เปิด ต้องผ่านจุดคุ้มทุนให้ได้เร็วที่สุด โดยจำเป็นต้องมีกระแสเงินสดเข้ามาต่ออย่างเนื่อง 6 – 12 เดือนให้ได้ ซึ่งนี่คือเกณฑ์ในการวัดเลยว่า จะสามารถขยายสาขาที่ 2 หรือ 3 ได้หรือไม่
- ดูตัวเลขกระแสเงินสดหลังจากที่หักแล้ว เพื่อที่จะได้ไม่ต้องไปกู้ และดูได้ว่ามีเงินเหลือพอที่จะไปเปิดสาขาใหม่ได้ไหม
- ระบบทีมงาน หรือทีมหลังบ้านต้องดูแลจัดการเองได้ ต้องมีความพร้อม หากคิดที่จะขยายสาขาเพิ่ม
ไปสู่จุดมุ่งหมาย ทำแฟรนไชส์ให้สำเร็จ
เรียกว่าเป็นเป้าหมายของคนทำแฟรนไชส์ก็ว่าได้นั่นคือ การไปถึงจุดที่ธุรกิจทำเงิน อยู่ได้ และประสบความสำเร็จ โดย เศรษฐพงศ์ เผย 5 เรื่องที่ควรทำตั้งแต่ Day 1 ดังนี้
- ออกสตาร์ท…เลือกซื้อแฟรนไชส์ให้ดี ตั้งแต่เริ่มต้น การเลือกซื้อแฟรนไชส์ที่เหมาะสมที่สุดคือ เลือกแบรนด์ที่เขาแสดงตัวเลขจริงๆ มีการสนับสนุนจริงๆ มีการแนะนำว่าเราต้องทำอะไรบ้าง และดูว่ามี Franchisee ที่อยู่รอดหรือไม่ อย่างไร
“ควรเลือกแฟรนไชส์ที่ทำการตลาดเพื่อส่งเสริมธุรกิจมากกว่าทำการตลาดเพื่อขายแฟรนไชส์อย่างเดียว วิธีดูก็ง่ายมาก เช่น ดูที่หน้าเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดียของแฟรนไชส์เจ้านั้นว่า มีแต่โฆษณาขายแฟรนไชส์แล้วขายแฟรนไชส์อีกไหม โดยที่ไม่มีการทำอะไรใหม่ๆ โปรโมชั่นใหม่ๆ เพื่อส่งเสริม Franchisee นับเป็นสัญญาณหนึ่งที่ทำให้เห็นว่าน่าจะมีปัญหาหรือร้อนเงินหรือไม่”
- ดูทำเล…ดูที่ทางให้พร้อม ทำเลคือ 50% ของความสำเร็จ ซึ่งถือเป็นจุดที่สำคัญมากๆ เพราะไม่ว่าธุรกิจจะดีแค่ไหน ถ้าเลือกทำเลผิดก็เท่ากับตาย อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าทำเลที่ดีก็มาพร้อมกับค่าเช่าที่น่าตกใจเหมือนกัน
“ช่วงนี้ทำเลในห้างยังเป็นตัวเลือกยอดนิยมอยู่ในอันดับต้นๆ เหมือนเดิม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจด้วย เช่น ธุรกิจการศึกษา ใช่ว่าเข้าห้างจะดีหมด ซึ่งควรจะไปอยู่ใน Community Mall จะดีและเหมาะสมกว่า หรือถ้าเป็นธุรกิจร้านสะดวกซักก็ยังคงต้องเป็นตามตึกต่างๆ แบบนี้”
- อย่าลืม…ดู Report เป็นประจำ จะประสบความสำเร็จได้ ผู้ประกอบการต้องรู้จักดูตัวเลข ดูการทำงาน และดูข้อมูลให้เรียลไทม์มากที่สุด อย่าใช้แค่ความรู้สึก
“ปัญหาที่พบเจอบ่อยๆ คือ พอเห็นว่ามีคนเต็มร้านเลยสั่งของเพิ่มมากขึ้น โดยไม่ได้ดูตัวเลขจริงๆ ว่าเป็นยังไง ซึ่งปัจจุบันมีเครื่องมือมากมายที่ทำให้เราสามารถดูตัวเลขได้ง่ายขึ้น มีระบบบัญชีที่ทันสมัย ติดตามการทำงานของพนักงานได้แบบเรียลไทม์”
- โฟกัสลูกค้า…ใครมาก็ยินดีต้อนรับ ข้อนี้สำคัญที่สุดในการทำแฟรนไชส์ให้สำเร็จ เพราะเจ้าของธุรกิจต้องรู้ว่าจะทำยังไงให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำให้ได้ โดยเฉพาะในยุคนี้ที่มีคู่แข่งเกิดขึ้นอยู่ตลอด แถมลูกค้ายังเปลี่ยนใจง่าย ยิ่งเราไม่สนใจเขา เขาก็ยิ่งไปจากแบรนด์เรา
“ทุกวันนี้มีแบรนด์ใหม่ๆ เกิดขึ้นเยอะ และลูกค้าก็พร้อมที่จะเปลี่ยนใจไปลอง ดังนั้น เราต้องรู้ว่าจะมีวิธีไหนบ้างที่ทำให้คนกลับมาซื้อซ้ำ ซึ่งก่อนที่จะได้ลูกค้า ต้องย้อนกลับไปยังจุดตั้งต้นเลยว่า จะลงทุนอะไร ซื้อแฟรนไชส์ไซส์ไหนให้กลับมาดูที่งบลงทุนของตัวเองว่า มีเงินก้อนที่ไม่ใช่เงินกู้ เป็นเงินก้อนที่เราบริหารจัดการได้ หรือยอมทิ้งได้ประมาณ 18 เดือนไหม แล้วจะเห็นภาพว่าธุรกิจประเภทไหนที่เหมาะสมกับเราและเหมาะเข้าไปลงทุน รวมถึงต้องดูเรื่องของ Profit ของธุรกิจนั้นว่า ต้องทำกำไรได้จริงด้วย”
- Franchisor = พาร์ทเนอร์…คู่หูคนสำคัญ การทำแฟรนไชส์เป็นการทำงานระยะยาว ดังนั้น จึงต้องมีการคุยกับพาร์ทเนอร์ ต้องมีวิสัยทัศน์ตรงกันและคิดเหมือนกัน
“ในขณะที่ฝั่งพาร์ทเนอร์เองก็ต้องมองเราเหมือนกันว่า เราเป็นคนแบบไหน เราเหมือนกับเขาไหม เอาแต่ขายลูกเดียวแต่ไม่สนใจลูกค้าหรือไม่ ดังนั้น ธุรกิจจะอยู่รอดหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่าง Franchisor กับ Franchisee เพราะคนส่วนใหญ่มองแต่กำไรอย่างเดียว แต่มาตกม้าตายคือคุยกับเจ้าของไม่รู้เรื่อง”
ตัวตึงแฟรนไชส์แห่งปี 2027
ปิดท้ายกันที่เรื่องที่คนทำธุรกิจแฟรนไชส์เฝ้ารอ กับเทรนด์แฟรนไชส์ในปีหน้าว่า ธุรกิจไหนจะมาแรงเป็นขาขึ้น หรือธุรกิจไหนจะอ่อนแรง อยู่ในช่วงขาลงกันบ้าง โดย เศรษฐพงศ์ บอกว่า เทรนด์แฟรนไชส์ต่างๆ นั้น ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมและความสนใจของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปนั่นเอง
ช่วงเวลาทองของ 6 ประเภทธุรกิจแฟรนไชส์
- สุขภาพและ Wellness “เราอยู่ในยุคของ Super-aged Society ที่คนมีอายุมากขึ้น อยู่ได้นานขึ้น และมีกำลังซื้อมากขึ้น ดังนั้น ถ้าพูดถึงเรื่องของ Health and Wellness ก็ต้องนึกถึงสินค้าต่างๆ ที่ตอบโจทย์ในเรื่องนี้ เช่น เครื่องดื่มหวานน้อย น้ำตาลน้อย Functional Drink เครื่องดื่มที่ส่งเสริมโปรตีน หรือมี Probiotics รวมไปถึงเรื่องของงานบริการ เช่น เติมวิตามิน หรือการดริปวิตามินผิวต่างๆ รวมถึงพวกคลินิก ที่อาจจะยังไม่มีแฟรนไชส์ที่ชัดเจน แต่ถ้าผันตัวได้ จะเป็นที่ต้องการอย่างมาก”
- สังคมผู้สูงวัย “ไม่ใช่เรื่องของการเปิดศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ความแรงของงานบริการที่ดูแลและเกี่ยวข้องกับคนกลุ่มนี้ รวมถึงสินค้าหรืออาหารต่างๆ เช่น การสอนใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ การพาไปโรงพยาบาล การดูแลประจำวัน (Daily Care) เราสามารถทำอะไรกับคนสูงวัยได้เยอะ คนเหล่านี้ยอมจ่าย จ่ายง่าย เพราะอยู่คนเดียวมากขึ้น”
- Street Food “นอกจากอาหารเพื่อสุขภาพแล้ว อาหารแบบ Street Food ในปีหน้าจะยังคงแรงอยู่ โดยเฉพาะแฟรนไชส์ไซส์กลางและเล็ก ราคาไม่สูงมาก อร่อย และจับต้องได้”
- ไลฟ์สไตล์ในเมือง “มีแนวโน้มที่ชัดเจนว่า บริการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนในเมืองยังแรงได้อยู่ เช่น ร้านสะดวกซักที่ยังไปได้ดีอยู่ เพราะคนจะมาซักผ้านอกบ้านเพิ่มมากขึ้น แต่สเกลการเพิ่มสาขาอาจจะไม่บูมเปรี้ยงปร้างมากนัก แต่ว่ายังจะไปได้ดีอยู่ในปีหน้า”
- Pet Care “ธุรกิจสัตว์เลี้ยง ที่ไม่ใช่แค่ขายอาหารสัตว์เท่านั้น แต่ยังรวมถึง Grooming โรงพยาบาลสัตว์ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพราะตอนนี้เป็นยุคที่สัตว์เลี้ยงคือคนในครอบครัว โดยแมวแซงขึ้นมาเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยม ส่งผลให้คาเฟ่ที่มีแมวจะมาแรง”
- EV Station “ปัจจุบันร้านสะดวกซื้อหลายๆ ที่ มีพื้นที่หน้าร้านไว้สำหรับรองรับสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Station) ซึ่งหากไปถึงมีตู้ให้ชาร์จได้ จะส่งเสริมให้ Facility ต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่เหล่านี้ได้ผลประโยชน์ไปด้วย”
พักก่อนกับ 3 ธุรกิจแฟรนไชส์
- ร้านอาหารขนาดใหญ่ จะขายแฟรนไชส์ได้ยากขึ้น โดยเฉพาะประเภทลงทุน 5 – 10 ล้าน จะหาคนซื้อยาก ถึงไม่ได้หายไป แต่ก็ไม่ได้หวือหวาและขายได้บ่อยๆ เหมือนที่ผ่านมา
- ธุรกิจการศึกษา ประเภทกวดวิชาหรือสอนลักษณะทั่วๆ ไป จะขายได้ไม่ค่อยดี เพราะยุคนี้คนเน้นไปที่เรื่องเรียนพวก Soft Skills หรือเรื่องความรู้อื่นๆ ที่เป็นทักษะเสริมหรือการใช้หุ่นยนต์มากกว่า
- ร้านนวด ร้านสปา ที่มีแค่นวดตัว นวดเท้าอย่างเดียว ต้องปรับตัวมากขึ้นและต้องมีนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาเสริมถึงจะแข่งขันได้
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะลงทุนธุรกิจไหน อย่าลืมที่จะบริหารกระแสเงินสดให้แข็งแรง นั่นเพราะระบบที่ดีสร้างได้แค่เพียงยอดขาย แต่การบริหารเงินที่ยอดเยี่ยมจะสร้างความมั่งคั่งให้เกิดขึ้นได้ในระยะยาว
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี