พรรคประชาชนเสนอปฏิรูปเกณฑ์ทหาร ยามปกติใช้ระบบสมัครใจ เรียกเกณฑ์ได้เฉพาะช่วงสงคราม
ทุกปีเมื่อถึงฤดูเกณฑ์ทหาร ชายไทยจำนวนมากต้องลุ้นชะตาตัวเองผ่านการจับใบดำใบแดง บางคนได้กลับไปใช้ชีวิตตามเดิม แต่อีกหลายคนต้องหยุดงาน หยุดการเรียน หรือพักเส้นทางชีวิตไว้ชั่วคราว เพื่อเข้ารับราชการทหารเป็นเวลา 6 เดือนถึง 2 ปี
สำหรับคนที่เป็นเสาหลักของครอบครัว การจับได้ใบแดงอาจไม่ได้กระทบแค่ตัวเอง แต่ยังหมายถึงรายได้ที่หายไป และความไม่แน่นอนที่คนข้างหลังต้องช่วยกันแบกรับ
ผลกระทบของการเกณฑ์ทหารไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวชายไทยที่จับได้ใบแดงหรือครอบครัวของพวกเขา แต่ยังสะท้อนถึงต้นทุนทางเศรษฐกิจจากการสูญเสียแรงงานวัยหนุ่ม รวมถึงปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายในค่ายทหาร ซึ่งในบางกรณีนำไปสู่การเสียชีวิต
และสำหรับชายไทยจำนวนมาก จุดเริ่มต้นของผลกระทบเหล่านี้ อาจอยู่ที่การจับสลากเพียงไม่กี่วินาทีในเดือนเมษายนของทุกปี
ด้วยเหตุนี้ ข้อเสนอเรื่องการ “ยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหาร” จึงถูกผลักดันขึ้นในสังคมอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยมีพรรคการเมืองหลายพรรคเสนอแนวทางปฏิรูประบบการรับราชการทหารของไทย แม้การผลักดันให้เกิดขึ้นจริงจะไม่ใช่เรื่องง่าย
ล่าสุด พรรคประชาชนเสนอแก้ไข พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 เพื่อปฏิรูประบบการรับราชการทหารใหม่ทั้งระบบ โดยยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหารในภาวะปกติ และเปิดให้ใช้ระบบสมัครใจเป็นหลัก ขณะเดียวกันยังคงการเรียกกำลังพลแบบบังคับไว้ในกรณีที่ประเทศเข้าสู่ภาวะสงคราม
การแก้ไขครั้งนี้ เป็นข้อเสนอเพื่อยกเลิกกฎหมายเดิม แล้วจัดทำกฎหมายฉบับใหม่ขึ้นมาทดแทนทั้งฉบับ
ยกเลิกเกณฑ์ทหาร เปลี่ยนเป็นระบบสมัคร 100%
พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 กำหนดให้ชายไทยเมื่ออายุย่างเข้า 18 ปี ต้องขึ้นบัญชีเป็นทหารกองเกินกับสัสดีประจำอำเภอตามภูมิลำเนาทหาร และเมื่ออายุย่างเข้า 21 ปี จะได้รับหมายเรียกเข้ารับการตรวจเลือก หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “จับใบดำใบแดง”
ตามกฎหมายเดิม ภูมิลำเนาทหารไม่ได้อ้างอิงจากทะเบียนบ้านของบุคคลโดยตรง แต่ยึดตามบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง โดยพิจารณาจากบิดาเป็นหลัก พรรคประชาชนจึงเสนอแก้ไขให้ระบบเรียบง่ายขึ้น โดยให้ยึดตามทะเบียนบ้านของบุคคลนั้นแทน เว้นแต่กรณีที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านกลาง จึงค่อยอ้างอิงตามบิดาหรือมารดา
นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังเสนอให้การขึ้นทะเบียนทหารกองเกินเป็นไปโดยอัตโนมัติเมื่อบุคคลอายุย่างเข้า 18 ปี และให้มีสถานะเป็นทหารกองเกินในวันที่ 1 มกราคมของปีถัดไป โดยประชาชนไม่ต้องเดินทางไปขึ้นทะเบียนด้วยตนเอง และจะไม่มีการออกหมายเรียกเข้ารับการตรวจเลือกแบบเดิมอีก
กล่าวโดยสรุป ข้อเสนอของพรรคประชาชนคือการยกเลิกระบบบังคับเกณฑ์ทหารในยามปกติ และเปลี่ยนเป็นระบบสมัครใจทั้งหมด โดยกำหนดให้ผู้มีสัญชาติไทยสามารถสมัครเข้ารับราชการเป็นทหารกองประจำการได้ด้วยความสมัครใจ และคัดเลือกจากผู้ที่สมัครเข้ามาเท่านั้น
การใช้คำว่า “บุคคล” ในร่างกฎหมาย ยังเปิดช่องให้การสมัครเข้ารับราชการทหารไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ชายเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการขึ้นบัญชีทหารกองเกิน พรรคประชาชนยังคงกำหนดให้ใช้กับ “ชายไทย” ที่มีสัญชาติไทยตามกฎหมายเช่นเดิม
หากเปรียบเทียบกับระบบปัจจุบัน ในภาวะปกติ การเข้ารับราชการทหารมีอยู่ 2 วิธี คือการสมัครใจ และการจับใบดำใบแดงเพื่อคัดเลือกชายไทยเข้าเป็นทหารกองประจำการเมื่ออายุ 21 ปี แต่ข้อเสนอของพรรคประชาชนจะเหลือเพียงระบบสมัครใจเท่านั้น
นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังเสนอให้กำหนดไว้ในกฎหมายว่า การฝึกวิชาทหารและการเตรียมความพร้อมในยามสงคราม จะต้องเป็นไปตามหลักสูตรมาตรฐานหรือหลักสากล สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ และส่งเสริมหลักการประชาธิปไตยด้วย
ห้ามผู้บังคับบัญชานำพลทหารไปรับใช้ส่วนตัว
ปัญหา “ซักผ้า–ทำอาหารบ้านนาย” เป็นคำที่ใช้เรียกกรณีที่ผู้บังคับบัญชานำพลทหารกองประจำการไปทำงานรับใช้ส่วนตัว เช่น ซักผ้า ทำอาหาร ทำความสะอาดบ้าน หรือทำธุระที่ไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจทางทหาร แม้พลทหารเหล่านั้นจะอยู่ระหว่างการรับราชการและได้รับเงินเดือนจากงบประมาณแผ่นดิน
พรรคประชาชนเสนอให้ระบุไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจนว่า การกระทำลักษณะนี้ถือเป็นความผิดทางวินัย และอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย รวมถึงกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
ข้อเสนอยังกำหนดว่า หากเกิดกรณีดังกล่าว ผู้กระทำผิดจะต้องถูกดำเนินการทางวินัย และส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการตามกฎหมาย นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังมองว่าการนำพลทหารไปรับใช้ส่วนตัว ไม่ได้เป็นเพียงการใช้อำนาจโดยมิชอบ แต่ยังเกี่ยวข้องกับการละเมิดต่อร่างกาย ศักดิ์ศรี และความเป็นมนุษย์ด้วย
เรียกเกณฑ์ทหารได้ เมื่อ ครม.เห็นว่าใกล้ภาวะสงคราม
ตามข้อเสนอของพรรคประชาชน ในภาวะปกติที่ประเทศไม่ได้อยู่ในสภาวะคับขัน การรับบุคคลเข้าเป็นทหารกองประจำการจะใช้ระบบสมัครใจเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม หากคณะรัฐมนตรีเห็นว่ามีเหตุอันอาจทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะใกล้สงคราม คณะรัฐมนตรีสามารถตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อเรียกและตรวจเลือกชายไทยอายุระหว่าง 18 ถึงไม่เกิน 30 ปี เข้ารับราชการเป็นทหารกองประจำการได้
ในทางกลับกัน แม้จะเกิดสถานการณ์คับขันหรือมีเหตุที่อาจนำไปสู่ภาวะสงคราม หากประเทศไทยมีกำลังพลเพียงพอต่อการป้องกันประเทศ คณะรัฐมนตรีก็อาจไม่ออกพระราชกฤษฎีกาเพื่อเรียกตรวจเลือกทหารเพิ่มเติมได้
ข้อเสนอนี้ยังคงกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ที่ “หนีทหาร” ตามหมายเรียกในยามสงคราม รวมถึงกรณีทุจริตหรือติดสินบนเพื่อหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร โดยทั้งสองกรณีมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท