โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ปิดฉากยุคเสวยสุขกำไร 10% ดร.กอบศักดิ์ เตือนวิกฤตซ้อนวิกฤตดันต้นทุนพลังงาน-ราคาน้ำมันโลกผันผวนสุดขีด

การเงินธนาคาร

อัพเดต 27 พ.ค. เวลา 11.09 น. • เผยแพร่ 27 พ.ค. เวลา 02.44 น.

ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทยเตือนโลกเปลี่ยนเข้าสู่ "ช่วงใหม่" เผชิญภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤตที่ผันผวนสุดขีดหลังสหรัฐฯ-จีนเปิดศึกดวลเดือดชิงขั้วการผลิต หนีกับดักหนี้สินทุบโลกแยกค่ายชัดเจน ชี้ลางร้ายตัวเลขลงทุน BOI โตกระจุกเฉพาะทุนต่างชาติ ขณะที่ทุนไทยหดหายไม่ยอมขยายการลงทุน จี้ปรับตัวใช้เทคโนโลยีระบบอัตโนมัติรับมือคลื่นสินค้าจีนทะลัก

26 พฤษภาคม 2569 ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และกรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ในงาน “TRIAM UDOM Dinner Talk 2026 : เตรียมอุดมฯ คิด เศรษฐกิจพ้นภัย” จัดโดยสมาคมนักเรียนเก่าเตรียมอุดมศึกษา ในพระบรมราชูปถัมภ์ เผยถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญหน้ากับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ทั้งในแง่ของโอกาสทางธุรกิจและความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่อาจทำให้ประเทศสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันหากยังไม่มีการปรับตัวอย่างเร่งด่วน โดยมองว่าวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบันมีความแตกต่างจากในอดีตอย่างสิ้นเชิง และเน้นย้ำว่า "โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว" ซึ่งเรากำลังเข้าสู่ "ช่วงใหม่" ที่ไม่สามารถใช้วิธีการเดิม ๆ ในการบริหารจัดการได้อีกต่อไป

สิ้นสุดยุค "สบาย ๆ" เผชิญสภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤตและความผันผวนสุดขีด

ในอดีต ภาคธุรกิจไทยเคยชินกับการทำมาหากินในสภาพแวดล้อมที่คาดการณ์ได้ โดยมีกำไรสม่ำเสมอปีละ 5% 7% หรือ 10% เหมือนเดิมในฐานะที่เราเคยเป็นเสือตัวที่ 5 ทำอย่างที่เราคุ้นเคยแล้วสุดท้ายก็นำมาถึงเรื่องของกำไรโดยไม่ต้องปรับตัวหรือทำอะไรใหม่มากนัก

แต่ปัจจุบันภาพความสบายเหล่านั้นหายไปแล้ว และเศรษฐกิจไทยได้เข้าสู่ "ภาคที่คลื่นลมแรง" ซึ่งกระบวนการบริหารธุรกิจและการลงทุนเปลี่ยนจากสภาพที่เคย "สงบ ๆ" กลายเป็นสภาวะที่ผันผวนมากมาตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา เป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตที่มีทั้งภัยจากภายนอกและปัญหาภายในประเทศเกิดขึ้นพร้อมกัน เช่น ราคาน้ำมันที่อาจเหวี่ยงขึ้นลงได้ถึง 7-10% ภายในวันเดียว ซึ่งไม่เคยเจอในสภาวะปกติ ธุรกิจไทยจึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ภายใต้ความท้าทายใหม่ ๆ

"ผมอยากจะบอกทุกคนว่า… “สบาย ๆ” ไม่อยู่แล้ว… มันเป็นภาพใหม่ของเราคือภาคที่คลื่นลมแรง เราต้องเรียนรู้ว่าจะอยู่ภายใต้ความท้าทายอย่างไร ถ้าว่ายน้ำไม่แข็งก็ต้องหัดว่ายน้ำใหม่ ถ้าอยากจะว่ายน้ำต่อก็ต้องหาเครื่องชูชีพเพื่อที่เราจะได้ประคองตัวเองให้ผ่านไป"

เจาะไส้ในข้อมูล BOI ลางร้ายทุนไทยหดหาย-พึ่งจมูกต่างชาติหายใจ

เมื่อวิเคราะห์สถานการณ์ลงทุนภายในประเทศผ่านเครื่องชี้วัดที่ชัดเจนที่สุดอย่างข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พบความจริงที่น่ากังวลใจ เนื่องจากในขณะที่ตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนปรับตัวเยอะขึ้นจริง แต่ส่วนใหญ่กลับกลายเป็นเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FIC) เป็นหลัก หมายความว่ามีสัดส่วนของคนไทยน้อยมาก ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าคิดว่าทำไมคนไทยไม่ลงทุน และถ้าหากประเทศไทยต้องพึ่งพาต่างชาติอย่างเดียว วันหนึ่งเขาไม่รักเราแล้วจะทำอย่างไร

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมสำคัญ ๆ ที่เป็นพื้นฐานหลักของประเทศ เช่น กลุ่มอุตสาหกรรม BCG และภาคการเกษตรต่าง ๆ กลับส่งสัญญาณในลักษณะที่จะขึ้นเดี่ยว ซึ่งการพึ่งพิงเพียง Sector เดียวก็ไม่แน่ว่าจะเปลี่ยนทิศทางเมื่อไหร่ จึงเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่น่ากังวลใจอย่างยิ่ง

ปมศึกสองมหาอำนาจ สหรัฐฯ ทนความเสื่อมถอยไม่ไหวชิงเปิดเกมดวลเดือด

ชนวนเหตุสำคัญที่เร่งให้ระเบียบเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนทิศ มาจากการที่ 2 มหาอำนาจยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาและจีนกำลังเปิดเกมเล่นเกมระดับโลกที่กระแทกและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยเบื้องหลังการต่อสู้ครั้งนี้ทำไปเพื่ออนาคตของประเทศชาติ เนื่องจากสหรัฐฯ มองเห็นความเสื่อมถอยของตนเองผ่านโครงสร้างการผลิตสำคัญ ๆ ของโลกที่ย้ายไปตกอยู่ที่ประเทศจีนถึง 30% ขณะที่สหรัฐฯ เหลือสัดส่วนเพียง 17% เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น มูลค่าการส่งออกของจีนพุ่งทะยานไปถึง 3.5 ล้านล้าน แซงหน้าสหรัฐฯ ที่ทำได้ประมาณ 2 ล้านล้าน ส่งผลให้สหรัฐฯ ประสบปัญหาการขาดดุลการค้าและเป็นหนี้ยักษ์จากการซื้อเยอะขายน้อยจนส่งออกไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ โลกจึงก้าวเข้าสู่ฉากทัศน์ของการกีดกันทางการค้าและการต่อสู้ที่รุนแรงในหลากหลายมิติ (Multidimensional War) ทั้งสงครามการค้าที่คุมเป้าหมายสินค้าจีนด้วยการตั้งกำแพงภาษีสูงถึง 145% เมื่อปีที่แล้ว และสงครามเทคโนโลยีที่มีการสั่งห้ามไม่ให้จีนเข้าถึงการใช้ชิปประมวลผล ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันแยกออกเป็นค่ายชัดเจน คือ ค่ายจีน ค่ายต่างประเทศ และค่ายอเมริกา

ผ่า "Thucydides Trap" สินค้าจีนล้นตลาดทะลักดัมพ์ราคาถล่มธุรกิจไทย

ดร.กอบศักดิ์ อธิบายเพิ่มเติมถึง "Thucydides Trap" ว่าเป็นกับดักที่เกิดจากการที่มหาอำนาจเดิมต้องต่อสู้กับมหาอำนาจใหม่ เพื่อขัดขวางไม่ให้ขึ้นมามีอำนาจทัดเทียมกัน จนสุดท้ายนำไปสู่การปะทะเพื่อกำจัดอีกฝ่าย โดยมหาอำนาจกำลังเล่นเกมแรงที่เอาหวังชีวิตและอนาคตของประเทศเป็นเดิมพัน ซึ่งการทำสงครามในลักษณะนี้ได้นำไปสู่แรงกระแทกในระบบเศรษฐกิจ เช่น การทำให้นโยบายราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเพื่อบีบให้คู่แข่งมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ซึ่งในฐานะนักเศรษฐศาสตร์มา 30 ปี ระบุว่าไม่เคยเห็นลักษณะการเล่นเกมระดับโลกที่กระแทกและส่งผลกระทบรุนแรงในหลายช่วงเวลาและหลายมิติขนาดนี้มาก่อน

การตกอยู่ในกับดักมหาอำนาจและการถูกกีดกันทางการค้าจากสหรัฐฯ และยุโรป ยงส่งผลกระทบต่อเนื่องทำให้จีนเผชิญภาวะสินค้าผลิตล้นเกิน (Overcapacity) และไม่รู้จะส่งสินค้าเหล่านั้นไปที่ไหน สินค้าจีนจึงทะลักเข้ามา "ดัมพ์" (Dump) ในตลาดประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ซึ่งส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยในฐานะประเทศขนาดเล็กไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับสินค้าจีนที่มีต้นทุนต่ำกว่าได้โดยตรง ทำให้ธุรกิจไทยในปัจจุบันหาเลี้ยงชีพได้ยากขึ้นกว่าเดิมมาก

ชี้โลกอยู่บนทางแพร่ง แนะเร่งหา "เครื่องชูชีพ" ปรับตัวสู้ด้วยเทคโนโลยี

จากผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งหมด ดร.กอบศักดิ์ เตือนว่าโลกกำลังอยู่ใน "ทางแพร่งที่สำคัญ" และประเทศไทยไม่ควรไปติดกับดักความขัดแย้งนี้ แต่ต้องมองความจริงให้เห็นว่าโลกเปลี่ยนไปแล้วเพื่อที่จะหาทางรอดและนำเครื่องชูชีพมาประคองตัวให้ผ่านวิกฤตซ้อนวิกฤตนี้ไปได้ โดยจุดสำคัญของโลกในปัจจุบันคือคนไทยจะตายใจหรือคิดว่าอยู่แบบเดิมแล้วจะรอดเหมือนในอดีตไม่ได้อีกต่อไป และต้องเลิกทำเรื่องระยะสั้นเพื่อหันมาสร้างพื้นฐานประเทศที่แข็งแกร่งและก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงในระดับความเร็วที่เรียกว่า "Economy speed"

สำหรับทางรอดของภาคธุรกิจไทยคือการปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยี เช่น การปรับเปลี่ยนโรงงานไปใช้เทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ (Automation) ที่ใช้คนน้อยลง เพื่อควบคุมต้นทุนการผลิตให้สามารถแข่งขันกับสินค้าจีนได้จริง ๆ ท่ามกลางกระแสการแยกค่ายเศรษฐกิจ (Decoupling) ที่ชัดเจน เพื่อประคองให้เรือน้อย ๆ ของประเทศไทยสามารถรอดพ้นจากแรงกระแทกของมหาอำนาจเหล่านี้ไปได้ในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...