ปิดฉากยุคเสวยสุขกำไร 10% ดร.กอบศักดิ์ เตือนวิกฤตซ้อนวิกฤตดันต้นทุนพลังงาน-ราคาน้ำมันโลกผันผวนสุดขีด
ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทยเตือนโลกเปลี่ยนเข้าสู่ "ช่วงใหม่" เผชิญภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤตที่ผันผวนสุดขีดหลังสหรัฐฯ-จีนเปิดศึกดวลเดือดชิงขั้วการผลิต หนีกับดักหนี้สินทุบโลกแยกค่ายชัดเจน ชี้ลางร้ายตัวเลขลงทุน BOI โตกระจุกเฉพาะทุนต่างชาติ ขณะที่ทุนไทยหดหายไม่ยอมขยายการลงทุน จี้ปรับตัวใช้เทคโนโลยีระบบอัตโนมัติรับมือคลื่นสินค้าจีนทะลัก
26 พฤษภาคม 2569 ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และกรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ในงาน “TRIAM UDOM Dinner Talk 2026 : เตรียมอุดมฯ คิด เศรษฐกิจพ้นภัย” จัดโดยสมาคมนักเรียนเก่าเตรียมอุดมศึกษา ในพระบรมราชูปถัมภ์ เผยถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญหน้ากับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ทั้งในแง่ของโอกาสทางธุรกิจและความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่อาจทำให้ประเทศสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันหากยังไม่มีการปรับตัวอย่างเร่งด่วน โดยมองว่าวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบันมีความแตกต่างจากในอดีตอย่างสิ้นเชิง และเน้นย้ำว่า "โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว" ซึ่งเรากำลังเข้าสู่ "ช่วงใหม่" ที่ไม่สามารถใช้วิธีการเดิม ๆ ในการบริหารจัดการได้อีกต่อไป
สิ้นสุดยุค "สบาย ๆ" เผชิญสภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤตและความผันผวนสุดขีด
ในอดีต ภาคธุรกิจไทยเคยชินกับการทำมาหากินในสภาพแวดล้อมที่คาดการณ์ได้ โดยมีกำไรสม่ำเสมอปีละ 5% 7% หรือ 10% เหมือนเดิมในฐานะที่เราเคยเป็นเสือตัวที่ 5 ทำอย่างที่เราคุ้นเคยแล้วสุดท้ายก็นำมาถึงเรื่องของกำไรโดยไม่ต้องปรับตัวหรือทำอะไรใหม่มากนัก
แต่ปัจจุบันภาพความสบายเหล่านั้นหายไปแล้ว และเศรษฐกิจไทยได้เข้าสู่ "ภาคที่คลื่นลมแรง" ซึ่งกระบวนการบริหารธุรกิจและการลงทุนเปลี่ยนจากสภาพที่เคย "สงบ ๆ" กลายเป็นสภาวะที่ผันผวนมากมาตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา เป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตที่มีทั้งภัยจากภายนอกและปัญหาภายในประเทศเกิดขึ้นพร้อมกัน เช่น ราคาน้ำมันที่อาจเหวี่ยงขึ้นลงได้ถึง 7-10% ภายในวันเดียว ซึ่งไม่เคยเจอในสภาวะปกติ ธุรกิจไทยจึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ภายใต้ความท้าทายใหม่ ๆ
"ผมอยากจะบอกทุกคนว่า… “สบาย ๆ” ไม่อยู่แล้ว… มันเป็นภาพใหม่ของเราคือภาคที่คลื่นลมแรง เราต้องเรียนรู้ว่าจะอยู่ภายใต้ความท้าทายอย่างไร ถ้าว่ายน้ำไม่แข็งก็ต้องหัดว่ายน้ำใหม่ ถ้าอยากจะว่ายน้ำต่อก็ต้องหาเครื่องชูชีพเพื่อที่เราจะได้ประคองตัวเองให้ผ่านไป"
เจาะไส้ในข้อมูล BOI ลางร้ายทุนไทยหดหาย-พึ่งจมูกต่างชาติหายใจ
เมื่อวิเคราะห์สถานการณ์ลงทุนภายในประเทศผ่านเครื่องชี้วัดที่ชัดเจนที่สุดอย่างข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พบความจริงที่น่ากังวลใจ เนื่องจากในขณะที่ตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนปรับตัวเยอะขึ้นจริง แต่ส่วนใหญ่กลับกลายเป็นเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FIC) เป็นหลัก หมายความว่ามีสัดส่วนของคนไทยน้อยมาก ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าคิดว่าทำไมคนไทยไม่ลงทุน และถ้าหากประเทศไทยต้องพึ่งพาต่างชาติอย่างเดียว วันหนึ่งเขาไม่รักเราแล้วจะทำอย่างไร
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมสำคัญ ๆ ที่เป็นพื้นฐานหลักของประเทศ เช่น กลุ่มอุตสาหกรรม BCG และภาคการเกษตรต่าง ๆ กลับส่งสัญญาณในลักษณะที่จะขึ้นเดี่ยว ซึ่งการพึ่งพิงเพียง Sector เดียวก็ไม่แน่ว่าจะเปลี่ยนทิศทางเมื่อไหร่ จึงเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่น่ากังวลใจอย่างยิ่ง
ปมศึกสองมหาอำนาจ สหรัฐฯ ทนความเสื่อมถอยไม่ไหวชิงเปิดเกมดวลเดือด
ชนวนเหตุสำคัญที่เร่งให้ระเบียบเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนทิศ มาจากการที่ 2 มหาอำนาจยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาและจีนกำลังเปิดเกมเล่นเกมระดับโลกที่กระแทกและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยเบื้องหลังการต่อสู้ครั้งนี้ทำไปเพื่ออนาคตของประเทศชาติ เนื่องจากสหรัฐฯ มองเห็นความเสื่อมถอยของตนเองผ่านโครงสร้างการผลิตสำคัญ ๆ ของโลกที่ย้ายไปตกอยู่ที่ประเทศจีนถึง 30% ขณะที่สหรัฐฯ เหลือสัดส่วนเพียง 17% เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น มูลค่าการส่งออกของจีนพุ่งทะยานไปถึง 3.5 ล้านล้าน แซงหน้าสหรัฐฯ ที่ทำได้ประมาณ 2 ล้านล้าน ส่งผลให้สหรัฐฯ ประสบปัญหาการขาดดุลการค้าและเป็นหนี้ยักษ์จากการซื้อเยอะขายน้อยจนส่งออกไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ โลกจึงก้าวเข้าสู่ฉากทัศน์ของการกีดกันทางการค้าและการต่อสู้ที่รุนแรงในหลากหลายมิติ (Multidimensional War) ทั้งสงครามการค้าที่คุมเป้าหมายสินค้าจีนด้วยการตั้งกำแพงภาษีสูงถึง 145% เมื่อปีที่แล้ว และสงครามเทคโนโลยีที่มีการสั่งห้ามไม่ให้จีนเข้าถึงการใช้ชิปประมวลผล ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันแยกออกเป็นค่ายชัดเจน คือ ค่ายจีน ค่ายต่างประเทศ และค่ายอเมริกา
ผ่า "Thucydides Trap" สินค้าจีนล้นตลาดทะลักดัมพ์ราคาถล่มธุรกิจไทย
ดร.กอบศักดิ์ อธิบายเพิ่มเติมถึง "Thucydides Trap" ว่าเป็นกับดักที่เกิดจากการที่มหาอำนาจเดิมต้องต่อสู้กับมหาอำนาจใหม่ เพื่อขัดขวางไม่ให้ขึ้นมามีอำนาจทัดเทียมกัน จนสุดท้ายนำไปสู่การปะทะเพื่อกำจัดอีกฝ่าย โดยมหาอำนาจกำลังเล่นเกมแรงที่เอาหวังชีวิตและอนาคตของประเทศเป็นเดิมพัน ซึ่งการทำสงครามในลักษณะนี้ได้นำไปสู่แรงกระแทกในระบบเศรษฐกิจ เช่น การทำให้นโยบายราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเพื่อบีบให้คู่แข่งมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ซึ่งในฐานะนักเศรษฐศาสตร์มา 30 ปี ระบุว่าไม่เคยเห็นลักษณะการเล่นเกมระดับโลกที่กระแทกและส่งผลกระทบรุนแรงในหลายช่วงเวลาและหลายมิติขนาดนี้มาก่อน
การตกอยู่ในกับดักมหาอำนาจและการถูกกีดกันทางการค้าจากสหรัฐฯ และยุโรป ยงส่งผลกระทบต่อเนื่องทำให้จีนเผชิญภาวะสินค้าผลิตล้นเกิน (Overcapacity) และไม่รู้จะส่งสินค้าเหล่านั้นไปที่ไหน สินค้าจีนจึงทะลักเข้ามา "ดัมพ์" (Dump) ในตลาดประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ซึ่งส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยในฐานะประเทศขนาดเล็กไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับสินค้าจีนที่มีต้นทุนต่ำกว่าได้โดยตรง ทำให้ธุรกิจไทยในปัจจุบันหาเลี้ยงชีพได้ยากขึ้นกว่าเดิมมาก
ชี้โลกอยู่บนทางแพร่ง แนะเร่งหา "เครื่องชูชีพ" ปรับตัวสู้ด้วยเทคโนโลยี
จากผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งหมด ดร.กอบศักดิ์ เตือนว่าโลกกำลังอยู่ใน "ทางแพร่งที่สำคัญ" และประเทศไทยไม่ควรไปติดกับดักความขัดแย้งนี้ แต่ต้องมองความจริงให้เห็นว่าโลกเปลี่ยนไปแล้วเพื่อที่จะหาทางรอดและนำเครื่องชูชีพมาประคองตัวให้ผ่านวิกฤตซ้อนวิกฤตนี้ไปได้ โดยจุดสำคัญของโลกในปัจจุบันคือคนไทยจะตายใจหรือคิดว่าอยู่แบบเดิมแล้วจะรอดเหมือนในอดีตไม่ได้อีกต่อไป และต้องเลิกทำเรื่องระยะสั้นเพื่อหันมาสร้างพื้นฐานประเทศที่แข็งแกร่งและก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงในระดับความเร็วที่เรียกว่า "Economy speed"
สำหรับทางรอดของภาคธุรกิจไทยคือการปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยี เช่น การปรับเปลี่ยนโรงงานไปใช้เทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ (Automation) ที่ใช้คนน้อยลง เพื่อควบคุมต้นทุนการผลิตให้สามารถแข่งขันกับสินค้าจีนได้จริง ๆ ท่ามกลางกระแสการแยกค่ายเศรษฐกิจ (Decoupling) ที่ชัดเจน เพื่อประคองให้เรือน้อย ๆ ของประเทศไทยสามารถรอดพ้นจากแรงกระแทกของมหาอำนาจเหล่านี้ไปได้ในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง :
- “ดร.สมคิด” อดีตรองนายกฯ เตือนไทยเผชิญ "วิกฤตซ้อนวิกฤต" จี้รัฐผ่าโครงสร้างน้ำมัน-ดึงทุนนอกพลิกโฉมเศรษฐกิจ
- TDRI ชี้ไทยเจอ 4 มรสุมโลกเขย่าเศรษฐกิจ จี้รัฐเร่งสร้าง "ฐานราก" เลิกหวังน้ำบ่อหน้า-ชูเอกชนทางรอดเดียว
- หมดยุคเผาเงินอุ้มน้ำมัน ดร.กอบศักดิ์ เสนอโยกงบพ.ร.บ.เงินกู้ แสนล้านลุยโซลาร์เซลล์-EV คุ้มค่ากว่า