โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จับตาซูเปอร์เอลนีโญเขย่าโลก! ลุ้นราคายางพุ่งทะลุ 100 บาท สูงสุดในรอบ 10 ปี

สยามรัฐ

อัพเดต 52 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ทิศทางราคายางพาราไทยในปี 2569 กำลังกลายเป็นสปอตไลท์สำคัญที่นักลงทุนและเกษตรกรทั่วโลกต่างจับตามอง หลังจากสร้างปรากฏการณ์ไต่ระดับพุ่งสูงที่สุดในรอบ 14 ปีในช่วงครึ่งปีแรก โดยราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ณ ตลาดกลางยางพาราจังหวัดสงขลา เคยทะยานไปแตะจุดสูงสุดที่ 97.52 บาทต่อกิโลกรัม ก่อนจะเริ่มส่งสัญญาณย่อตัวลงมาพักฐานในช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ระดับ 85 บาทต่อกิโลกรัม ปรากฏการณ์นี้หากวิเคราะห์ตามสถิติย้อนหลังและกลไกตลาดทางจิตวิทยา จะพบว่าเป็นเพียงการปรับฐานระยะสั้นตามฤดูกาล ซึ่งโดยปกติราคามักจะย่อตัวลงในช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนกรกฎาคม ก่อนที่จะเริ่มตั้งลำและส่งสัญญาณสะสมกำลังเพื่อปรับตัวขึ้นอีกครั้งในครึ่งปีหลัง ท่ามกลางปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้างที่แข็งแกร่งทั้งในมิติของอุปสงค์ อุปทาน และวิกฤตสภาพภูมิอากาศโลก

เมื่อเจาะลึกถึงแรงขับเคลื่อนสำคัญที่มีผลต่อราคายางพาราในตลาดโลก ข้อมูลจากการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ (ANRPC) สะท้อนภาพตลาดยางพาราที่กำลังเผชิญภาวะ "อุปทานตึงตัว" อย่างชัดเจน โดยคาดการณ์ว่าความต้องการใช้ยางทั่วโลกในปี 2569 จะเติบโตขึ้น 1.7% แตะระดับ 15.6 ล้านตัน ในขณะที่ปริมาณผลผลิตโลกกลับโตต่ำกว่าที่คาด โดยขยายตัวได้เพียง 2.4% หรือคิดเป็น 15.2 ล้านตัน ส่งผลให้ภาพรวมตลาดโลกตกอยู่ในภาวะขาดแคลนยางพาราทันทีราว 400,000 ตัน สอดคล้องกับรายงานของศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่ประเมินว่า ผลผลิตยางพาราของไทย ซึ่งเป็นผู้ผลิตอันดับหนึ่งของโลก จะลดลงประมาณ 3.1% ต่ำที่สุดในรอบ 9 ปี เนื่องจากเกษตรกรบางส่วนหันไปปลูกพืชเศรษฐกิจทดแทนอย่างปาล์มน้ำมันและทุเรียน รวมถึงปัญหาโรคใบจุดกลมและการขาดแคลนแรงงานกรีดยาง ซึ่งสถานการณ์อุปทานหดตัวเช่นนี้เกิดขึ้นในประเทศผู้ผลิตรายใหญ่อย่างอินโดนีเซียและมาเลเซียเช่นเดียวกัน

ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจัยเร่งภายนอกอย่างการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี ยิ่งเป็นตัวจุดพลุให้อุปสงค์ยางธรรมชาติพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่พฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกกำลังหลั่งไหลไปสู่เทคโนโลยีนี้ ยางล้อสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าจำเป็นต้องใช้สัดส่วนของยางธรรมชาติมากกว่ารถยนต์สันดาปภายในถึง 50% เนื่องจากตัวรถมีน้ำหนักมากและมีแรงบิดที่สูง จึงต้องการความทนทานเป็นพิเศษ รวมไปถึงความต้องการในอุตสาหกรรมถุงมือยางพาราที่กลับมาเติบโตทดแทนถุงมือยางสังเคราะห์ที่มีราคาสูงในช่วงก่อนหน้า แม้ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะมีการแกว่งตัวย่อลงมาอยู่ที่ระดับ 60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคายางสังเคราะห์ลดลงและดึงส่วนแบ่งตลาดไปบ้างบางช่วง แต่ในภาพรวมระยะยาว ความต้องการใช้ยางธรรมชาติทั่วโลกยังคงมีแนวโน้มขยายตัวมากกว่า 13 ล้านตันต่อปี จากปริมาณความต้องการใช้ยางรวมทุกประเภทที่ 22 ล้านตันต่อปี

ปัจจัยทวีคูณที่จะเข้ามาเปลี่ยนเกมราคาอย่างแท้จริงในช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องไปจนถึงต้นปี 2570 คือ สัญญาณเตือนภัยจากปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" ซึ่งองค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติ (NOAA) ได้ประกาศยืนยันการเริ่มต้นขึ้นแล้ว และนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าอาจทวีความรุนแรงจนแตะระดับ "ซูเปอร์เอลนีโญ" ที่จะทุบสถิติความร้อนและภัยแล้งสุดขั้วทั่วโลก สภาวะอากาศที่แห้งแล้งจัดนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณน้ำยาง ทำให้มีการประเมินว่าปริมาณการส่งออกยางพาราของไทยอาจลดลงราว 5% ถึง 10% อย่างไรก็ตาม ความกังวลเรื่องผลผลิตขาดแคลนนี้กลับเป็นแรงผลักดันเชิงบวกในมิติของราคา โดยคาดว่าราคายางในภาพรวมจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10% ซึ่งจะช่วยชดเชยรายได้ที่หายไปของเกษตรกร โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าภาพรวมรายได้ชาวสวนยางปีนี้จะยังคงเติบโตไม่ต่ำกว่า 1.5% บวกรวมกับอานิสงส์ของค่าเงินบาทที่มีทิศทางอ่อนค่าลงแตะระดับ 33.05 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดใจให้คู่ค้าต่างประเทศหันมาสั่งซื้อยางจากประเทศไทยมากขึ้น

การย่อตัวของราคายางพาราในปัจจุบันจึงไม่ใช่สัญญาณขาลง แต่เป็นจังหวะการปรับตัวตามกลไกตลาดที่สมดุล ซึ่งส่งผลดีต่อระบบซัพพลายเชนในระยะยาวไม่ให้ราคาสูงเกินไปจนสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้แก่ประเทศคู่แข่ง และยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดยางพาราโลกของไทยไว้ได้อย่างมั่นคง แต่สิ่งที่เกษตรกรชาวสวนยางต้องพึงระวังคือ "ความพร้อมรับมือภัยแล้ง" เพราะหากราคายางพาราพุ่งสูงขึ้นจริงตามคาดการณ์ แต่ในสวนไม่มีน้ำยางให้กรีดเนื่องจากต้นยางขาดน้ำ ประโยชน์จากกลไกราคาขยับขึ้นก็จะไม่ตกถึงมือเกษตรกร การวางแผนบริหารจัดการน้ำและกักเก็บน้ำสำรองตั้งแต่ช่วงที่มีฝนตกหนักในปัจจุบันจึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนที่สุด และหากปัจจัยหนุนทางเศรษฐกิจ ความต้องการของรถยนต์ EV และวิกฤตซูเปอร์เอลนีโญดำเนินไปตามฉากทัศน์ที่ประเมินไว้ มีความเป็นไปได้สูงอย่างยิ่งที่ในช่วงปลายปี 2569 จนถึงต้นปี 2570 เราจะได้เห็นราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 พลิกกลับมาทะยานทะลุเพดาน 100 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งจะเป็นการทำสถิติราคาที่สูงที่สุดในรอบทศวรรษได้อย่างแน่นอน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...