ผลกระทบสงครามอิหร่านยืดเยื้อ ประชาชนอาเซียนลดใช้จ่าย
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็เหมือนกับส่วนอื่นๆ ของโลกที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งล่าสุดในตะวันออกกลาง ซึ่งเริ่มตั้งต้นขึ้นเมื่อสิ้นเดือน ก.พ.เมื่อสหรัฐและอิสราเอลโจมตีอิหร่าน แล้วอิหร่านตอบโต้กลับด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัย สร้างความปั่นป่วนให้กับอุปทานน้ำมัน ก๊าซ และสารเคมีทางอุตสาหกรรมบางชนิด ทำให้เกิดเงินเฟ้อสร้างผลสะเทือนไปทั่วโลก
บางประเทศอย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ เสียหายมากกว่าประเทศอื่นเนื่องจากสกุลเงินอ่อนค่าลงมากส่งผลสินค้านำเข้าแพงขึ้น
แม้ราคาน้ำมันลดลงมาอยู่ที่ราว 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหลังสหรัฐและอิหร่านทำข้อตกลงสันติภาพเบื้องต้นกันเมื่อสัปดาห์ก่อน จากระดับกว่า 100 ดอลลาร์ตอนที่สงครามเข้มข้น แต่นักวิเคราะห์กล่าวว่า ผลกระทบจากเงินเฟ้อและอำนาจซื้อลดลงจะยังคงอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง
ร้านค้าปลีกต่างกล่าวถึงแนวโน้มที่ผู้บริโภคกำลังลดค่าใช้จ่าย เช่น หันไปซื้อสินค้าราคาถูกกว่า
สตีเวน คัว ประธานสมาคมซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งฟิลิปปินส์ กล่าวว่า ครัวเรือนจำนวนมากหันมาซื้อเฉพาะสินค้าจำเป็นพื้นฐาน เลิกซื้อแบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภคขนมอบ และนมราคาระดับกลาง หันไปซื้อสินค้าทางเลือกที่ราคาถูกกว่าแทน นอกจากนี้ผู้บริโภคยังพึ่งพาบรรจุภัณฑ์แบบซองขนาดเล็กราคาประหยัดสำหรับใช้ครั้งเดียวมากขึ้น สำหรับสินค้าจำพวกอาหารและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล
บูดิฮาร์โจ อิดวนส์จาห์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกและผู้เช่าพื้นที่ศูนย์การค้าของอินโดนีเซีย กล่าวว่า ผู้บริโภครายได้ปานกลางค่อนข้างต่ำได้รับผลกระทบหนักที่สุด
“พวกเขากำลังหันไปซื้อสินค้าที่ถูกกว่า คุณภาพต่ำกว่า หรือซื้อในปริมาณและจำนวนที่น้อยลง”
อดิ ลุกมัน ประธานสมาคมผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มแห่งอินโดนีเซีย กล่าวในทำนองเดียวกันว่า ปัจจุบันครัวเรือนที่มีรายได้น้อยส่วนใหญ่ซื้อเฉพาะสินค้าจำเป็นพื้นฐาน จะซื้อสินค้าอื่นๆ เฉพาะในโอกาสพิเศษเท่านั้น ผู้ผลิตจึงปรับตัวด้วยการลดต้นทุนการผลิต เช่น ใช้บรรจุภัณฑ์ที่มีต้นทุนต่ำกว่า และ “ปรับขนาดผลิตภัณฑ์” ให้สอดคล้องกับกำลังซื้อลดลงของผู้บริโภค
ในเดือน พ.ค. ฟิลิปปินส์รายงานเงินเฟ้อทั่วไป 6.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ลดลงเล็กน้อยจาก 7.2% ในเดือน เม.ย. แต่ก็มากกว่า 1.3% เมื่อปีก่อน ในอินโดนีเซียที่ต้องอุดหนุนราคาพลังงานอย่างหนัก เงินเฟ้อขึ้นไปอยู่ที่ 3.1% ในเดือน พ.ค. จาก 2.4% ในเดือน เม.ย.
แม้แต่ในประเทศรายได้สูงอย่างสิงคโปร์ ที่เศรษฐกิจโตเกินคาด 6% ในไตรมาสหนึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ก็ยังต้องเตรียมรับกำลังซื้อที่ลดน้อยลง หลังธนาคารกลางกระชับนโยบายการเงินครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2022 ในเดือน เม.ย.
แม้เงินดอลลาร์สิงคโปร์จะยังคงแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ในเอเชีย แต่ก็มีสัญญาณบ่งชี้ว่าประชาชนในสิงคโปร์กำลังกู้ยืมเงินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากขึ้น
สำนักงานสถิติสิงคโปร์ รายงานในเดือน พ.ค.ว่า ในไตรมาสแรกของปี 2026 การเติบโตของสินทรัพย์ชะลอตัวลงขณะที่การเติบโตของหนี้สินเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2025
“การเติบโตของหนี้สินแซงหน้าการเติบโตของสินทรัพย์ติดต่อกันสองไตรมาส”
สำหรับประเทศไทย ซึ่งรายงานภาวะเงินฝืด 12 เดือนติดต่อกันถึงเดือน มี.ค. มีอัตราเงินเฟ้อ 2.9% ในเดือน เม.ย. ก่อนอ่อนตัวลงมาเล็กน้อยที่ 2.8% ในเดือน พ.ค. ความพยายามของรัฐบาลในการส่งเสริมให้ใช้ไบโอดีเซลผลิตจากน้ำมันปาล์มเพื่อรับมือกับราคาพลังงานฟอสซิลสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรุงอาหารและอาหารแพงขึ้น
เวียดนามรายงานเงินเฟ้อ 5.6% ในเดือน พ.ค. สูงสุดนับตั้งแต่ ม.ค.2020 ส่วนใหญ่เป็นจากต้นทุนการขนส่ง ที่อยู่อาศัย และวัสดุก่อสร้างสูงขึ้น มาเลเซียเงินเฟ้อ 2% ในเดือน พ.ค. สูงสุดในรอบเกือบสองปี
เมื่อเร็วๆ นี้มาซาโตะ คันดา ประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ได้เตือนถึงความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจชะงักงันควบคู่กับเงินเฟ้อ (stagflation) ต่อประเทศในเอเชีย ในเดือนเม.ย. เอดีบีคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2026 ที่ 4.7% ต่ำกว่า 4.8% ในปีที่แล้ว ภายใต้ “ฉากทัศน์เสถียรภาพในระยะเริ่มต้น” ซึ่งตอนนั้นความขัดแย้งในตะวันออกกลางเพิ่งเกิดขึ้นหนึ่งหรือสองเดือน
ราห์มา กาฟมี อาจารย์เศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแอร์ลังกา ประเทศอินโดนีเซีย กล่าวว่า การฟื้นตัวของกำลังซื้อของครัวเรือนน่าจะค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากราคาสินค้ายังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่ผู้ผลิตยังคงใช้วัตถุดิบนำเข้าราคาแพงที่ซื้อมาก่อนหน้านี้ผลิตสินค้าสำหรับไตรมาสถัดไป
ในไทยที่ซึ่งการท่องเที่ยวเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักมานาน ทางการปรับลดเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติประจำปี 2026 ลงจาก 36 ล้านคนมาอยู่ที่ 30-34 ล้านคน เนื่องจากสงครามอิหร่านดันราคาตั๋วเครื่องบินสูงขึ้น
โรเบิร์ต แดน โรเซส นักเศรษฐศาสตร์จากกลุ่มบริษัทเอสเอ็มของฟิลิปปินส์ กล่าวว่า แม้ “กำลังซื้อจะลดลง แต่ส่วนที่น่ายินดีคือ การส่งเงินกลับประเทศยังคงทรงตัว และรายได้โดยรวมไม่ได้ลดลงอย่างมาก”
เขาเชื่อว่า เป็นเพราะความไม่แน่นอนมากกว่าที่ส่งผลต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภค ไม่ใช่เพราะไม่มีเงิน
“เมื่อความเชื่อมั่นดีขึ้นและราคาน้ำมันทรงตัว การใช้จ่ายที่เคยชะลอตัวไปบ้างจะกลับมาอย่างรวดเร็ว” โรเซสกล่าว