‘อภิสิทธิ์’ สับเละ! งบ 70 ‘หาเช้ากินค่ำ’ ไร้อนาคต บี้ปฏิรูปภาษีก่อนหนี้ทะลุ 80%
'อภิสิทธิ์' สับรัฐบาลจัดงบ 70 แบบไร้อนาคต หาเช้ากินค่ำ มีเงินใช้แค่งบประจำ-ใช้หนี้ ต้องกู้ลงทุน อย่าหวังเพิ่มเบี้ยคนชรา-สวัสดิการ แนะปฏิรูปภาษีก่อนหนี้สาธารณะทะลุ 80%
29 มิ.ย. 2569 - ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ในวันแรกนั้น
เมื่อเวลา 11. 22 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า งบประมาณฉบับนี้เป็นงบประมาณที่พวกเรามองไม่เห็นอนาคต ไม่ได้ตำหนิรัฐบาล เพราะโครงสร้างงบประมาณก็สะท้อนปัญหา เพียงแต่ว่าด้วยสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลกด้วยภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น จึงเป็นความท้าทายและเป็นหน้าที่ของรัฐบาลเป็นพิเศษว่าจะสะสางปัญหาที่มันเหมาะสมมาอย่างไรให้เราสามารถมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งในการเดินไปข้างหน้าโทรหา
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนจะชี้ให้เห็นว่า ที่เรามองไม่เห็นอนาคตนั้นเกิดจากอะไรบ้าง เริ่มต้นจากตัวโครงสร้างงบประมาณขนาดเศรษฐกิจ เพราะถ้าไปดูโครงสร้างงบประมาณ กลับพบว่าประเทศของเราได้เดินมาถึงจุดที่การจัดเก็บรายได้ทั้งหมดจะมีเพียงพอสำหรับงบประจำกับการใช้หนี้เท่านั้น โครงสร้างงบประมาณปีนี้เกือบทุกบาทที่เป็นงบลงทุนต้องมาจากการขาดดุลหรือการกู้ แสดงให้เห็นว่าในปัจจุบันนี้ศักยภาพของรัฐบาลในการจัดเก็บภาษีและการหารายได้นั้นสามารถทำได้แค่เพียงประคับประครองสิ่งที่มีอยู่และชดใช้หนี้ที่ได้สร้างไว้ในอดีต ตัวเลขนี้น่ากลัว เพราะยิ่งเราไปดูการจัดเก็บภาษีโดยเฉพาะก็จะเห็นว่าสัดส่วนของภาษีเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพี ก็ยังคงอยู่ที่ประมาณร้อยละ 14.6 ซึ่งก็คือต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ สิ่งนี้ยังดำรงอยู่ทั้งๆ ที่เรารู้ว่าความต้องการของประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งความคาดหวังในเรื่องของระบบสวัสดิการนับวันมีแต่สูงขึ้น
“เสียดายว่านายกฯ ก็ดี รมว.คลังก็ดี ไม่ได้มาฟังสภาแห่งนี้ ใช้เวลาประมาณครึ่งวันในการอภิปราย ดังนั้นขอย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ มิฉะนั้นเราจะไม่สามารถดูแลความต้องการของคนของเราได้อย่างที่เราต้องการ วันนี้ผมไม่แปลกใจยังไม่ต้องไปพูดถึงเป้าหมายที่เขาตั้งกันไว้นานแล้วว่าผู้สูงอายุควรจะได้เบี้ยยังชีพ 3,000 บาท ในงบปีนี้ยังไม่สามารถเพิ่มได้ไปถึง 1,000 บาท ไม่มีการเพิ่มให้กับคนพิการ เพิ่มเงินอุดหนุนสำหรับเด็กแรกเกิดเป็นแบบถ้วนหน้าได้อย่างแท้จริงตามเป้าหมายที่กำหนดกันมาช้านานแล้ว และไม่ใช่เฉพาะปีนี้ ก็จะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะมีการปฏิรูประบบภาษีกันครั้งใหญ่ ผมก็อยากได้ยินจากท่าน รมว.คลัง และรัฐบาลว่าท่านมีแนวคิดเรื่องนี้อย่างไร และผมหวังว่าจะไม่หมกมุ่นอยู่กับเพียงเรื่องของการที่จะพยายามปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งควรจะเป็นทางเลือกสุดท้าย” นายอภิสิทธิ์ ระบุ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เมื่อเก็บภาษีได้เท่านี้เราก็จะเห็นทันทีว่างบประมาณที่มีการจัดสรรในปีนี้นั้นกลายเป็นว่าจะมีเพียงงบบุคลากรที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.8 งบเงินอุดหนุนที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.6 แต่งบที่จำเป็นจะต้องลดลงอย่างค่อนเฉียบพลันก็คืองบลงทุน คือ -13.1 % นี่คือข้อเท็จจริงว่าขนาดทุกบาททุกสตางค์ที่ลงทุนต้องไปกู้มาแล้ว ยังมีพื้นที่ในการที่จะกู้ลดลงไปด้วยการลงทุน จึงแทบไม่มีโครงการอะไรใหม่ และเราจะเห็นว่าบางเรื่องเช่นความคาดหวังของพี่น้องประชาชนหาดใหญ่จะต้องมีการลงทุนเพื่อป้องกันภัยพิบัติ ซึ่งก็เป็นเรื่องเร่งด่วนก็ไม่ปรากฏที่จะสร้างความอุ่นใจให้กับพี่น้องที่นั่นได้ ยังไม่ต้องพูดถึงการลงทุนเพื่อวางรากฐานในระยะยาว ถ้าจะบอกว่าการลงทุนคงไม่ได้พึ่งในส่วนของงบประมาณเพียงอย่างเดียว ตนก็คิดถึงว่ารัฐบาลไปกู้เงินเพิ่มมาอีก 4 แสนล้านบาทที่จะเป็นเรื่องของการลงทุน ที่ไม่ใช่มาแจกจ่ายใน 2 แสนล้านบาทแรก แต่เป็น 2 แสนล้านบาทหลังก็กลายเป็นเพียงการไปส่งเสริมให้มีการนำเข้าโซลาเซลล์กับยานยนต์ไฟฟ้ามันก็ไม่ใช่การลงทุนอีก คิดเรื่องการร่วมทุนกับเอกชน เราก็ไม่เห็นโครงการอะไรที่จะมีความคืบหน้าเลยนอกจากการพยายามผลักดันโครงการที่ไม่คุ้มค่า คือแลนด์บริดจ์
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นี่คือความเป็นจริงว่า ประเทศของเราและงบประมาณของเราติดหล่มอยู่อย่างนี้ ต่อไปถ้าเราไม่สะสางปัญหาซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มากคือมีงบประมาณที่บานปลายอยู่ตลอดเวลาหรือเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลาและยังรอการสะสางอย่างจริงจัง เช่น งบบุคลากร เบี้ยบำนาญ 3.8 แสนล้านบาท เชื่อว่าไม่พอเพราะช่วงปีที่ผ่านมาจ่ายเกิน 3.9 แสนล้านบาทแล้ว ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลในระบบของภาครัฐที่ตั้งไว้เท่าเดิม 9.4 หมื่นล้านบาท แต่ปีที่ผ่านมายอดใช้จริงทะลุแสนล้านบาทไปแล้ว ดังนั้นงบที่เกี่ยวกับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ปีนี้ต้องเพิ่ม 2 แสนล้านบาท ตนยืนยันว่าไม่เพียงพอ
“ผมขอถามรัฐบาลจะแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างไร ผมอยากฟังจากรัฐบาลว่าตกลงทิศทางของบุคลากรภาครัฐของท่านคืออะไร จะให้คนเกษียณอายุราชการที่อายุมากขึ้นหรือเกษียณอายุก่อนกำหนด สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ผมมองว่าหากไม่ปรับเปลี่ยน เงินทั้งหมดจะจมอยู่กับเรื่องดังกล่าว” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุ
ส่วนหนี้สาธารณะที่รัฐบาลบอกว่ายังไม่ชนเพดาน อยู่ที่ 66.4 % แต่หากศาลอนุญาตให้กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเต็มจำนวน หนี้จะไปถึง 69% ทั้งนี้ยังมีหนี้ค้างสถาบันการเงินของรัฐ อีก 1 ล้านล้านบาท หากรวมตัวนี้จะทะลุ 70% หากไม่อยากให้หนี้ทะลุต้องทำให้รายได้เพิ่มเกินปีละ 4% แต่ไม่เห็นมาหลายปี หากทำไม่ได้ภายใน 5-10 ปี จะเห็นหนี้สาธารณะมีโอกาสทะลุไปถึง 80% - 90% ดังนั้นหากรัฐบาลไม่กล้าหาญเพียงพอ จะทำให้มองไม่เห็นอนาคต และหากดูการจัดสรรงบประมาณที่เป็นครั้งแรกที่หน่วยงานรับงบลดลง แต่มีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับงบเพิ่ม ที่หลายโครงการระบุว่าจะใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ แต่ไม่เห็นอนาคตถึงการใช้เอไอเพื่อสร้างประโยชน์หรือมูลค่าได้อย่างไร เช่นเดียวกับอีกหลายกระทรวงที่ใส่ชื่อปัญญาประดิษฐ์เข้าไป แล้ววิ่งตามกระแสเป็นการใช้งานเทคโนโลยีโดยปราศจากความชัดเจนว่าจะลงทุนให้ประเทศไทยสามารถได้ประโยชน์หรือสร้างมูลค่าให้กับตัวเองจากเทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างไร
“คำแถลงของรัฐบาล รวมถึงเอกสารงบประมาณ ดูเหมือนรัฐบาลรู้หลักการสิ่งที่ต้องทำ ต้องใช้ เช่น ทำงบที่แม่นยำ ตรงเป้าหมาย ตอบโจทย์แก้ปัญหาของประเทศ ทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ แต่เนื้อในของบประมาณ ผมไม่เห็นการตั้งงบแบบมุ่งเป้า หรือเป็นฐานศูนย์อย่างแท้จริง ผมถึงบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์เราไม่เห็นอนาคต และเห็นด้วยกับอีกคำที่ สส. ฝากรัฐบาลที่พูดไว้คือ เป็นงบแบบหาเช้ากินค่ำ” นายอภิสิทธิ์ ระบุ.