โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สศอ. เผย MPI เดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 101.18 หดตัว 0.80%

ไทยโพสต์

อัพเดต 30 มิถุนายน 2569 เวลา 18.38 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สศอ. เผย MPI เดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 101.18 หดตัว 0.80% ไทยช่วยไทยพลัสหนุนภาคอุตฯ ลดแรงกระทบตะวันออกกลาง คาดเพิ่มผลต่อ GDP ภาคอุตสาหกรรมได้ประมาณ 1.3–1.6 %

30 มิ.ย. 2569- นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 101.18 หดตัว 0.80% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 59.64 % สาเหตุหลักมาจากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่หดตัว8.68% จากตลาดในประเทศและตลาดส่งออกที่ชะลอตัว ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น กดดันกำลังซื้อของภาคครัวเรือน รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังกดดันต้นทุนการผลิต และความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมที่ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 84.7 จาก 85.3 ในเดือนก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม ยังมีแรงสนับสนุนสำคัญจากมาตรการภาครัฐที่ช่วยประคองเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและเสริมกำลังซื้อของประชาชน ซึ่งคาดว่าจะช่วยสนับสนุนการบริโภคภาคเอกชน ส่งผลดีต่อภาคการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคและภาคอุตสาหกรรมในระยะต่อไป รวมถึงการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22 และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่กลับมาขยายตัว ซึ่งส่งผลเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ อาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง กุ้งแช่แข็ง ผลไม้กระป๋อง และรองเท้าผ้าใบ

ด้านระบบการเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทย เดือนมิถุนายน 2569 ส่งสัญญาณเฝ้าระวังต่อเนื่อง โดยปัจจัยในประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวัง จากการชะลอตัวของการลงทุนในหมวดยานพาหนะ และความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่ลดลงจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่สูงขึ้น ในขณะที่ปัจจัยต่างประเทศยังต้องติดตามภาคการผลิตของประเทศเศรษฐกิจหลักมีแนวโน้มชะลอตัว โดยภาคการผลิตของสหรัฐอเมริกายังคงหดตัวจากความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เช่นเดียวกับสหภาพยุโรปที่ส่งสัญญาณเฝ้าระวังจากการหดตัวของภาคการผลิตในหลายประเทศ และภูมิภาคอาเซียนยังมีข้อกังวลในเรื่องของต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การส่งออกของจีนที่ยังขยายตัวได้อาจแสดงถึงแนวโน้มของการเริ่มฟื้นตัวของการค้าโลกได้

“สศอ. ได้วิเคราะห์ผลกระทบของโครงการไทยช่วยไทยพลัสต่อภาคอุตสาหกรรมไทย โดยใช้เครื่องมือฐานข้อมูลบัญชีเมตริกส์สังคม (Social Accounting Matrix : SAM) พบว่า โครงการดังกล่าวมีส่วนช่วยเพิ่มแรงหนุนต่อ GDP ภาคอุตสาหกรรม และลดผลกระทบเชิงลบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยในกรณีที่สถานการณ์ยังยืดเยื้อ โครงการจะช่วยเพิ่มผลต่อ GDP ภาคอุตสาหกรรมได้ประมาณ 1.3% และหากสถานการณ์คลี่คลายจะช่วยเพิ่มผลต่อ GDP ภาคอุตสาหกรรมได้ประมาณ 1.6% โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์สำคัญ ได้แก่ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค สิ่งทอและเครื่องแต่งกาย และบรรจุภัณฑ์ ซึ่ง สศอ. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อเสนอแนวทางสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมไทยให้ปรับตัวและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างต่อเนื่อง” นายศุภกิจ กล่าว

สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีผลผลิตเดือนพฤษภาคม 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ เครื่องจักรอื่นๆ ที่ใช้งานทั่วไป ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 20.01 % จากเครื่องปรับอากาศคอนเดนซิ่งยูนิต และคอมเพรสเซอร์ ตามคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากตลาดในประเทศ และเครื่องปรับอากาศแบบหน้าต่าง ที่เพิ่มขึ้นจากการส่งออก เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัดและมีปริมาณฝนน้อยกว่าปีก่อน ประกอบกับผู้บริโภคมีความต้องการเครื่องปรับอากาศรุ่นใหม่ที่ประหยัดพลังงานเพิ่มขึ้น

ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน5.33% จากน้ำมันเครื่องบินและน้ำมันเตา เป็นหลัก เนื่องจากการเร่งผลิตเพื่อรักษาระดับสต๊อกน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อความต้องการ และ น้ำตาล ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน20.10 % จากน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์และกากน้ำตาล เป็นหลัก เนื่องจากโรงงานเร่งแปรรูปน้ำตาลทรายดิบเป็นน้ำตาลชนิดต่างๆ เพื่อส่งมอบตามสัญญา

ส่วนอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนีผลผลิตเดือนพฤษภาคม 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ ยานยนต์ หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.68 % จากรถยนต์นั่งขนาดใหญ่ รถบรรทุกปิคอัพ รถยนต์นั่งขนาดเล็ก และรถยนต์ไฟฟ้า เป็นหลัก เนื่องจากสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อสำหรับการจำหน่ายหดตัวจากตลาดส่งออก จากสงครามตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

น้ำมันปาล์ม หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน31.13 % จากน้ำมันปาล์มดิบและน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ตามปริมาณผลปาล์มที่ออกสู่ตลาดลดลง หลังเร่งไปมากในช่วงก่อนหน้า จากปัญหาฝนทิ้งช่วงและอากาศร้อนจัดส่งผลให้ปาล์มสุกเร็วกว่าปีก่อน ขณะที่ปุ๋ยเคมีและสารประกอบไนโตรเจน หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 23.62 เนื่องจากผู้ผลิตชะลอการผลิต สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้การกระจายวัตถุดิบบางชนิดหยุดชะงักและราคาแม่ปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ราคาปุ๋ยเคมีปรับตัวเพิ่มขึ้นตามต้นทุน ขณะที่กำลังซื้อของเกษตรกรลดลง.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...