โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กรุงเทพฯ ติดโผเสี่ยงสุด อากาศร้อนจัดทะลุ 120 วันต่อปี

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
จับตาอีก 20 กว่าปีกรุงเทพฯ จะเผชิญวันร้อนจัดทะลุ 120 วันต่อปี ซ้ำเติมคนรายได้น้อย คนทำงานกลางแจ้ง ได้รับผลกระทบหนักสุด

ใกล้จะมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ คนใหม่ ที่ผ่านมาคนกรุงเทพฯต่างรับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประจำในชีวิตประจำวัน หรือแทบเรียกได้ว่าบางด้านคุณภาพชีวิตค่อนข้างแย่ทั้งปัญหารถติด ฝุ่นควัน และน้ำท่วมที่เป็นปัญหาหนักสุด แต่อีกปัญหาที่น่าห่วงคือกรุงเทพฯ กำลังติดกลุ่มเมืองที่เสี่ยงเผชิญความร้อนจัดรุนแรงที่สุดในอาเซียน โดยรายงานล่าสุดของศูนย์พลังงานอาเซียน (ACE) คาดการณ์ว่าภายในปี 2050 (ปีพ.ศ. 2593) หรืออีก 24 ปี เมืองหลวงของไทยอาจต้องเจอวันที่ร้อนจัด หรือวันที่อุณหภูมิทะลุ 35 องศาเซลเซียส (°C) มากถึง 120 วันต่อปี เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าจากปัจจุบันที่ราว 45 วัน

ซึ่งสัญญาณวิกฤตเริ่มชัดขึ้นเมื่อพบว่าปีนี้กรุงเทพฯ ต้องเผชิญดัชนีความร้อนระดับ ‘อันตราย’ ซึ่งสะท้อนถึงอุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกได้จริงเมื่อรวมความชื้น ติดต่อกันอย่างน้อย 19 วันจนถึงกลางเดือนเมษายน จนทางการต้องเร่งออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง

สำหรับตัวเลข 120 วันต่อปีนี้มาจากรายงานของ ACE องค์กรระหว่างรัฐบาลที่สนับสนุนความร่วมมือด้านพลังงานของ 10 ชาติอาเซียน ซึ่งชี้ว่าความร้อนจัดกำลังกลายเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างระยะยาวของเมืองต่างๆ ในภูมิภาค โดยกรุงเทพฯ อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงสุด คาดว่าอุณหภูมิพื้นผิวสูงสุดรายวันอาจแตะ 38.1°C ภายในกลางศตวรรษ จากที่เคยอยู่ที่ 33.3°C ในปี 2000 หรือปีพ.ศ.2543

ขณะที่เมืองใหญ่อื่นๆในอาเซียนก็เสี่ยงไม่ต่างกัน ทั้งจาการ์ตา, มะนิลา, โฮจิมินห์ และกัวลาลัมเปอร์ ที่อุณหภูมิมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 4.5°C เทียบกับปี 2000 ส่วนสิงคโปร์คาดว่าวันที่อุณหภูมิเกิน 35°C อาจเพิ่มจาก 25 วันเป็น 85 วันต่อปี ซึ่งการขยายตัวของเมืองที่รวดเร็วผนวกกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำลังก่อให้เกิดความร้อนในระดับที่แทบทนไม่ไหว

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าปัจจุบันตอนกลางคืนอันตรายไม่แพ้กลางวัน เพราะเมื่ออุณหภูมิไม่ลดลง ร่างกายจะฟื้นตัวยาก เสี่ยงต่อภาวะเพลียแดดและฮีทสโตรก ปัญหานี้รุนแรงเป็นพิเศษในกรุงเทพฯ เพราะพื้นที่สีเขียวต่อหัวประชากรต่ำกว่ามาตรฐานโลกมาก โดย ADPC พบว่าเขตใจกลางเมืองร้อนกว่าเขตชานเมือง โดยเขตที่หนักที่สุดคือ สัมพันธวงศ์, ป้อมปราบศัตรูพ่าย และบางรัก

นอกจากนั้นความร้อนจัดยังกระทบกลุ่มคนรายได้น้อย, แรงงานกลางแจ้ง และผู้อาศัยในชุมชนแออัดหนักกว่าคนกลุ่มอื่น โดยกรุงเทพฯ มีแรงงานกลางแจ้งราว 1.3 ล้านคน หรือราว 1 ใน 4 ของกำลังแรงงานทั้งหมด ที่ประสิทธิภาพการทำงานลดลงในช่วงอากาศร้อนจัดอยู่แล้ว

และหากปล่อยไว้โดยไม่ปรับตัว ความสูญเสียด้านประสิทธิภาพแรงงานจากความร้อนและความชื้นอาจสูงถึง 1.56 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 5.08 แสนล้านบาท ต่อปีภายในปี 2050 หรือราว 6% ของผลผลิตทางเศรษฐกิจของเมือง

ขณะที่กรุงเทพมหานครมีประชากรตามทะเบียนราษฎร์อยู่ที่ประมาณ 5.42 - 5.52 ล้านคน ตัวเลขนี้เป็นเพียงผู้ที่มีชื่อในทะเบียนบ้านเท่านั้น หากรวมประชากรแฝงและผู้ที่เข้ามาทำงาน คาดว่าจะมีประชากรที่อาศัยอยู่จริงสูงกว่า 10-18 ล้านคน

ทว่าการแก้ปัญหาความร้อนที่ปลายเหตุด้วยการแห่กันพึ่งเครื่องปรับอากาศก็ดันความต้องการพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลให้สูงขึ้น กลายเป็นวงจรที่ยิ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกและคืนความร้อนกลับสู่เมือง และสถานการณ์อาจถูกซ้ำเติมจากปรากฏการณ์ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ สำหรับทางออกระยะยาว ผู้เชี่ยวชาญชูแนวคิด ‘Passive Cooling’ หรือการออกแบบเมืองให้เย็นลงโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องปรับอากาศ ผ่านการระบายอากาศ, การสร้างร่มเงา, การใช้วัสดุสะท้อนความร้อน และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ซึ่ง ACE ประเมินว่าหากทำจริงจังจะช่วยลดการใช้พลังงานเพื่อความเย็นได้ 20-30%

ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญมองว่าไทยพร้อมรับมืออนาคตที่ร้อนขึ้นได้ดีกว่าหลายประเทศ จากการให้ความสำคัญกับการปรับตัวและพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน โดย ACE จัดอันดับความสามารถในการปรับตัวของไทยอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง เป็นรองเพียงสิงคโปร์, มาเลเซีย และบรูไน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...