CPI สหรัฐพุ่ง 4.2% สูงสุดในรอบ 3 ปี ทรัมป์ลั่นชอบเงินเฟ้อ ชี้สงครามอิหร่านต้นเหตุ
CPI สหรัฐพุ่ง 4.2% สูงสุดในรอบ 3 ปี ทรัมป์ลั่นชอบเงินเฟ้อ ชี้สงครามอิหร่านต้นเหตุ พร้อมเชื่อว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อความขัดแย้งยุติ
วันที่ 11 มิถุนายน 2569 เวลา 07.17 น. สำนักข่าว BBC รายงานว่า อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐเร่งตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปีในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ดันราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างความประหลาดใจด้วยการกล่าวว่าเขา “ชอบเงินเฟ้อ” แต่ยืนยันว่าแรงกดดันด้านราคาจะลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อความขัดแย้งยุติลง
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ (BLS) ระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 4.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงขึ้นจาก 3.8% ในเดือนเมษายน และเป็นการปรับเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 โดยมีปัจจัยหลักจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งขึ้นหลังสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลก
ระหว่างให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบขาว ทรัมป์กล่าวว่า“ผมชอบมัน ตัวเลขออกมาดีมาก และสิ่งที่ผมชอบจริง ๆ ก็คือเงินเฟ้อ” อย่างไรก็ตาม ภายหลังเขาชี้แจงกับหนังสือพิมพ์ New York Post ว่าคำพูดดังกล่าวถูกนำเสนอออกนอกบริบท โดยเขาหมายถึงเงินเฟ้อที่ “ต่ำกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้” แม้จะเกิดสงครามกับอิหร่านก็ตาม
ทรัมป์ระบุว่า ราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วหลังความขัดแย้งสิ้นสุด พร้อมอ้างถึงปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่สามารถสกัดกั้นน้ำมันอิหร่านได้หลายล้านบาร์เรล ซึ่งมีส่วนช่วยให้ราคาน้ำมันอ่อนตัวลงเล็กน้อยในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ยังคงซื้อขายอยู่ในระดับสูงกว่าก่อนเกิดสงครามอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ข้อมูลจากสมาคมยานยนต์อเมริกัน (AAA) ระบุว่า ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยในสหรัฐฯ อยู่ที่ 4.15 ดอลลาร์ต่อแกลลอน เพิ่มขึ้นมากจาก 2.98 ดอลลาร์ต่อแกลลอนเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงที่สหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน
สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดหลังอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซคิดเป็นประมาณ 20% ของปริมาณการค้าพลังงานโลก ส่งผลให้อุปทานพลังงานในตลาดโลกตึงตัวมากขึ้น
นอกจากราคาพลังงานแล้ว รายงาน CPI ยังสะท้อนต้นทุนที่สูงขึ้นในหลายหมวด ทั้งค่าตั๋วเครื่องบิน ค่ารักษาพยาบาล การสื่อสาร และกิจกรรมสันทนาการ ขณะที่เป้าหมายเงินเฟ้อระยะยาวของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อยู่ที่ 2%
การเร่งตัวของเงินเฟ้อกำลังสร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อทรัมป์ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากประชาชนยังคงมองว่าเศรษฐกิจและค่าครองชีพเป็นประเด็นสำคัญที่สุด
ด้านนักเศรษฐศาสตร์มองว่า แม้สงครามอิหร่านจะยุติลงในระยะสั้น แต่การฟื้นตัวของเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซอาจต้องใช้เวลานานถึงปี 2027 จึงจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ขณะเดียวกัน ตัวเลขเงินเฟ้อที่สูงขึ้นยังเพิ่มความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐจะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งเพื่อควบคุมแรงกดดันด้านราคา โดยการประชุมกำหนดนโยบายการเงินครั้งแรกของ เควิน วอร์ช ผู้ว่าการ Fed คนใหม่ จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า
แม้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคาดว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่กรอบ 3.50%-3.75% แต่หลายฝ่ายเตือนว่าหากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องกลับมาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นในระยะต่อไป
สตีเฟน บราวน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์อเมริกาเหนือของ Capital Economics มองว่าตัวเลขเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมเพียงเดือนเดียวอาจยังไม่เพียงพอที่จะผลักดันให้ Fed ขึ้นดอกเบี้ยทันที ขณะที่ไอแซก สเตลล์ ผู้จัดการการลงทุนของ Wealth Club เห็นว่า เมื่อพิจารณาร่วมกับตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่งก่อนหน้านี้ การปรับขึ้นดอกเบี้ยยังคงเป็น “ทางเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุด” สำหรับ Fed ในระยะข้างหน้า
อ้างอิง : bbc.com