SMEs ไทยรายเล็ก เริ่มอยู่ไม่ไหว! จากการแข่งขันไม่เป็นธรรม – ขาดแหล่งเงินทุน สมาพันธ์ลุยขอความร่วมมือรัฐ-เอกชนเร่งแก้
ผู้ประกอบการ SMEs ไทยรายเล็กกำลังเผชิญปัญหาสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม และ การขาดแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะกลุ่มไมโครเอนเทอร์ไพรส์ 2.8 ล้านราย หรือ 85% ของผู้ประกอบการทั้งหมด ที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อ สมาพันธ์ SME ไทยจึงเตรียมจัดงาน THAI MSME FORUM 2026 ระหว่างวันที่ 24 – 26 กรกฎาคม 2569 เพื่อเชื่อมโยงภาครัฐและเอกชนในการแก้ไขปัญหาและสร้างโอกาสทางธุรกิจ
ประเด็นสำคัญ
- ไมโครเอนเทอร์ไพรส์ 2.8 ล้านราย เข้าไม่ถึงสินเชื่อ
- เตรียมจัดงาน THAI MSME FORUM 2026 วันที่ 24-26 กรกฎาคม 2569
- แพลตฟอร์ม ‘SME อวดดี’ ลดภาระค่าโฆษณา – เพิ่มส่วนลด 20-30% โดยไม่หัก GP
ดร. ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย กล่าวว่า จากการสำรวจ พบว่า ปัญหาหลักของผู้ประกอบการขนาดเล็กคือการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและความช่วยเหลือจากภาครัฐได้ยาก เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีข้อจำกัดด้านเอกสาร เช่น สเตตเมนต์ ทำให้ไม่ผ่านเงื่อนไขการให้สินเชื่อ
ไมโครเอนเทอร์ไพรส์ 2.8 ล้านราย เข้าไม่ถึงสินเชื่อ
ขณะที่ธนาคารมักปล่อยสินเชื่อแก่กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า ส่งผลให้กลุ่มไมโครเอนเทอร์ไพรส์ ซึ่งมีประมาณ 2.8 ล้านราย หรือราว 85% ของผู้ประกอบการทั้งหมด ถูกตัดออกจากระบบสินเชื่อมานานและยังไม่มีทางออกที่ชัดเจน
นอกจากปัญหาเรื่องเงินทุนแล้ว ผู้ประกอบการไทยยังต้องเผชิญการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากสินค้านำเข้าที่ได้สิทธิประโยชน์จากข้อตกลงการค้า ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์และภาษีต่ำกว่า ส่งผลให้สินค้านำเข้ามีราคาถูกและเบียดแย่งส่วนแบ่งการตลาด นอกจากนี้ความเหลื่อมล้ำในแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ยังเป็นปัญหาใหญ่ เพราะผู้ประกอบการขนาดเล็กไม่มีงบโฆษณาเพียงพอจะแข่งกับผู้เล่นรายใหญ่ จนเกิดช่องว่างทางกำไรที่ไม่เป็นธรรม
เตรียมจัดงาน THAI MSME FORUM 2026 วันที่ 24-26 กรกฎาคม 2569
จากปัจจัยดังกล่าว สมาพันธ์ SME ไทย จึงเตรียมจัดงาน THAI MSME FORUM 2026 ภายใต้แนวคิด ‘From Policy to Profit: เปลี่ยนนโยบายให้เป็นโอกาสทางธุรกิจของ MSME ไทย’ ระหว่างวันที่ 24 – 26 กรกฎาคม 2569 เพื่อเชื่อมโยงผู้กำหนดนโยบาย ภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน และผู้ประกอบการ MSME ทั่วประเทศ สร้างโอกาสใหม่ในการขับเคลื่อนธุรกิจ
เป้าหมายของงานปีนี้คือยกระดับเวทีของผู้ประกอบการไทยให้เป็นเวทีระดับชาติอย่างเต็มรูปแบบ มุ่งเปลี่ยนนโยบายภาครัฐให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน
ดร. ณพพงศ์ ยอมรับว่า แม้ภาครัฐจะมีโครงการให้ความรู้ แต่หลายโครงการขาดความต่อเนื่อง ผู้ประกอบการต้องการการพัฒนาทักษะระยะยาวเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจได้อย่างยั่งยืน
เพื่อรับมือปัญหาดังกล่าว สมาพันธ์เตรียมยื่นข้อเสนอต่อภาครัฐและภาคเอกชน เริ่มจากสมุดปกสีน้ำเงิน ซึ่งรวบรวมปัญหาเชิงพื้นที่จากการลงพื้นที่ทั้ง 5 ภาค พร้อมข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อยื่นต่อรัฐบาลและคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กรอ.) หวังให้แก้ไขเป็นรูปธรรม
แพลตฟอร์ม ‘SME อวดดี’ ลดภาระค่าโฆษณา – เพิ่มส่วนลด 20-30% โดยไม่หัก GP
ขณะเดียวกัน สมาพันธ์ยังเปิดตัวแพลตฟอร์ม ‘SME อวดดี’ ในรูปแบบอีคอมเมิร์ซรวบรวมสินค้าคุณภาพจาก 76 จังหวัด โดยใช้โมเดลผสมระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อลดภาระค่าโฆษณาและขยายช่องทางการขายผ่านเครือข่ายนักขายและนักศึกษา
สำหรับหัวใจของแพลตฟอร์มคือกลไก เทรดเดอร์ SME ที่ดึงคน 3 กลุ่มมาขับเคลื่อน ได้แก่ นักขายมืออาชีพ, นักศึกษา และผู้ว่างงานจากการลดขนาดองค์กร โดยแพลตฟอร์มออกแบบให้สินค้าลดราคา 20–30% และมอบส่วนลดแก่เครือข่ายนักขายโดยไม่มีการหัก GP ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตร เช่น SCG และกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
ส่วนการคัดกรองสินค้าในแพลตฟอร์มจะทำผ่านกระบวนการประกวดและคัดเลือกร่วมกับพันธมิตร โดยพิจารณามาตรฐานพื้นฐาน เช่น ต้องมี อย. และเป็นสินค้าที่ให้ความพึงพอใจจริง และแพลตฟอร์มยังทำหน้าที่จับคู่ธุรกิจ เปิดรับนักธุรกิจต่างชาติและผู้ค้าส่งที่สนใจสินค้าจากไทยเพื่อนำไปเจรจาซื้อขายในราคาพิเศษ
ดร. ณพพงศ์ กล่าวต่อว่า เหตุผลที่แพลตฟอร์มผสมออนไลน์และออฟไลน์มาจากบทเรียนว่า การทำออนไลน์ 100% ต้องใช้งบประมาณมหาศาลเพื่อสร้างทราฟฟิก แต่การแนะนำสินค้าเชิงปากต่อปากและให้ลูกค้าสั่งซื้อผ่านระบบออนไลน์จะช่วยลดต้นทุนโฆษณาได้มากกว่า
นอกจากนี้ สมาพันธ์ยังร่วมมือกับอาลีบาบาและพันธมิตรจีน เพื่อนำเทคโนโลยี AI ต้นทุนต่ำเข้ามาช่วยยกระดับการทำธุรกิจของผู้ประกอบการรายเล็ก ให้สามารถปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลได้จริง
ท้ายที่สุด การแก้ไขปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสังคม เพื่อให้มาตรการต่างๆ ออกมาเป็นรูปธรรมและยั่งยืน มิฉะนั้น ผู้ประกอบการรายเล็ก ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย จะยังคงเผชิญความเปราะบางต่อไป