โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ครั้งแรกในรอบ 20 ปี! นาซาตรวจพบรังสีแกมมาดึงพลังงานจาก ‘แมกนีตาร์’ ชาร์จพลังซูเปอร์โนวาสว่างพิเศษ

SPACEMAN

อัพเดต 26 พฤษภาคม 2569 เวลา 3.33 น. • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • SPACEMAN มนุษย์อวกาศ

เผยความลับซูเปอร์โนวากำลังสูง! ขับเคลื่อนโดย 'ซากดาวแม่เหล็กยักษ์' ที่ทรงพลังที่สุดในเอกภพ

ตื่นตาตื่นใจไปกับความลึกลับของห้วงอวกาศ เมื่อทีมนักดาราศาสตร์ค้นพบซูเปอร์โนวากำลังสูง (Supercharged Supernova) ที่มีความสว่างมากกว่าการระเบิดทั่วไปนับ 10 เท่า ซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยพลังงานมหาศาลจากซากดาวฤกษ์ที่ตายแล้วอันทรงพลังที่สุดในเอกภพอย่างแมกนีตาร์ (Magnetar)

องค์การนาซา (NASA) เปิดเผยความสำเร็จของกล้องโทรทรรศน์อวกาศรังสีแกมมาเฟอร์มิ (Fermi Gamma-ray Space Telescope) ในการตรวจพบรังสีแกมมาซึ่งเป็นแสงที่มีพลังงานสูงที่สุดในเอกภพ จากการระเบิดของซูเปอร์โนวาสว่างพิเศษนี้ โดยนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดความสว่างไสวมหาศาลคือดาวแม่เหล็กยักษ์ หรือแมกนีตาร์ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในใจกลางการระเบิดนั้นเอง เมื่อดาวฤกษ์ที่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ของเราหลายเท่าขยับเข้าสู่วาระสุดท้ายและเกิดการยุบตัวเนื่องจากแรงโน้มถ่วง (Gravitational Collapse)

วัตถุที่หนาแน่นและมีสนามแม่เหล็กแรงกล้าที่สุดในเอกภพ

ในช่วงที่เกิดซูเปอร์โนวาแบบแกนกลางยุบตัว (Core-collapse supernovas) แกนกลางของดาวฤกษ์ที่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ประมาณ 1-2 เท่า จะถูกบีบอัดอย่างรุนแรงจนเหลือรัศมีเพียงประมาณ 20 กิโลเมตร กลายสภาพเป็น ดาวนิวตรอน (Neutron Star) ที่มีความหนาแน่นมหาศาล ชนิดที่ว่าหากเราตักเนื้อสารของมันเพียงหนึ่งช้อนชามาไว้บนโลก มันจะมีน้ำหนักรวมกันถึง 10 ล้านตัน เท่านั้นยังไม่พอ การบีบอัดอันรวดเร็วยังส่งผลให้มันหมุนรอบตัวเองด้วยความเร็วสูงถึง 700 รอบต่อวินาที บดอัดเส้นแรงสนามแม่เหล็กเข้าด้วยกันจนกลายเป็นแมกนีตาร์ วัตถุที่มีสนามแม่เหล็กทรงพลังที่สุดในเอกภพเท่าที่มนุษย์เคยรู้จัก

ดร. ฟาบิโอ อาเซโร (Fabio Acero) หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยปารีส-ซาเคลย์ (University of Paris-Saclay) กล่าวว่า ตลอดเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา นักดาราศาสตร์พยายามค้นหาสัญญาณรังสีแกมมาจากซูเปอร์โนวานับพันดวงผ่านข้อมูลของกล้องเฟอร์มิ แม้จะพบร่องรอยอยู่บ้างแต่ไม่มีครั้งไหนที่ชัดเจนและได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการเท่ากับครั้งนี้เลย

เจาะลึกซูเปอร์โนวาสว่างพิเศษ SN 2017egm

ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2567 นักวิทยาศาสตร์ได้เปิดเผยการค้นพบแสงวาบของรังสีแกมมาจากซูเปอร์โนวาสว่างพิเศษรหัส SN 2017egm ซึ่งเกิดการระเบิดขึ้นห่างจากโลกออกไปประมาณ 440 ล้านปีแสง ในกาแล็กซี (Galaxy) ที่ชื่อว่า NGC 3191 แม้ว่าระยะทางดังกล่าวจะไกลแสนไกลจนต้องใช้เวลาเดินทางนานถึง 440 ล้านปีกว่ารังสีแกมมาจะมาถึงกล้องโทรทรรศน์อวกาศเฟอร์มิ แต่นี่ก็นับเป็นหนึ่งในซูเปอร์โนวาแบบแกนกลางยุบตัวที่อยู่ใกล้โลกที่สุดเท่าที่เคยมีการตรวจพบมา

ความลับที่ทำให้ซูเปอร์โนวาประเภทนี้ทรงพลังมากกว่าปกติ เกิดจากตัวแมกนีตาร์เกิดใหม่ที่พ่นอนุภาคอิเล็กตรอนและโพซิตรอน (สารและปฏิสสาร) ออกมาด้วยความเร็วสูง จนเกิดเป็นกลุ่มก้อนพลังงานที่เรียกว่า เนบิวลาลมแมกนีตาร์ (Magnetar Wind Nebula) เมื่ออนุภาคเหล่านี้เข้าปะทะและทำลายล้างกันเอง จะปลดปล่อยรังสีแกมมามหาศาลออกมา รังสีแกมมาจะวิ่งชนเข้ากับเปลือกซากปรักหักพังชั้นนอกของซูเปอร์โนวา แล้วเปลี่ยนสภาพเป็นแสงที่ตามองเห็นได้ (Visible Light) ในย่านที่มีพลังงานต่ำลง นี่จึงเป็นเหตุผลหลักที่อธิบายว่าทำไมซูเปอร์โนวาชนิดนี้จึงมีความสว่างไสวเจิดจ้าในอวกาศอย่างน่าเหลือเชื่อ

"หลังจากดาวฤกษ์ยุบตัวไปแล้วประมาณ 3 เดือน เมื่อเศษซากของซูเปอร์โนวาเริ่มขยายตัวและเย็นลง รังสีแกมมาจะเริ่มเล็ดลอดออกมาให้เราตรวจจับได้ แบบจำลองแมกนีตาร์นี้สามารถอธิบายพฤติกรรมความสว่างและการเดินทางของรังสีแกมมาในช่วงเดือนแรกๆ ได้ดีที่สุด" ดร. ฟาบิโอ อาเซโร กล่าวสรุป

การค้นพบในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยยืนยันความมีอยู่จริงของกลไกแมกนีตาร์ในซูเปอร์โนวาเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดประตูบานใหม่ให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกได้ใช้รังสีแกมมาเป็นเครื่องมือในการส่องเจาะลึกเข้าไปถึง 'ระบบการทำงานภายใน' ของการระเบิดที่รุนแรงและลึกลับที่สุดในจักรวาลต่อไป

ข้อมูลอ้างอิง: Space. com

  • Scientists just found a supercharged supernova — powered up by a magnetic star corpse
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...