โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คลังแจงตัดสวัสดิการบุพการี ‘ลูกกตัญญู’ ใช้สิทธิหักภาษี

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง

คลังแจงตัดสวัสดิการแห่งรัฐ ‘บุพการี’ กรณี ‘ลูกกตัญญู’ ใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษี-ใช้ Data Lake คัดคนไม่จนออก-ลุยต่อยอด “Negative Income Tax” ให้เสร็จใน 2 ปี

หลังจากที่ประชุม ครม.วันที่ 2 มิถุนายน 2569 ได้มีมติเห็นชอบให้เปิดลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 หรือ “บัตรคนจน” ตามกระทรวงการคลังนำเสนอ โดยการลงทะเบียนครั้งนี้มีการเปลี่ยนหลักเกณฑ์การคัดกรองคุณสมบัติผู้ถือบัตรคนจนกันใหม่ จากเดิมพิจารณาจากทรัพย์สิน หนี้สิน และรายได้ทั้งครอบครัวรวมกัน เปลี่ยนมาเป็นรายบุคคลแทน เป้าหมายเพื่อคัดกรองคุณสมบัติผู้ที่มีสิทธิได้รับสวัสดิการแห่งรัฐจะต้องยากจนจริง ๆ โดยมีการกำหนด ‘คุณสมบัติต้องห้าม’ เพิ่มขึ้นมาใหม่อีก 5 กลุ่ม หนึ่งในนั้นมีการะบุ “กลุ่มคนที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร” จนนำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง อาทิ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่ออกมาให้ความเห็นต่อกรณีดังกล่าวนี้ว่า ปัจจุบันกรมสรรพากรกำหนดเงื่อนไขการให้ผู้เสียภาษีนำชื่อบิดา-มารดา มาใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีได้ปีละ 30,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าบิดา-มารดาต้องมีอายุเกิน 60 ปี และมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี เท่ากับว่ารัฐบาลสนับสนุนให้บุตรส่งเงินเลี้ยงดูบิดา-มารดาใช้เดือนละไม่ถึง 3,000 บาท แต่ถ้าเอาไปลดหย่อนภาษีเมื่อไหร่ บิดา-มารดาจะโดนตัดสิทธิ์รับบัตรสวัสดิการทันที ทั้ง ๆที่เกณฑ์พิจารณารายได้ของผู้มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการฯจะต้องไม่เกิน 100,000 บาท

“หากนำเงินที่บุตรเลี้ยงดูบุพการีมารวมกับรายได้ของบิดา-มารดายังไงก็ไม่เกิน 60,000 บาท เอาอะไรไปตัดสิทธิ์เค้า กลายเป็นการทำโทษลูกกตัญญู ถ้าให้ลดหย่อนอุปการะบุพการี 100,000 บาท ก็ว่าไป” นางสาวศิริกัญญา กล่าว

ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ชี้แจงถึงเหตุผลและที่มาของการปรับปรุงเกณฑ์คัดกรองผู้ที่จะได้รับสิทธิ “บัตรคนจน” ในครั้งนี้ว่า หลักการสำคัญ คือ รัฐบาลต้องการเน้นให้ความช่วยเหลือไปยังกลุ่มคนที่เดือดร้อนมากที่สุด และมีฐานะยากจนจริง ๆ ไม่มีลูกหลานคอยดูแล ทั้งนี้ เนื่องจากเงินที่รัฐบาลนำมาใช้แก้ปัญหาวิกฤติพลังงานนั้นมีจำกัด จึงต้องใช้จ่ายแบบพุ่งเป้า (Target) และมีประสิทธิภาพ ถามว่าทำไมคนที่ไม่มีลูกหลานดูแลได้รับสิทธิเท่ากับคนที่มีลูกหลานดูแล ซึ่งเราก็ตอบคำถามนี้ไม่ได้เหมือนกัน ดังนั้น การที่ผู้เสียภาษีที่นำชื่อของบิดา-มารดาไปหักลดหย่อนภาษี ก็เท่ากับว่าบิดา-มารดาของผู้เสียภาษีมีคนดูแลแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์ไปแล้วจะไม่ได้รับการดูแลต่อไป กระทรวงการคลังอาจพิจารณาให้กลุ่มคนที่ถูกตัดสิทธิบัตรคนจนให้เข้ามาใช้สิทธิในโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60: 40) ที่เหลืออยู่ได้ แต่ก็ต้องขอดูข้อมูลจากกรมสรรพากรก่อนว่ามีชื่อบิดา-มารดาที่ผู้เสียภาษีนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจำนวนเท่าไหร่ หากได้รับข้อมูลจากกรมสรรพากรมาแล้ว ก็จะทราบว่ามีคนที่หลุดออกจากโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเท่าไหร่ คาดว่าจะมีจำนวนไม่มากนัก

“อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เราประกาศผลกการคัดกรอง ตั้งแต่วันที่ 17 มิ.ย.เป็นต้นไป ก็จะเปิดให้บิดา-มารดาของผู้เสียภาษีมายื่นอุทธรณ์ เพื่อขอคืนสิทธิในการเป็นผู้ถือบัตรคนจนได้ หากยืนยันว่าลูกไม่ได้เลี้ยงดู กระทรวงการคลังก็จะคืนสิทธิบัตรคนจนให้บิดา-มารดาของผู้เสียภาษี แต่ลูกก็จะไม่ได้รับสิทธิหักลดหย่อนภาษีเงินได้แล้วน่ะ” นายลวรณ กล่าว

นายลวรณ กล่าวต่อว่า การเปลี่ยนหลักเกณฑ์ในการคัดกรองสิทธิของผู้ถือบัตรคนจน จากเดิมใช้เกณฑ์ครอบครัว เปลี่ยนมาเป็นการพิจารณาเป็นรายบุคคล ในรอบนี้ข้อมูลที่ได้จะนำไปใช้ประโยชน์ในการต่อยอดนโยบาย “Negative Income Tax” ในอนาคตได้ คาดว่าจะสามารถดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 2 ปี ซึ่ง “Negative Income Tax” ก็มีหลักการง่าย ๆ คือ หากมีรายได้ ก็ต้องเสียภาษี แต่ถ้าไม่มีรายได้ หรือมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ ก็ไปรับสวัสดิการจากรัฐบาล โดยกระทรวงการคลังจะพิจารณาเป็นรายบุคคลว่า แต่ละคนสมควรได้รับสวัสดิการประเภทใด ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละบุคคล หรือที่เรียกว่า “Tailor-made” เช่น ผู้สูงอายุก็ได้รับสิทธิรับเบี้ยคนชรา หากพิการด้วย ก็จะได้รับสิทธิเบี้ยคนพิการเพิ่มเติม เป็นต้น

“คนหนึ่งคนไม่ได้หมายความว่า ควรได้รับสวัสดิการแค่หนึ่งสิทธิ์เท่านั้น แต่ละคนอาจได้รับสวัสดิการจากรัฐกี่สิทธิ์ก็ได้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม โดยข้อมูลฝั่งสวัสดิการของรัฐเหล่านี้จะแบ่งเป็นเรื่อง ๆ เช่น บางคนมีลูก บางคนไม่มีลูก บางคนเลี้ยงดูพ่อแม่ บางคนพิการ บางคนป่วยเรื้อรัง ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลต่อเนื่อง เป็นต้น ซึ่งในอดีตไม่มีข้อมูลเหล่านี้เลย ไม่รู้ว่าใครรวย ใครจน ตอนนั้นไม่สามารถแยกแยะได้ ก็ต้องให้สิทธิ์ทุกคน อย่างเช่น เบี้ยคนชรามีผู้ได้รับสิทธิ์ 8 ล้านคน แต่ละปีรัฐบาลต้องจัดงบประมาณมาสนับสนุนปีละหลายหมื่นล้านบาท แต่วันนี้กรมบัญชีกลางมีข้อมูลทั้งหมด และสามารถแยกได้แล้วว่ามีผู้สูงอายุที่ยากจน 4 ล้านคน ไม่ยากจน 4 ล้านคน ถามว่าวันนี้อยากจะเปลี่ยนหรือไม่ ถ้าเปลี่ยนก็จะช่วยประหยัดงบประมาณไปได้ครึ่งหนึ่ง และนี่คือพลังของ Data ซึ่งเป็นผลมาจากความพยายามในการสร้างฐานข้อมูล Data Lake ของกระทรวงการคลัง” นายลวรณ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...