คลังแจงตัดสวัสดิการบุพการี ‘ลูกกตัญญู’ ใช้สิทธิหักภาษี
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง
คลังแจงตัดสวัสดิการแห่งรัฐ ‘บุพการี’ กรณี ‘ลูกกตัญญู’ ใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษี-ใช้ Data Lake คัดคนไม่จนออก-ลุยต่อยอด “Negative Income Tax” ให้เสร็จใน 2 ปี
หลังจากที่ประชุม ครม.วันที่ 2 มิถุนายน 2569 ได้มีมติเห็นชอบให้เปิดลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 หรือ “บัตรคนจน” ตามกระทรวงการคลังนำเสนอ โดยการลงทะเบียนครั้งนี้มีการเปลี่ยนหลักเกณฑ์การคัดกรองคุณสมบัติผู้ถือบัตรคนจนกันใหม่ จากเดิมพิจารณาจากทรัพย์สิน หนี้สิน และรายได้ทั้งครอบครัวรวมกัน เปลี่ยนมาเป็นรายบุคคลแทน เป้าหมายเพื่อคัดกรองคุณสมบัติผู้ที่มีสิทธิได้รับสวัสดิการแห่งรัฐจะต้องยากจนจริง ๆ โดยมีการกำหนด ‘คุณสมบัติต้องห้าม’ เพิ่มขึ้นมาใหม่อีก 5 กลุ่ม หนึ่งในนั้นมีการะบุ “กลุ่มคนที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร” จนนำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง อาทิ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่ออกมาให้ความเห็นต่อกรณีดังกล่าวนี้ว่า ปัจจุบันกรมสรรพากรกำหนดเงื่อนไขการให้ผู้เสียภาษีนำชื่อบิดา-มารดา มาใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีได้ปีละ 30,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าบิดา-มารดาต้องมีอายุเกิน 60 ปี และมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี เท่ากับว่ารัฐบาลสนับสนุนให้บุตรส่งเงินเลี้ยงดูบิดา-มารดาใช้เดือนละไม่ถึง 3,000 บาท แต่ถ้าเอาไปลดหย่อนภาษีเมื่อไหร่ บิดา-มารดาจะโดนตัดสิทธิ์รับบัตรสวัสดิการทันที ทั้ง ๆที่เกณฑ์พิจารณารายได้ของผู้มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการฯจะต้องไม่เกิน 100,000 บาท
“หากนำเงินที่บุตรเลี้ยงดูบุพการีมารวมกับรายได้ของบิดา-มารดายังไงก็ไม่เกิน 60,000 บาท เอาอะไรไปตัดสิทธิ์เค้า กลายเป็นการทำโทษลูกกตัญญู ถ้าให้ลดหย่อนอุปการะบุพการี 100,000 บาท ก็ว่าไป” นางสาวศิริกัญญา กล่าว
ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ชี้แจงถึงเหตุผลและที่มาของการปรับปรุงเกณฑ์คัดกรองผู้ที่จะได้รับสิทธิ “บัตรคนจน” ในครั้งนี้ว่า หลักการสำคัญ คือ รัฐบาลต้องการเน้นให้ความช่วยเหลือไปยังกลุ่มคนที่เดือดร้อนมากที่สุด และมีฐานะยากจนจริง ๆ ไม่มีลูกหลานคอยดูแล ทั้งนี้ เนื่องจากเงินที่รัฐบาลนำมาใช้แก้ปัญหาวิกฤติพลังงานนั้นมีจำกัด จึงต้องใช้จ่ายแบบพุ่งเป้า (Target) และมีประสิทธิภาพ ถามว่าทำไมคนที่ไม่มีลูกหลานดูแลได้รับสิทธิเท่ากับคนที่มีลูกหลานดูแล ซึ่งเราก็ตอบคำถามนี้ไม่ได้เหมือนกัน ดังนั้น การที่ผู้เสียภาษีที่นำชื่อของบิดา-มารดาไปหักลดหย่อนภาษี ก็เท่ากับว่าบิดา-มารดาของผู้เสียภาษีมีคนดูแลแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์ไปแล้วจะไม่ได้รับการดูแลต่อไป กระทรวงการคลังอาจพิจารณาให้กลุ่มคนที่ถูกตัดสิทธิบัตรคนจนให้เข้ามาใช้สิทธิในโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60: 40) ที่เหลืออยู่ได้ แต่ก็ต้องขอดูข้อมูลจากกรมสรรพากรก่อนว่ามีชื่อบิดา-มารดาที่ผู้เสียภาษีนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจำนวนเท่าไหร่ หากได้รับข้อมูลจากกรมสรรพากรมาแล้ว ก็จะทราบว่ามีคนที่หลุดออกจากโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเท่าไหร่ คาดว่าจะมีจำนวนไม่มากนัก
“อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เราประกาศผลกการคัดกรอง ตั้งแต่วันที่ 17 มิ.ย.เป็นต้นไป ก็จะเปิดให้บิดา-มารดาของผู้เสียภาษีมายื่นอุทธรณ์ เพื่อขอคืนสิทธิในการเป็นผู้ถือบัตรคนจนได้ หากยืนยันว่าลูกไม่ได้เลี้ยงดู กระทรวงการคลังก็จะคืนสิทธิบัตรคนจนให้บิดา-มารดาของผู้เสียภาษี แต่ลูกก็จะไม่ได้รับสิทธิหักลดหย่อนภาษีเงินได้แล้วน่ะ” นายลวรณ กล่าว
นายลวรณ กล่าวต่อว่า การเปลี่ยนหลักเกณฑ์ในการคัดกรองสิทธิของผู้ถือบัตรคนจน จากเดิมใช้เกณฑ์ครอบครัว เปลี่ยนมาเป็นการพิจารณาเป็นรายบุคคล ในรอบนี้ข้อมูลที่ได้จะนำไปใช้ประโยชน์ในการต่อยอดนโยบาย “Negative Income Tax” ในอนาคตได้ คาดว่าจะสามารถดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 2 ปี ซึ่ง “Negative Income Tax” ก็มีหลักการง่าย ๆ คือ หากมีรายได้ ก็ต้องเสียภาษี แต่ถ้าไม่มีรายได้ หรือมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ ก็ไปรับสวัสดิการจากรัฐบาล โดยกระทรวงการคลังจะพิจารณาเป็นรายบุคคลว่า แต่ละคนสมควรได้รับสวัสดิการประเภทใด ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละบุคคล หรือที่เรียกว่า “Tailor-made” เช่น ผู้สูงอายุก็ได้รับสิทธิรับเบี้ยคนชรา หากพิการด้วย ก็จะได้รับสิทธิเบี้ยคนพิการเพิ่มเติม เป็นต้น
“คนหนึ่งคนไม่ได้หมายความว่า ควรได้รับสวัสดิการแค่หนึ่งสิทธิ์เท่านั้น แต่ละคนอาจได้รับสวัสดิการจากรัฐกี่สิทธิ์ก็ได้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม โดยข้อมูลฝั่งสวัสดิการของรัฐเหล่านี้จะแบ่งเป็นเรื่อง ๆ เช่น บางคนมีลูก บางคนไม่มีลูก บางคนเลี้ยงดูพ่อแม่ บางคนพิการ บางคนป่วยเรื้อรัง ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลต่อเนื่อง เป็นต้น ซึ่งในอดีตไม่มีข้อมูลเหล่านี้เลย ไม่รู้ว่าใครรวย ใครจน ตอนนั้นไม่สามารถแยกแยะได้ ก็ต้องให้สิทธิ์ทุกคน อย่างเช่น เบี้ยคนชรามีผู้ได้รับสิทธิ์ 8 ล้านคน แต่ละปีรัฐบาลต้องจัดงบประมาณมาสนับสนุนปีละหลายหมื่นล้านบาท แต่วันนี้กรมบัญชีกลางมีข้อมูลทั้งหมด และสามารถแยกได้แล้วว่ามีผู้สูงอายุที่ยากจน 4 ล้านคน ไม่ยากจน 4 ล้านคน ถามว่าวันนี้อยากจะเปลี่ยนหรือไม่ ถ้าเปลี่ยนก็จะช่วยประหยัดงบประมาณไปได้ครึ่งหนึ่ง และนี่คือพลังของ Data ซึ่งเป็นผลมาจากความพยายามในการสร้างฐานข้อมูล Data Lake ของกระทรวงการคลัง” นายลวรณ กล่าว
คลังปรับเกณฑ์คัดกรอง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บี้ ‘จนไม่จริง’ ออกจากระบบ
“ไทยช่วยไทย พลัส” สตาร์ทแรง! 3 ชม.แรก คนแห่ใช้สิทธิเฉียด 9 แสนราย เงินสะพัด 169 ล้าน
รัฐ “ถังแตก” จริงไหม? (2) : ยื่นภาษี 11.88 ล้านคน กลุ่มไหนใช้สิทธิหักลดหย่อน 1.45 แสนล้าน/ปี
ปลัดคลังชู ‘data Lake’ เพิ่มประสิทธิภาพเก็บภาษี – ใช้ Negative Income Tax ช่วย ‘ฐานราก’ ตรงเป้า