ก้าวไกลเสวนาเดือด 'ใบตองแห้ง' ชำแหละเหตุกา ก.ก.ไทยไม่เหมือนเดิม ศิโรตม์หวัง ปชต.คืนสู่ พท.
ก้าวไกล เปิดวงเสวนา ‘อธึกกิต’ มอง กาก้าวไกลประเทศไทยไม่เหมือนเดิมเพราะพลังคนรุ่นใหม่ต้องการเปลี่ยนแปลง ชี้อนุรักษนิยมใช้ ‘เพื่อไทย’ ค้ำอำนาจเดิม ด้าน ‘ศิโรตม์’ ชี้เลือกตั้งครั้งหน้า ปชช.รู้ว่าพรรคไหนเป็น ปชต. บอก ‘เพื่อไทย’ ต้องคืน ปชต.ให้พรรค
เมื่อวันที่ 24 กันยายน ที่สนามกีฬาเวสน์ 1 สนามกีฬาดินแดงไทย-ญี่ปุ่น พรรคก้าวไกล (ก.ก.) จัดกิจกรรม “ก้าวต่อไป ไกลทั้งแผ่นดิน” ซึ่งมีการจัดกิจกรรมวงเสวนา “ตื่นเถิดประเทศไทย” โดย นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการ น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า และ นายอธึกกิต แสวงสุข หรือ ใบตองแห้ง คอลัมนิสต์
ในช่วงต้น น.ส.พรรณิการ์กล่าวว่า ที่มาอยู่ตรงนี้วันนี้เพื่อจะบอกให้ใครบางคนที่เบื่อตนเองว่าให้เบื่อแล้ว เบื่ออยู่ และเบื่อต่อไป เพราะดิฉันจะอยู่ตรงนี้และจะสู้ต่อไปจนกว่าจะชนะ
โดยคำถามแรกนั้น เมื่อบอกว่ากาก้าวไกลประเทศไทยไม่เหมือนเดิม สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมและสิ่งที่ยังเหมือนเดิมคืออะไร นายอธึกกิตกล่าวว่า มี 2 ด้านประกอบกัน คือประเทศไทยไม่เหมือนเดิม ถึงกาก้าวไกลและกาก้าวไกลยิ่งทำให้ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม เวลาเราบอกว่าประเทศไทยไม่เหมือนเดิมคืออะไร สังเกตจากพื้นที่ที่พรรค ก.ก.ชนะเลือกตั้ง คือพรรค ก.ก. ชนะในเขตที่พลังการผลิตก้าวหน้าสุดในประเทศไทย ประกอบด้วย กรุงเทพฯและปริมณฑล จ.ภูเก็ต จ.เชียงใหม่ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว
นายอธึกกิตกล่าวว่า หากพูดถึง จ.เชียงใหม่ มีความเปลี่ยนแปลงสูงมาก เกิดผู้ประกอบการรายเล็กที่ต้องการเป็นอิสระ ผู้ประกอบการรายย่อยไม่ต้องการอยู่ใต้รัฐเป็นใหญ่ สิ่งที่เป็นพื้นฐานที่ทำให้พรรค ก.ก.ชนะเลือกตั้ง รวมถึงพลังงานของคนยุคใหม่ คนในเมือง รวมถึงคนชนบท ซึ่งปัจจุบันการเคลื่อนย้ายแรงงานและการเติบโตของโลกออนไลน์ ทำให้ชนบทและเมืองไม่ต่างกัน
นายอธึกกิตกล่าวต่อว่า ตนเห็นผู้สมัครพรรค ก.ก.และผู้สมัครตัวเต็งอีกพรรคก็หัวเราะ คิดว่าพรรค ก.ก.ไม่น่าชนะ คิดว่าเป็นเรื่องของความคิด ค่านิยมของคนที่เปลี่ยนไป ความรู้สึกที่อยากเปลี่ยนทำให้คนเลือก
“ทำไมเวลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการศึกษาธิการ (ศธ.) บอกให้คนไปล้างจาน 20 บาท ถึงกลายเป็นมีมชวนหัวเราะกันไปหมด สิ่งนี้สะท้อนว่าความคิดค่านิยมเปลี่ยนไปแล้ว ถามว่าปัจจัยชัยชนะของพรรค ก.ก.คืออะไร เห็นได้ชัดว่า 9 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ทำให้คนโกรธมาก ไม่มีพรรคการเมืองใดที่ก้าวมารับเหตุการณ์เหล่านี้ นี่คือสิ่งที่เรียกว่าประเทศไทยไม่เหมือนเดิมเพราะเลือกพรรค ก.ก.” นายอธึกกิตระบุ
นายอธึกกิตระบุด้วยว่า พอเลือกพรรค ก.ก.เราก็ยิ่งเห็นความไม่เหมือนเดิม อย่างชัดคือระบบอำนาจ หมายถึง ระบบอำนาจไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างเก่าจึงดึง พรรคเพื่อไทย (พท.) เพื่อค้ำจุนอำนาจเดิม อย่างที่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า เคยพูดว่านี่คืออำนาจของชนชั้นนำทั้ง 3 ส่วน คือ ชนชั้นนำจารีต ชนชั้นนำทางการเมือง และชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ ซึ่งเรารู้ว่ากลุ่มทุนสำคัญอยู่ในกลุ่มจัดตั้งรัฐบาล นี่คือสิ่งที่เราต้องเผชิญ พรรค ก.ก.ไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่ทำให้เห็นชัดว่าเกิดการประจันหน้าระหว่างประชาชนที่กำลังเข้าสู่ความคิดใหม่กับอำนาจเดิม ซึ่งพยายามที่จะดึงพรรค พท.เข้าไปเป็นตัวบรรเทาปัญหา
ด้านนายศิโรตม์กล่าวว่า ประเทศไทยไม่เหมือนเดิมเพราะพรรค ก.ก.ทำให้เปลี่ยนไป ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาเสียง 14 ล้านคนธรรมดาต้องการเปลี่ยนประเทศ การเติบโตของคนจำนวนมากที่ตาสว่างรักประชาธิปไตยมากขึ้น แสดงออกถึงการเป็นเจ้าของประเทศผ่านการเลือกตั้ง
“ประชาชนตื่นรู้ หวงแหนอำนาจจากคนที่ผูกขาดประเทศ พรรคก้าวไกลชนะเลือกตั้งแต่ไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่ได้เปลือยทุกอย่างออกมา ผู้มีอำนาจทำทุกทางเพื่อคงไว้จนเข้าสู่สถานการณ์วิกฤตด้านความชอบธรรม นายกฯเศรษฐา ทวีสิน หงุดหงิดบ่อย เพราะพูดแล้วไม่น่าเชื่อถือ เพราะความไม่ชอบธรรมในการเข้าบริหารประเทศ ประชาชนตาสว่าง แต่ผู้มีอำนาจมีวิกฤตเรื่องความชอบธรรม ทำให้รู้ว่าหวงแทนอำนาจจะเผชิญหน้ากับประชาชนอย่างไร ประชาชนจะได้คำตอบหรือไม่” ศิโรตม์ระบุ
เมื่อถามว่า โจทย์ใหญ่ในการเลือกตั้งครั้งหน้าคืออะไร นายอธึกกิตกล่าวว่า สำหรับตนการเลือกตั้งครั้งหน้าพรรค ก.ก.ไม่จำเป็นต้องแลนด์สไลด์ ซึ่งเชื่อว่าจะได้เป็นที่ 1 เพราะพลังรุ่นใหม่ปะทุขึ้นและจะขยายตัวไปเรื่อยๆ ถ้าย้อนถามว่าทำไมพรรค ก.ก.ถึงไม่ได้เป็นรัฐบาล หรือถามว่าทำไมไม่มีใครคบ ไม่ใช่ไม่มีใครคบ เขาถูกสั่งไม่ให้คบ ไม่ว่านักการเมืองจะมาจากการเลือกตั้ง หรือระบบอุปถัมภ์ เชื่อว่าเขาไม่ได้ซีเรียสที่จะตั้งรัฐบาลกับพรรค ก.ก. แต่เขาถูกอำนาจบางอย่างบี้ไปแล้ว
“ต้องเสริมอีกข้อในเรื่องประเทศไทยไม่เหมือนเดิม คนเสื้อแดงตาสว่างปี 2553 คนรุ่นใหม่ตาสว่างปี 2562-64 แต่คราวนี้เป็นคนเสื้อเหลืองที่ตาสว่าง ตอนที่เห็น นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจคือแทบจะอกแตกตาย เราเห็นสิ่งที่พลิกผันว่าเหตุการณ์เหล่านี้เป็นมาอย่างไร” นายอธึกกิตกล่าว
นายอธึกกิตกล่าวอีกว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นการต่อสู้เพื่อให้อำนาจอนุรักษนิยมรับรู้ว่าเขาอยู่โดยไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลงและไม่ประนีประนอมกับประชาชนไม่ได้ ต้องมีการสู้กันหลายยกเพื่อให้อำนาจนั้นเปิดพื้นที่ยอมรับเจตนารมณ์ประชาชน พรรค ก.ก.ได้เสียง 180 คน เป็นพรรคได้คะแนนเสียงมากเป็นอันดับ 1 ก็ต้องยอมให้เขาจัดตั้งรัฐบาล นั่นคือเป้าหมายของสิ่งที่เราจะเปลี่ยน
ขณะที่นายศิโรตม์กล่าวว่า เลือกตั้งครั้งต่อไปจะเป็นการเช็กบิล เพราะการเลือกตั้งปี 2566 ฝ่ายประชาธิปไตยชนะ แต่การเลือกนายกฯอยู่ที่เสียง ส.ว. คนที่จะเป็นรัฐบาลต้องมาจากหีบเลือกตั้งของประชาชน ครรลองที่ถูกต้องพรรคที่ชนะอันดับ 1 ต้องเข้าทำเนียบรัฐบาล การเลือกตั้งครั้งหน้าจะง่ายขึ้นเพราะประชาชนรู้ว่าจะต้องเลือกพรรคไหนที่เป็นฝั่งประชาธิปไตย
“การตั้งรัฐบาลสวนทางกับผลเลือกตั้ง เกิดรัฐบาลข้ามขั้ว ก่อนการเลือกตั้งบอกไม่เอา ไม่ข้ามขั้ว วันนี้เราเห็นสูตรการจัดตั้งรัฐบาลที่น่ารังเกียจที่สุด ทำให้ผู้มีอำนาจเทหมดหน้าตัก รอบหน้าจะไม่เหลืออะไรให้ใช้ พรรคเพื่อไทยจะไม่ชนะการเลือกตั้ง ไม่สามารถตอบประชาชนว่าพูดแบบนี้เป็นเทคนิคหรือเปล่า หลังเลือกตั้งเป็นอย่างที่พูดหรือไม่
“แม้ว่ารัฐบาลชุดนี้เชื่อว่าเศรษฐกิจจะโตปีละ 5 เปอร์เซ็นต์ แต่สวนกับการประเมินของธนาคารโลกว่าเศรษฐกิจไทยโตลดลง เราจะเชื่อการประเมินของใคร นี่คือจุดท้าทายที่รัฐบาลหาดทำไม่ได้ ประชาชนจะเผชิญแต่ความผิดหวังตลอด 4 ปี รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากประชาธิปไตยและเศรษฐกิจไม่ดีเป็นของจริง
“การเลือกตั้งมีเพียง 2 โจทย์ใหญ่ คือคะแนนจากการเลือกตั้งจะต้องเป็นเครื่องมือการเข้าสู่ทำเนียบ และพรรคอันดับ 1 จะต้องได้จัดตั้งรัฐบาล พรรคก้าวไกลวันนี้เป็นฝ่ายค้าน แต่เพื่อเตรียมเป็นรัฐบาลในครั้งถัดไป พรรคก้าวไกลชนะเร็วเกินไป พท.ไม่ตั้งหลักว่าเป็นพรรคอันดับ 2 จึงไปรวมกับพรรคบ้านใหญ่
“ดังนั้น พรรค พท.ต้องคืนประชาธิปไตยกลับมาสู่พรรค แท้จะยากเพราะจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว ใน ครม.จะเกิดเหตุการณ์รัฐบาลรัฐซ้อนรัฐ ผู้มีอำนาจสูงสุดในการบริหารอยู่ที่คณะต่างๆ งานหลักของรัฐบาลแต่คนที่ทำไม่ได้อยู่ในรัฐบาล รวมทั้งในแต่ละปีนิวโหวตเตอร์โตขึ้นปีละล้านคน คิดว่าจะเลือกใคร การเลือกตั้งครั้งหน้าทิศทางค่อนข้างชัด แผ่นดินไหวของนิวโหวตเตอร์ ทุกหนึ่งปีจะมีคนเลือกก้าวไกลเป็น ส.ส. 20 คน 4 ปีจะเพิ่มเป็น 80 คน ส.ส.พรรค ก.ก.เป็นพรรคธรรมดา รู้ว่าความทุกข์ของประชาชนคืออะไร ส.ส.จะต้องไปสแกนความทุกข์ของประชาชน ไม่ใช่ไปงานศพ” นายศิโรตม์กล่าว
ในช่วงท้าย น.ส.พรรณิการ์กล่าวทิ้งท้ายว่า ตอนที่เข้ามาทำงานการเมือง ผู้หลักผู้ใหญ่ คุณพ่อคุณแม่เป็นโฆษกพรรคไทยรักไทยบอกกับตนว่า “ช่อทำงานการเมืองทำได้ แต่อย่าไปเป็นโฆษกนะ มันหนัก”
น.ส.พรรณิการ์กล่าวต่อว่า ทำดีเสมอตัว ทำชั่วโดนด่าแทนพรรค สรุป พรรณิการ์ วานิช เข้ามาทำงานการเมืองในตำแหน่งโฆษกพรรค จากวันนั้นของอนาคตใหม่มาจนถึงวันนี้ก็บอกว่าการเป็นโฆษกพรรคมันเหนื่อยจริงๆ เป็นพรรคที่ต้องสู้กับผู้มีอำนาจ แบกรับกับความคาดหวังของผู้คนที่เป็นผู้สนับสนุน ต้องตอบได้ทุกคำถาม ต้องเผชิญหน้า การเป็นโฆษกพรรค ซึ่งเป็นตำแหน่งที่รับบทหนักมากจริงๆ ในการทำงาน