โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชัวร์ก่อนแชร์ FACTSHEET : กรดไขมัน “โอเมก้า 3”

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 08 ก.ย 2566 เวลา 14.10 น. • เผยแพร่ 08 ก.ย 2566 เวลา 07.08 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

🎯 ตรวจสอบกับ ผศ. ภกญ. ดร.รสริน ตันสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาอาหารและเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย มีทั้ง “โอเมก้า 3” และ “โอเมก้า 6”

กรดไขมันโอเมก้า 3 คือกรดไขมันแอลฟาไลโนเลนิก (Alpha Linolenic Acid : ALA) เวลากินเข้าไปเกิดกระบวนการเผาผลาญในร่างกาย ทำให้ตัวสายของกรดไขมันแอลฟาไลโนเลนิกยาวขึ้น และมีพันธะคู่ที่มากขึ้น จากนั้นจะเปลี่ยนไปอยู่ในรูปของกรดไขมันอีพีเอ (Eicosapentaenoic Acid : EPA) และกรดไขมันดีเอชเอ (Docosahexaenoic Acid : DHA) ซึ่ง EPA กับ DHA จะเป็นประโยชน์ต่อระบบประสาทและสมอง

เรียกว่า กรดไขมัน “โอเมก้า 3”

การที่จะบอกว่ากรดไขมันตัวไหนเป็นโอเมก้า 3 ต้องดูจากสูตรโครงสร้าง ซึ่งสูตรโครงสร้างของกรดไขมันประกอบด้วยปลายทั้ง 2 ข้าง คือ เมทิล และคาร์บอกซีลิก

ทางโภชนาการ ดูจากด้านเมทิลและนับตำแหน่งคาร์บอนพบพันธะคู่ตำแหน่งแรกที่ตำแหน่งที่ 3 จะเรียกว่าเป็นโอเมก้า 3 ไม่ว่าจะมีพันธะคู่กี่ตำแหน่งก็ตาม

เพราะฉะนั้นกรดไขมันแอลฟาไลโนเลนิก มีคาร์บอน 18 ตัว หรือ EPA มีคาร์บอน 20 ตัว EPA มีคาร์บอน 22 ตัว พบพันธะคู่ที่ตำแหน่งที่ 3 นับจากด้านเมทิลทั้ง 3 ตัว ซึ่ง 3 ตัวเป็นโอเมก้า 3 หมด

กรดไขมันโอเมก้า 3 ดีต่อร่างกายอย่างไร

กรดไขมันโอเมก้า 3 ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ช่วยลดการอักเสบและลดภาวะเสื่อมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกายตามวัยที่สูงขึ้น หรือ Degenerative Disease

ดังนั้น คนทุกช่วงวัยควรได้รับกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นต่อร่างกาย โดยเฉพาะกลุ่มหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร ควรได้รับกรดไขมันโอเมก้า 3 ปริมาณเพิ่มขึ้นมากกว่าคนปกติทั่วไป

ในคนปกติ ควรได้รับกรดไขมันโอเมก้า 3 ไม่ต่ำกว่า 0.25 กรัมต่อวัน แต่หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรต่ำกว่า 0.3 กรัมต่อวัน

การเปรียบเทียบกรดไขมันโอเมก้า 3 กับ โอเมก้า 6

กรดไขมันโอเมก้า 3 และกรดไขมันโอเมก้า 6 เป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย

ปัจจุบัน กรดไขมันโอเมก้า 6 ที่มาจากน้ำมันพืช พบในของทอดที่กินทุกวัน ดังนั้น ภาวะขาดกรดไขมันโอเมก้า 6 จึงพบได้น้อย

ความเสี่ยงในการขาดกรดไขมันโอเมก้า 3 มีมากกว่ากรดไขมันโอเมก้า 6 เนื่องจากอาหารที่กินค่อนข้างจำเพาะมากกว่ากรดไขมันโอเมก้า 6

อาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 บางพื้นที่ค่อนข้างหายากและบางคนก็ไม่กิน เช่น น้ำมันปลา หรือปลาทะเล ทำให้เวลาเสริมจึงแนะนำกรดไขมันเป็นโอเมก้า 3 แต่การได้รับกรดไขมันโอเมก้า 3 และ 6 ในปัจจุบันยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนว่ากินเท่าไหร่

สิ่งสำคัญ กินอาหารหลากชนิดที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นหลักอย่างเหมาะสม มากกว่าการมุ่งหากรดไขมันโอเมก้า 3 มาเสริม

แหล่งอาหารที่มีกรดไขมัน “โอเมก้า 3”

แหล่งที่มาของกรดไขมันโอเมก้า 3 มาจากไขมันปลา ปลาทะเล ปลาน้ำจืด น้ำมันปลา กินแล้วจะได้กรดไขมันอีพีเอและดีเอชเอร่างกายนำไปใช้ได้เร็ว

ดังนั้น แนะนำให้กินปลา (ทั้งปลาทะเล และปลาน้ำจืด) ที่มีไขมันแทรกอยู่สัปดาห์ละ 2-3 มื้อต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณสารอาหารที่แนะนำต่อวันโดยกระทรวงสาธารณสุข

“โอเมก้า 3” เป็นกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายควรได้รับปริมาณพอเหมาะ ประมาณ 20-25 เปอร์เซ็นต์ต่อวัน เพราะถ้าได้รับมากเกินไปจะทำให้เกิดโรคอ้วนตามมาได้

สิ่งที่ควรปฏิบัติคือ กินให้สมดุล เพียงพอ และได้ประโยชน์ ทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน เกลือแร่ วิตามิน และน้ำ

กินให้พอดีและมีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพืชผัก น้ำมัน เนื้อสัตว์ หรือปลา คือการกินหลายชนิด และปริมาณมากพอ กรณี “ผัก” อาจแตกต่างจากเนื้อสัตว์ตรงไขมันต่ำยกเว้นนำไปทอดหรือผัด ซึ่งรวมถึงปลาด้วย

กรรมวิธีการปรุงอาหาร เช่น การทอด นึ่ง อาจทำให้สารอาหารบางชนิดหายไปเล็กน้อย เพราะน้ำมันที่ทอดจะดูดซับไขมันขณะที่ทอดอาหารด้วย จึงต้องเลือกชนิดของน้ำมันในการประกอบอาหาร

อาหารหรือสารอาหารทุกชนิด มีประโยชน์และมีโทษในตัวของมัน ไขมันดี ๆ เวลากินมาก ๆ เกินพอดีก็มีโทษ ควรเดินสายกลาง เช่น ปลามีกรดไขมันโอเมก้า 3 ต้องกินสลับประมาณ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือกินวันเว้นวัน อาจสลับเป็นอาหารทะเล เพราะอาหารทะเลก็มีกรดไขมันโอเมก้า 3 เช่นกัน เช่น กุ้ง หอย ปลาหมึก ฯลฯ

ดูเพิ่มเติม รายการชัวร์ก่อนแชร์ :

https://www.youtube.com/watch?v=y8_8Z6tdM-0&t=23s

https://www.youtube.com/watch?v=FkW26QgUr8g&t=148s

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...