เป็นตัวร้ายในนิยายไร้บท
ข้อมูลเบื้องต้น
นิยายเรื่องนี้เป็นชายรักชายแนวพีเรียดจีน เนื้อหาในเรื่องเป็นเพียงจินตนาการของผู้แต่งล้วนๆ ชื่อ สถานที่ ยศถาบรรดาศักดิ์อาจจะไม่มีอยู่จริงและมีอยู่จริง แต่ไม่ได้มีเจตนาทำให้มีความเสื่อมเสีย ขอให้ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
*เงื่อนไขก่อนอ่าน
นักอ่านที่ซื้อตอนล่วงหน้า นักเขียนจะมีการเปิดให้อ่านฟรีก่อนติดเหรียญรายตอนเมื่อนิยายจบเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ การติดเหรียญตอนอ่านล่วงหน้าเปรียบเสมือนการซื้อเวลาให้ได้อ่านก่อน ส่วนการติดเหรียญรายตอนจะเป็นการซื้อเนื้อหาค่ะ
ไม่ได้ตั้งใจตาย
นิ้วเรียวยาวเคาะลงกับโต๊ะทำให้เกิดเสียงดังเป็นจังหวะหนักสลับเบาตามอารมณ์ของคนทำ ตากลมโตจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ฉายหน้านิยายตอนแรกที่กำลังเริ่มเขียนเรื่องใหม่ขึ้นอีกครั้ง
เขียนนิยายมาสองเกือบสามปีแล้วตั้งแต่อายุสิบหก จนตอนนี้สิบเเปดย่างเข้าสิบเก้าในอีกไม่กี่เดือน ตอนนั้นเขานั่งดูหนังจีนย้อนยุคกับอาม่า แล้วจู่ ๆ ก็กระตือรือร้นอยากเขียนนิยายขึ้นมา แต่นึกไม่ถึงเลยว่ามันจะปัง แล้วปังมากด้วย หลังจากนั้นก็เขียนมาเรื่อย ๆ เปิดเรื่องใหม่ให้แฟนคลับได้ติดตามได้อ่านกัน
เรื่องที่สี่ที่เเต่งคือมือสังหารแดนยุทธภพ เป็นจีนโบราณเรื่องแรกที่ลองแต่งแนวนี้ดู เป็นเรื่องที่กำลังแต่งขึ้นในตอนนี้ วางตัวละครทุกอย่างไว้ครบหมดทุกคนทุกฝั่ง แต่คิดยังไงก็คิดไม่ออกว่าตอนแรกมันควรจะเป็นจุดเริ่มต้นยังไง แม้จะหาข้อมูลมาแต่เหมือนว่าแต่ละแหล่งข้อมูลจะไม่ตรงกัน ส่วนเนื้อเรื่องต่อจากนี้คิดไวคร่าว ๆ แล้ว ตามจริงส่วนมากคิดได้แค่ชื่อเรื่องกับเอกลักษณ์ของตัวเอกก็ตัดสินใจแต่งขึ้นมาเลย ทุกเรื่องเขาด้นสดมาทั้งนั้น
ส่วนมากตอนแรกควรจะคิดได้เยอะกว่าตอนอื่น แต่ตอนนี้แม้แต่ตอนแรกก็คิดไม่ออกแล้ว เปิดเรื่องไปได้เกือบสองอาทิตย์ คนอ่านก็รออ่าน แต่ยังไม่ได้ลงสักตอนเพราะคิดเนื้อเรื่องไม่ออก หรือว่าควรจะปิดเรื่องไปก่อนดี แต่ดูเหมือนว่าเรื่องจะได้ผลตอบรับที่น่าพอใจมากกว่าเรื่องอื่น ๆ ขนาดยังไม่ได้ลงสักตอนยังมียอดเพิ่มเข้าชั้นถึงสามพัน
Rrrrrrrrr
เสียงเครื่องมือสื่อสารดังขึ้น มือเรียวหยิบขึ้นมาแล้วกดรับโดยที่ไม่ได้มองชื่อปลายสายที่โทรเข้ามา
"ฮะ… " ยังไม่ทันจะได้กรอกเสียงลงไปก็มีเสียงแหลมแสบแก้วหูดังขึ้นมาจนต้องผละโทรศัพท์ออกไปห่าง ๆ
"ตอนไหนจะจ่ายค่าห้องที่ค้างไว้! นี่มันเดือนที่สามแล้วนะ ถ้าไม่จ่ายเดือนนี้ก็ขนของออกไปเลย! นี่แก! ได้ยินที่ฉันพูดไหม ถางลู่เสียน!"
ติ้ด
มือเรียวรีบกดวางทันทีเมื่อรู้ว่าฟังต่อไปก็คงไม่จบ ถ้าถามว่าทำไมถึงไม่ขอพ่อแม่ เขาขอไม่พูดถึงพ่อจะดีกว่า ส่วนแม่ก็เสียไปตอนอยู่มัธยปลายปีที่สอง ก็ประมาณเมื่อสองปีที่แล้ว ไปอย่างกะทันหันนั่นแหละ เกือบจะไม่ได้เรียนต่อเพราะไม่มีเงิน แต่อากงก็เป็นคนส่งเรียนต่อจนตอนนี้เขาจบมัธยมปลาย และก็เป็นช่วงที่เริ่มแต่งนิยายเลยมีเงินค่าขนมให้ตัวเอง พอเขาจบมัธยมปลายอากงก็ไม่ได้ส่งต่อแล้วเพราะท่านเองก็อายุมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากที่เรียนจบ ตอนนี้เขากำลังหารายได้เพื่อจะเข้ามหาวิทยาลัย แต่ก็ยังไม่พอ แม้แต่ค่าห้องเช่ายังค้างมาแล้วสามเดือน ต่อไปคงรอให้เจ้าของมาไล่ออกสถานเดียว
ตอนนี้อาม่าก็เสียแล้วเหลือแต่อากงที่อยู่กับลูกคนโตคือพี่ของแม่เขา แม้จะถูกชวนไปอยู่ด้วยหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยตกลง ไปก็เหมือนเป็นส่วนเกินอยู่ดี แค่ไปกินข้าวด้วยครั้งเดียวหลานชายแกยังมองเหยียดกันขนาดนั้น
ก็เลยเป็นว่าตอนนี้อยู่คนเดียวตัวคนเดียวมาตั้งแต่เรียนจบ เพื่อนที่บอกว่าจะอยู่ซัพพอร์ตกันก็หนีไปต่างประเทศ จนสองปีมานี้ก็ไม่ติดต่อกลับมาอีกเลย ชีวิตลู่เสียนคนนี้มันอาภัพนัก ได้แต่นั่งกุมขมับอยู่อย่างนั้นเกือบครึ่งชั่วโมงเพราะคิดไม่ออกว่าจะทำยังไงต่อไปดี
เครื่องมือสื่อสารก็ดังไม่หยุด คาดว่าไม่เกินพรุ่งนี้เช้าคงถูกโยนออกจากอพาร์ตเมนต์แห่งนี้แน่นอน เลื่อนสายตาไปมองเวลาบนนาฬิกาห้อยผนัง ตอนนี้เป็นเวลาห้าทุ่มเกือบเที่ยงคืน มือเรียวหยิบรูปแม่และอาม่าที่ถ่ายด้วยกันตอนไปดีสนีย์แลนด์ขึ้นมาดูแล้วกอดไว้แนบอกอย่างโหยหาความอบอุ่นที่เคยได้
ยังคิดไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าถ้าพรุ่งนี้โดนไล่ออกแล้วเขาจะไปอยู่ที่ไหน เดี๋ยวก็คงจะกลายเป็นคนเร่ร่อน แต่ถ้าเขาสามารถเขียนนิยายเรื่องนี้ได้ก็คงได้ผลตอบรับที่ดีอยู่ น่าจะพอได้เอาไว้กินและค่าเช่าที่อยู่ใหม่เดือนแรก
แต่ตอนนี้ปัญหาคือเขาคิดไม่ออกน่ะสิ
เครียดเรื่องเงินอยู่ใครมันจะมีกะจิตกะใจแต่ง พอจะคิดเนื้อเรื่องก็วนกลับไปคิดเรื่องเงิน แต่ก่อนแทบไม่ต้องลำบาก โดยส่วนตัวเป็นลูกคนเดียว แล้วยิ่งอยากได้อะไรอยากกินอะไรแม่ก็หามาให้ ไม่คิดว่าพอแม่เสียแล้วทุกอย่างจะเปลี่ยนไป
ความคิดฟุ้งซ่านก็เกิดขึ้นเมื่อนึกถึงอดีตที่เคยมีความสุขมาก ๆ นึกถึงตอนที่ได้ไปเที่ยวกับแม่กับอาม่าอากง ภาพที่แม่ของเขาจากไปต่อหน้าต่อตายังเป็นภาพติดตาที่ตามหลอกหลอนจนถึงทุกวันนี้ พยายามจะลืมแต่พอมีเรื่องให้คิดเยอะก็คิดถึงเรื่องนี้ตลอด
ร่างผอมแห้งลุกขึ้นโดยที่มือยังคงถือกรอปรูปเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ปล่อยให้น้ำตามันหลั่งไหลออกมา เดินออกจาห้องไม่ลืมปิดประตู ก้าวเดินไปเรื่อย ๆ จนถึงสะพานที่อยู่ห่างจากอพาร์ตเมนต์เกือบโล แต่ก็ใช้เวลาไม่นาน
สะพานก็แค่หน้าปากซอยเท่านั้นแหละ
ตีกับตัวเองอยู่บนสะพานเป็นเวลานาน มองซ้ายขวาก็มีรถขับผ่านบ้างเล็กน้อย คิดว่าเขาขึ้นมาบนสะพานจะมาโดดน้ำฆ่าตัวตายล่ะสิ ใครมันจะไปทำแบบนั้นกัน เกิดมาทั้งทีต้องอยู่ให้คุ้มเป็นสิบปีร้อยปี
เวลาเขาคิดมากก็มักจะมายืนอยู่บนสะพานนี่แหละ ปล่อยความคิดไปกับสายลม ปล่อยใจให้โล่ง ทิ้งเรื่องแย่ ๆ ให้ลอยไปกับสายน้ำ และก็มีเพื่อนสนิทตัวดีตัวเดิมที่มาหาทุกครั้งเวลาเขามาที่นี่ ก้มมองสุนัขตัวขาวหน้าตากวนๆ แต่ตานั้นแวววาวขัดกับหน้าตากวน ๆ ของมัน
"เหมาเหมาเพื่อนรัก วันนี้ไม่มีอะไรมาฝากแกเลย" ก้มลงไปลูบหัวสองสามครั้งด้วยความเอ็นดู เขาเองก็ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยวันนี้นอกจากน้ำ ถึงขั้นตกอับจริง ๆ แม้แต่บาทสองบาทยังไม่มีให้ได้เห็น
"เหมาเหมา อย่า.."
โฮ่ง!
ยังไม่ทันได้พูดจบก็ตกใจจนสะดุ้งโหยงเพราะเจ้าสุนัขตัวขาวกระโดดงับรูปในมือ แต่เพราะความตกใจแถมยังจับไม่แน่นทำให้รูปในมือกระเด็นออกจากสะพานพร้อมดิ่งลงสู่แม่น้ำ ด้วยความที่หวงแหนรูปมากจนเผลอยื้อตัวไปคว้าอย่างแรงจนพัดตกลงจากสะพาน
มือที่จะคว้าขอบสะพานไว้ก็ไม่ทัน แค่อีกนิดเดียวเท่านั้น….
เอ๋ง เอ๋ง โฮ่ง!
เสียงเจ้าเหมาเหมาดังไปทั่วแต่ก็ไม่มีคนได้ยิน เพราะเวลานี้ต่างก็พากันปิดไฟเข้านอนกันหมดแล้ว โดยที่เวลาตอนนี้คือยี่สิบสามนาฬิกาห้าสิบเก้านาที อีกหนึ่งนาทีก็จะเริ่มวันใหม่
เพียงไม่ถึงนาทีร่างทั้งร่างก็ดิ่งลงสู่แม่น้ำ จนน้ำกระเซ็นซัดเป็นวงกว้าง มือเรียวปัดป่ายพยายามตะเกียกตะกายเพื่อให้ตัวเองนั้นไม่จม แต่เพราะความที่ไม่เคยหัดว่ายน้ำเลยทำให้ไม่รู้จักการเอาตัวรอด จะทำให้ตัวลอยอย่างที่เคยได้ยินก็ทำไม่เป็น
บัดซบที่สุดชีวิตนี้ ได้แต่กัดฟันกรอดอย่างเจ็บแค้นในชะตาชีวิตของตัวเอง
นี่เขากำลังจะตายจริง ๆ ใช่ไหม
แข้งขาเริ่มอ่อนแรงจนสุดท้ายก็จมดิ่งลงสู่ก้นน้ำลึก รอบข้างทุกอย่างมืดสนิท แสงไฟจากสะพานก็ส่องมาไม่ถึง เวลาเนิ่นนานเหมือนโดนหยุดไว้กับความรู้สึกเหมือนจะตาย อากาศที่กดดันทำเอาอึดอัดและน่ากลัวไปหมด
สุดท้ายก็จมหายไปกับวันใหม่พร้อมโชคชะตาที่นำพามาให้
ซ่าาา
ความเย็นจากน้ำกระทบบนใบหน้าคนที่นอนซมอยู่กับเตียงไม้เก่า ๆ จนทำให้รู้สึกตัว ตากลมโตเปิดขึ้นอย่างช้า ๆ เพ่งสายตามองภาพเบื้องหน้าของตนเอง แต่ก็มองไม่ชัด ทั้งยังรู้สึกปวดหัวจนแทบจะระเบิดออกมา
นี่เขาตายแล้วไม่ใช่เหรอ เขาเพิ่งตกจากสะพาน แต่ทำไมยังรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ตาย ทั้งยังรู้สึกปวดหัววิงเวียนจนแทบจะอาเจียนเหมือนโดนตีหัวมาซะอย่างงั้น
ลุกขึ้นนั่งช้า ๆ พร้อมกับยกมือขึ้นนวดขมับเบา ๆ แล้วนึกย้อนไปเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่พลัดตกแม่น้ำ
บางทีเขาอาจจะยังไม่ตาย คงมีคนได้ยินแล้วมาช่วยเหลือไว้ แต่ทำไมที่นี่ถึงไม่เหมือนโรงพยาบาลเลยสักนิด ถึงตาจะพร่ามัวแต่ก็พอมองออกว่านี่มันแค่กระท่อมเล็ก ๆ ที่ทำจากกองฟางเท่านั้น กระพริบตาสองสามครั้งเพื่อมองคนที่ยืนถือถังอยู่ตรงหน้า เห็นเพียงแค่ราง ๆ การกระทำนั้นอยู่ในสายตาของคนที่ยืนทำหน้าโมโหสุดขีด พร้อมจะเอาถังที่เพิ่งสาดน้ำใส่เจ้าตัวเมื่อกี้ฟาดให้หัวแตก
"เจ้า! ตื่นแล้วก็ลุกมาทำงาน เป็นภาระพ่อข้าเสียจริง" หน้าผากมนถูกผลักอย่างแรงจนหน้าแทบหงาย ยกมือขึ้นจับศีรษะอาการวิงเวียน และงุนงงกับการกระทำของชายถือถังน้ำ
"คุณ..เป็นใครครับ" ริมฝีปากแห้งซีดขยับช้า ๆ เอ่ยถามชายถือถัง แต่ก็โดนถีบกลับมาจนจุกไปหมด
ตอนนี้เขาเกิดคำถามมากมายในหัวมากว่าเกิดอะไรขึ้น หรือตอนนี้เขาอยู่ในนรกและกำลังจะรับกรรมงั้นเหรอ แต่ทำไมท่านยมทูตถึงโหดร้ายใส่เขาขนาดนี้ ยังไม่ได้ถามความผิดอะไรเลยก็ลงไม้ลงมือแล้ว
ลู่เสียนคนนี้จะร้องไห้
"โดนกระทืบจนสมองพิการหรือ! ลุกมาทำงาน!" สิ้นเสียงชายถือถังน้ำปริศนาที่เขาพึ่งคิดไปว่าเป็นยมทูต ก็มีอีกสองคนมาฉุดกระชากลากถูให้ลุกขึ้นอย่างแรงจนแทบอาเจียนออกมา แถมยังเจ็บตรงท้ายทอยจนต้องนิ่วหน้า พยายามผลักมือที่จับแขนจนแทบหักออกแต่ก็ไม่เป็นผล เมื่อครู่ที่คิดว่าเป็นยมทูตคงจะไม่ใช่แล้ว พยายามเพ่งมองดี ๆ ก็ยังเห็นราง ๆ จนน่าหงุดหงิด ถูกกระชากลากถูอยู่นานก็เหมือนมีเสียงสวรรค์ดังขึ้นช่วยชีวิต
"หงตี๋! แกทำอะไร" เสียงชายสูงอายุดังขึ้นจากด้านหลัง เวินลู่เสียนหันไปมองก็เห็นผู้ชายร่างใหญ่อวบ ๆ ยืนชี้หน้าคนที่ถือถังอยู่พร้อมกับเดินมาทุบหลังจนดังอั่ก เขาสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมแล้วหลี่ตามอง แต่ก็มองไม่ชัด
ชายสูงอายุเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าเวินลู่เสียนแล้วยกมือขึ้น ด้วยความตกใจมือจึงเผลอปัดออกอย่างแรงแล้วรีบถอยหลังทันทีเพราะกลัวว่าจะถูกทำร้าย
นอกจากจะตัวคนเดียวแล้วยังมองไม่เห็นอีก
เขาสับสนว่าตัวเขาอยู่ที่ไหนและนานขนาดไหนแล้ว ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่และที่นี่คือที่ไหน หรือเป็นโลกหลังความตาย แต่ทำไมไม่เหมือนที่เคยอ่านมาเลยสักนิด หรือเขากำลังฝันอยู่ ฝันตั้งแต่ก่อนตกน้ำหรือเปล่า
เขาอาจจะยังไม่ตาย
เพี๊ยะ!
ตบหน้าตัวเองไปทีนึงไม่แรงไม่เบา แต่ก็รู้สึกเจ็บแสบจนหน้าเหยเก การกระทำนั้นอยู่ในสายตาของสามคนที่รังแกเขา พวกมันหัวเราะเสียงดังหาว่าเขาเป็นบ้า สติวิปลาสไปแล้ว
ได้แต่พูดในใจว่า นี่มันคือการทดสอบ
"อาลู่ เจ้าตบหน้าตัวเองทำไมหรือ"
เงยมองหน้าชายสูงอายุอย่างสงสัย แต่ไม่ทันได้ตอบก็ถูกถามขึ้นมาอีกครั้ง
"เห็นสิ่งนี้หรือไม่" ชายสูงอายุยกเศษฟางขึ้นตรงหน้าลู่เสียน
เขาเพ่งมองใกล้ ๆ ก็เห็นเพียงเส้นเล็ก ๆ สีเหลืองอ่อนเท่านั้นเลยได้แต่ส่ายหน้า แต่ก็นึกแปลกใจกับคำพูดโบราณของคนเบื้องหน้ามาก
"คงเพราะผลข้างเคียงที่โดนตีหัว สองสามวันคงจะหาย งั้นสองสามวันนี้ข้าให้เจ้าหยุดพัก ไม่ต้องทำอะไร รักษาให้หายแล้วค่อยมาทำงาน"
เกิดเครื่องหมายคำถามมากมายในหัวแต่ก็ไม่รู้จะถามอะไรออกไป ได้แต่มองหน้าเหมือนคนเหม่อลอยเพียงเท่านั้นหากเขาฝันเดี๋ยวก็คงจะตื่น แต่ตบหน้าตัวเองไปเมื่อกี้ก็เจ็บไม่ใช่น้อย ๆ
"เตี่ย! จะให้มันพักทำไมแค่นี้ก็เป็นภาระของเราแล้ว ไม่รู้จะช่วยเหลือไอ้คนไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างมันทำไม"
ปั่ก
ถังที่ตอนแรกอยู่ในมือเด็กร่างอ้วนบัดนี้ได้กระเด็นมาเข้ากลางอกเขาจนร้องออกมาด้วยความเจ็บ ได้แต่ก่นด่าในใจว่าเด็กนี่มันหัวรุนแรงจังวะ ตายไม่ทันไรก็โดนทำร้ายร่างกายตั้งแต่ต้นแล้วเหรอ
มือเรียวยกขึ้นจับหน้าอกด้วยความจุกและเจ็บจากแรงกระแทก ส่วนเด็กร่างอ้วนนั้นก็ถูกชายสูงอายุทุบเข้ากลางหลังแรงกว่าครั้งแรกเสียอีก
"เตี่ย" เด็กร่างอ้วนมีท่าทางไม่พอใจก่อนจะชี้หน้าด่าเวินลู่เสียน
"ขยะสมควรตาย! ข้าจะตีเจ้าให้หนำใจ"
"หงตี๋!"
สตั้นไปเกือบนาทีเมื่อได้ยินคำที่ถูกพ่นออกมาจากปากของเด็กร่างอ้วน
"หงตี๋… " เขาเอ่ยออกมาเสียงเบาโดยที่ในใจก็ยังไม่ปักใจเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ นี่มันพล็อตเรื่องที่เขาวางไว้แต่ยังไม่ได้เริ่มเขียนนี่ ประโยคนี้คือประโยคที่เขาเขียนไว้คร่าว ๆ ชื่อก็หงตี๋
ตกลงว่านี่มันเรื่องอะไรกันแน่ เขียนนิยายไม่ได้จนสติเลอะเลือนไปแล้วจริง ๆ หรือยังไง
"ขยะอย่างเจ้าอย่ามาเรียกชื่อข้า!"
"หงตี๋! จะหยุดหรือไม่" ชายสูงอายุดุบุตรชายร่างอ้วนของตนเสียงดังจนมีคนงานแถวนั้นมายืนมองดู
"เถ้าแก่หาน" เอ่ยชื่อของคนที่คิดว่าจะชื่อนี้ขึ้นมา ไม่คิดว่าผลตอบรับมาจะทำให้เขาแทบเป็นลมล้มพับลงไปเสียตรงนี้เลย
"ขอโทษเจ้าด้วยอาลู่"
ปากเล็กซีดไร้ชีวิตชีวาอ้าปากพะงาบ ๆ เหมือนจะพูดอะไรสักอย่างก็พูดไม่ออก ดวงตาที่มองไม่ชัดเบิกโพลงขึ้นจนน่าตกใจ นี่เขาเสียสติไปแล้วจนคิดว่าเข้ามาในนิยายเพื่อดำเนินเรื่องเองหรือยังไง
บ้าไปแล้ว!
ขนาดตายแล้วก็ยังตามหลอกหลอนกันไม่หยุด
ตื่นสักทีเถอะ จะไม่แต่งมันต่อแล้วนิยายเรื่องนี้ อาถรรพ์ชัด ๆ
บ่นกับตัวเองในใจแล้วรัวมือฟาดแขนตัวเอง หยิกแขนตัวเองบ้างจนต้องร้องโอดโอยขึ้นมา เสียงหัวเราะจากคนทั่วทุกทิศที่ยืนมุงดูดังขึ้นเพราะคิดว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ที่เถ้าแก่หานเพิ่งช่วยมาเมื่อวันก่อนเสียสติไปแล้ว
"มันเสียสติไปแล้ว เตี่ยเห็นหรือไม่!" หงตี๋ตะโกนข้างหูบิดาตัวเองจนโดนเคาะหน้าผากไปแรง ๆ หนึ่งที
"อาลู่ เจ้าเป็นอะไร" เถ้าแก่หานยื่นมือมาข้างหน้าหมายจะแตะแขนแต่ก็โดนปัดออก ลู่เสียนวิ่งเข้าไปในกระท่อมหญ้าแล้วนั่งตบตีกับตัวเองโดยที่มีเถ้าแก่หานเดินมายืนดูอยู่หน้ากระท่อมอย่างงุนงงและเป็นห่วง
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันครับเนี่ย
ปวดหัวเหลือเกิน บอกให้ตื่นก็ไม่ยอมตื่น ตบแล้วตบอีกก็ยิ่งเจ็บ แขนที่ตอนนี้แดงเป็นรอยฝ่ามือตัวเองไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว บ้าไปแล้ว เขาเนี่ยต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ มันจะเป็นไปได้ยังไง ตบตีกับตัวเองไม่จบไม่สิ้นอยู่นานสองนาน
ถ้าเพราะตกน้ำตายแล้วทะลุมิติมาในโลกนิยายเพื่อจะดำเนินเรื่องเองจริง นี่มันก็โคตรจะอเมซิ่ง แต่ตอนนี้เขาควรตื่น มันจะเป็นไปได้ยังไง ตกลงว่าเขาตายหรือไม่ตาย แล้วเขาอยู่ที่ไหนกันแน่ตอนนี้
นี่มันเรื่องน่าเหลือเชื่อเกินไป
"ลู่เสียน ให้ข้าพาไปหาหมอหรือไม่"
เสียงของเถ้าแก่หานทำให้เขาหลุดออกจากห้วงความคิดแล้วหันไปมอง ใบหน้าขาวเนียนส่ายหน้าให้รัว ๆ แล้วนั่งมองมือตัวเองที่ตอนนี้เห็นเพียงราง ๆ เท่านั้น
"เช่นนั้นก็พักผ่อนเถิด" เถ้าแก่หานพูดทิ้งท้ายไว้แล้วไล่ให้พวกคนที่ยืนดูไปทำงานทำการ
เมื่อคนอื่นไปกันหมดเขาก็กุมขมับตัวเองทันที มันน่าเชื่อได้หรอที่เขาจะทะลุทิติมา เป็นไปได้น้อยมาก ๆ แต่มันก็เป็นไปแล้ว แล้วเขาควรทำยังไงต่อไป
มองก็เห็นไม่ชัด แต่ร่างกายนี้มันแปลกไปนัก ทำไมถึงรู้สึกว่าตัวเองเล็กลง มุมมองมันต่ำลงแปลก ๆ แขนก็เล็กดูผอมแห้งแรงน้อยขาดสารอาหาร หรือว่าร่างนี้ไม่ใช่ร่างของเขา แต่เป็นหนึ่งในตัวละครในนิยาย แต่เมื่อครู่เขาถูกเรียกว่าลู่เสียน หรือว่า… ไม่ถูก ๆ
จะเป็นไปได้ไหมว่าเพราะเขาคิดเนื้อเรื่องที่จะเริ่มเขียนไม่ได้ เลยต้องมาดำเนินเรื่องด้วยตัวเอง นี่อาจจะเป็นมิติหนึ่งที่จิตใต้สำนึกเขาสร้างขึ้นมา จริง ๆ แล้วเขาอาจจะยังไม่ได้ตาย อาจจะนอนอยู่ที่โรงพยาบาล หรืออาจจะตายจริง ๆ แล้วความต้องการสุดท้ายคือเขียนจุดเริ่มต้นนิยายเรื่องนี้และแต่งให้จบ
และคนพวกนั้นเรียกเขาว่าลู่เสียน หรือว่าเขาจะเข้ามาอยู่ในร่างของตัวร้ายเกรดเอที่เขาใช้ชื่อตนเองสร้างตัวละครนี้ขึ้นมากันนะ
อยากเห็นหน้าค่าตาว่าจะเหมือนที่เขาบรรยายไว้ไหม ผิวขาวดุจหิมะ ตากลมโตแต่ดุดันและน่ากลัว ยามเมื่อมองสิ่งที่ไม่ชอบใจ ผมยาวดำเงาวาวตัดกับผิวขาว รูปร่างผอมบางแต่มีกล้ามเนื้อส่วนสูงน้อยกว่าชายชาตรีทั่วไปเพียงนิด หรือว่าร่างนี้อาจเป็นร่างของเขาเอง แต่ก็ไม่น่าใช่ เพราะตัวเล็กเกินไป แต่ถ้าเป็นตัวร้ายจริง ๆ ก็อายุสิบแปด พอ ๆ กับอายุเขา
แต่ตอนนี้รู้สึกเหนื่อยจนอยากหลับไปสักสามสี่วัน สงสัยเพราะทำงานหนัก แต่ปัญหาคือมาอยู่ที่นี่แล้วควรทำยังไงต่อไป จะให้อยู่กับคนที่จ้องจะกลั่นแกล้งกันอยู่ทุกครั้งอย่างนั้นไม่น่าไหว และไม่น่ารอดด้วย
แต่เดี๋ยวนะ ทำไมเขาต้องมาอยู่ในร่างตัวร้ายด้วย ไม่ใช่ว่าต้องวิ่งหนีคมดาบพระเอกจนจบเรื่องเหรอ พอสุดท้ายก็ตายเพราะโดนบั่นคอ แค่คิดก็ไม่อยากดำเนินเรื่องต่อแล้ว
แต่เขาก็สามารถเปลี่ยนได้นี่ ตัวร้ายไม่ใช่ว่าต้องร้ายเสมอไป เขาจะทำให้ตัวร้ายที่เขาอยู่ในร่างนี่เป็นคนดีให้ได้ มาทำตามใจตัวเองกันเถอะ
แล้วมันจะเป็นการดำเนินเรื่องได้ยังไง แต่เอาชีวิตตัวเองให้รอดก็พอ ตีกับตัวเองไม่จบไม่สิ้นสักที
เจ้าก้อนเหมาเหมา
เวลาผ่านไปรวดเร็ว เข้าวันที่สามที่ลู่เสียนได้มาอยู่ที่นี่ ตาที่พร่ามัวเมื่อวันก่อนเห็นได้ชัด แต่ยังมีขัด ๆ มัว ๆ อยู่บ้าง ที่บอกว่าให้นอนพักคือไม่ได้นอนพักเลยสักนิด ถึงเถ้าแก่หานจะบอกว่าให้นอนพักเขาก็เกรงใจอยู่ดี
จนในความเกรงใจก็ยังมีตัวการอย่างหงตี๋ที่ใช้เขงให้ไปทำนู่นทำนี่ ด้วยความที่มองไม่ชัดของก็ทำผิดทำถูก หยิบผิดหยิบถูกบ้าง จนถูกไปหลายเท้าเลยล่ะ อยากเอาคืนก็ยังทำไม่ได้
อยากส่องกระจกแทบตายก็ทำไม่ได้ เพราะไม่มีกระจกสักบาน ดูเงาในถังน้ำก็เห็นเพียงราง ๆ แถมตายังมองเห็นไม่ชัดอีก
คืนแรกกว่าจะนอนหลับได้ ก็เล่นเอาเหงื่อแตก ทั้งร้อนทั้งปวดหลัง ผ้าปูผ้าห่มให้ก็ไม่มี มีแต่หมอนจากฟางที่ใช้รองหัว เสื้อผ้าก็ใส่ตัวเดียวมาสามวันแล้ว ดีนะที่ปกติก็ไม่ค่อยอาบน้ำอยู่แล้ว เห็นสภาพตนเองแล้วก็เวทนาจริง ๆ ซกมกอะไรขนาดนี้
"อาลู่ ตาเจ้าดีขึ้นแล้วหรือยัง" เสียงเถ้าแก่หานดังขึ้นมาก่อนตัวคนจะเดินมาถึง
"ดีขึ้นมากแล้วขอรับ"
เถ้าแก่หานเองก็นึกแปลกใจ สามวันก่อนจะโดนปล้นก็ยังพูดจาแข็งกร้าว มองตนด้วยสายตาแข็ง ๆ แต่ตอนนี้กลับดูอ่อนโยนขึ้นกว่าเก่า แววตาของเด็กผู้นี้เวลามองช่างดูดื้อรั้นแต่ก็เศร้าหมองไร้ชีวิตชีวานัก ตนนั้นก็ใช่ว่าจะโง่งมดูไม่ออกว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ไม่ใช่สามัญชนธรรมดาเป็นแน่ ต้องเป็นลูกคนใหญ่คนโต ดูจากผิวพรรณแล้วคงไม่เคยจับต้องอะไรที่หนักหรือออกแรง แถมแค่มองผ่านก็ยังมองออกว่าไม่ใช่คนทั่วไป เพียงแต่ไม่รู้ว่าใคร
ห้าวันก่อนตนนั้นได้เจอเด็กหนุ่มผู้นี้ที่ตลาดแถวหัวเมือง เห็นถูกตามทำร้ายหรือดักปล้นก็ไม่รู้ได้ เพราะถามแล้วก็ไม่ได้ตอบอะไร ได้แต่ส่งสายตาก้าวร้าวกลับมาให้ เลยพามาอยู่ท้ายเมืองด้วย เพราะเห็นว่าเป็นเด็ก คงไม่มีพิษภัยอะไร
แต่เมื่อวานที่ได้เข้าถนนการค้านั้นก็ได้ยินเรื่องสกุลสูงศักดิ์ถูกกวาดล้างอย่างน่าเวทนาแต่มีข่าวลือว่าบุตรชายของเสนาบดีสกุลนั้นยังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่ไม่รู้ว่าหายไปไหน และวันที่สกุลถูกล่มคือวันเดียวกับที่เจอเด็กตรงหน้า ไม่รู้ว่าตนคิดไปเองหรือไม่ หากใช่อย่างที่คิดแล้วให้อยู่ต่อก็คงจะนำความเดือดร้อนมาให้ แต่จะให้ปล่อยปละละเลยไล่ออกไปก็ทำไม่ได้ อย่างไรก็แค่เด็กหนึ่งคน หากไล่ไปจะไปอยู่ที่ไหน ถึงจะกลัวอยู่บ้างก็ตาม
"ข้าบอกให้อาหมางเอาผ้าห่มกับหมอนมาให้ มันยังไม่เอามาให้หรือ"
"ยังขอรับเถ้าแก่" เวินลู่เสียนมองหน้าเถ้าแก่หานที่ตอนนี้นวดขมับตัวเองอย่างเหนื่อยใจ
"ต้องขอลาเถ้าแก่ พรุ่งนี้ข้าจะขอออกเดินทางไปตามทางของตนเอง ต้องขอบคุณที่ให้ข้าวและที่พักพิงแก่ข้าน้อยผู้นี้ หากมีโอกาสได้เจอกันอีกครั้งจะขอตอบแทนท่าน" เวินลู่เสียนเอ่ยออกมา คิดว่าหากอยู่ที่นี่ต่อ อย่างไรก็คงมีเรื่องให้ต้องไปจากที่นี่อยู่ดี ทั้งทนอยู่กับสามคนนั้นไม่ได้จริง ๆ สามวันมานี้ทรมานร่างกายเหลือเกิน อย่างน้อยออกไปข้างนอกอาจจะได้งานดี ๆ ทำพอจะได้ค่าแรงใช้ซื้อใช้สอยบ้าง
"ถ้าเจ้าต้องการเช่นนั้น หากมีเรื่องทุกข์ร้อนอะไรมาขอความช่วยเหลือข้าได้ทุกเมื่อ"
"รบกวนเถ้าแก่แล้วขอรับ"
ดูเหมือนเถ้าแก่มีคำพูดอยากจะพูดกับเวินลู่เสียน แต่ก็ไม่พูดออกมา
จนเฒ่าแก่หานออกไป เวินลู่เสียนนั่งกินข้าวต้มกับไก่ทอดที่ไปเอามาตั้งแต่เช้าจนหมด แล้วตรงไปยังสวนผลไม้ ซึ่งต้องเอาปุ๋ยใส่ให้เสร็จก่อนตะวันจะตกดิน
หากถามว่าเหนื่อยไหมบอกเลยว่าเหนื่อยมาก แดดก็ร้อน ร่มเงาก็ไม่มีเพราะต้นส้มนั้นสูงสองสามเมตรเพียงเท่านั้น แถมยังโดนแกล้งจากสามคนนั้นอีก แต่วันนี้ก่อนจะไปขอสักทีเถอะ
มือเรียวก้มเทปุ๋ยใส่ถังใบพอดี อีกมือก็จับที่ตักแล้วค่อย ๆ ไล่เทปุ๋ยใส่ เกี่ย ๆ ให้ทั่วแล้วก็มีคนงานอีกคนที่ตามรดน้ำมาเรื่อย ๆ
แล้วลุงแกจะรดอะไรเร็วขนาดนั้น กว่าเขาจะใส่ได้แต่ละต้นคือทำเอาเหนื่อยหอบไปเลย เกิดมาสิบเก้าปีไม่เคยจะทำอะไรแบบนี้ มากสุดก็รดน้ำดอกไม้หน้าบ้านให้แม่
ปั่ก
"โอ๊ย!" มือเรียวยกขึ้นจับหัวทันทีที่ถูกหงตี๋เด็กร่างอ้วนปาก้อนหินใส่ และก็ทำแบบนี้ทุกครั้งที่มาใส่ปุ๋ย ไม่รู้จะทำไปเพื่ออะไร แต่วันนี้ไม่ยอมแน่ ๆ
ทั้งสามคนหัวเราะดังลั่นสวน คนที่ทำงานก็เมินเฉยไม่ช่วยเวินลู่เสียนสักนิด มีเพียงคุณลุงรดน้ำเร็ว ๆ คนนี้ที่เตือนให้ แต่เด็กสามคนนี้ก็ไม่ฟัง
วางที่ตักปุ๋ยแล้วกำปุ๋ยเต็มมือ ปั้นให้เป็นก้อนพร้อมเล็งไปที่ปากหงตี๋ที่หัวเราะร่าอ้าปากจนแมลงบินเข้าไปได้ทั้งรัง ใช้เวลาเล็งไม่นานก้อนปุ๋ยที่มีมูลสัตว์นานาชนิดก็ไปอุดอยู่ที่ปากของหงตี๋เป็นที่เรียบร้อย
เด็กร่างอ้วนเมื่อโดนทำกระทำอย่างน่าอาย แหกปากร้องไห้เสียงดังจนคนที่ทำงานถึงกับชักสีหน้าหงุดหงิด ต่างก็คิดว่าไม่มีวันไหนที่จะไม่ก่อเรื่องให้รำคาญ ไม่ช่วยงานแล้วยังมาป่วนคนอื่น หากไม่ติดว่าทำงานที่นี่ได้เงินดีคงลาออกกันไปหมดแล้ว
"เจ้า! ขยะอย่างเจ้าบังอาจมาทำลูกพี่หงข้า" เด็กหัวเถิก และผอมสูง ยืนอยู่ข้างซ้ายของหงตี๋ ชี้หน้าเวินลู่เสียนแล้วเดินดุ่ม ๆ มาทางนี้อย่างรวดเร็ว เตรียมง้างมือจะตบ แต่เวินลู่เสียนนั้นไวกว่า ยกถังปุ๋ยที่อยู่ใกล้ ๆ คุมหัวแล้วผลักออกไป
"ย๊าาา!" หงตี๋วิ่งมาพร้อมยกข้าจะถีบ เวินลู่เสียนสตั้นอยู่ครู่นึงก่อนจะรีบถอยออกไปข้าง ๆ แล้วขัดขาให้ล้ม หงตี๋ล้มหน้าจูบกับกองปุ๋ยแฉะ ๆ ที่ถูกรดน้ำไป ลุงที่ยืนรดน้ำอยู่ก็เป็นใจทำท่าพลาดฉีดน้ำมาทางร่างอ้วนที่นอนคว่ำหน้าอย่างดูไม่ได้
คนงานหัวเราะเสียงดังอย่างพอใจเมื่อมีคนทำสิ่งที่อยากทำมานานแทนแล้ว แถมตนยังไม่ได้เดือดร้อนอะไรอีก เด็กหนุ่มหน้าขาวคนนี้มาไม่นานก็จัดการไปซะแล้ว อีกเดี๋ยวคงจะโดนไล่ออกไป
"ยงหม่า! ยืนทำซากอะไรอยู่ จัดการมันสิ!" เด็กที่ตัวเล็กกว่าอีกสองคนได้แต่ยืนนิ่ง ตาล่อกแล่กไปมา หนึ่งในนั้นทำท่าจะจัดการเวินลู่เสียน แต่สุดท้ายก็เบะปากร้องไห้ไปหาแม่
เวินลู่เสียนแค่นหัวเราะ พอเอาเข้าจริงก็กระจอกกันทั้งนั้น เก่งแต่รุมจริง ๆ เลยพวกนี้ ถ้าเป็นเวินลู่เสียนคนเก่าคงฟันหลุดเสียโฉมไปแล้ว
"อาหง! เจ้าก่อเรื่องอีกแล้วหรือ" น้ำเสียงแข็งอย่างโมโหดังขึ้นจนหงตี๋ที่นอนจูบปุ๋ยอยู่ต้องรีบลุกขึ้นแล้วงอแงวิ่งไปหาบิดา แต่กลับโดนผลักหัวออก
"ตอนไหนจะเลิกทำตัวเกเรเช่นนี้"
"ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย มันทำพวกข้าก่อน"
เวินลู่เสียนที่ได้ยินถึงกับหน้าเหวอ คิดในใจว่าคุณพี่ตอแหลจังวะครับพูดออกมาได้ยังไงว่า เขาเป็นฝ่ายเริ่มก่อน
"ข้าขออภัยขอรับเถ้าแก่" ชิงตัดหน้าเรียกความดีไปก่อนเลยสิ คนฉลาดเขาก็ทำกันแบบนี้แหละดูไว้นะน้อง
"ช่างเถิด ๆ หงตี๋! ตามข้ามา" เถ้าแก่หานเอ่ยเรียกหงตี๋ให้เดินตามไป แต่ก่อนจะเดินออกไปยังหันมาถลึงตาใส่เวินลู่เสียนที่ยืนอยู่
ยามห้าย หลังจากที่เวินลู่เสียนกินข้าวเสร็จ ก็ตรงไปยังลำธารใกล้ ๆ เพื่ออาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดเพราะพรุ่งนี้จะต้องออกเดินทาง
ใบหน้าขาวเนียนหันซ้ายขวา เมื่อเห็นว่าไม่มีคนเพราะเวลานี้ก็มืดมาก เป็นเวลาที่คนเข้านอนกันไปแล้ว เดินมาบังต้นไม้ใหญ่ก่อนจะถอดผ้าออกจนหมดเหลือแต่กางเกงตัวในสามส่วนสีขาวบางกันฉุกเฉินเผื่อมีคนมา ก้าวขาลงน้ำแค่บริเวณที่น้ำไม่ลึกเรื่องจากว่ายน้ำไม่เป็น หากจมน้ำก็คงไม่มีใครมาเห็นในยามนี้
แล้วคงจะตายเพราะจมน้ำซ้ำอีกรอบ
มือเรียวขาวลูบไร้ไปตามผิวขาวที่กระทบกับแสงจันทร์ เจ้าตัวรู้สึกอิจฉาร่างนี้อยู่ไม่น้อยที่มีผิวพรรณดี แต่ก็ต้องอวยยศให้ตนเองด้วยที่บรรยายตัวร้ายได้ออกมาสง่างามมากจริง ๆ นี่ขนาดตัวร้ายยังขนาดนี้ นึกอยากเห็นตัวเอกจนตื่นเต้นไปหมด แต่ในความตื่นเต้นก็มีความกังวล ลาสบอสก็คือลาสบอส อยู่ที่ใดก็ต้องมีเรื่องให้พระเอกได้อัพเลเวลความน่าเกรงขามขึ้นมาทุกเมื่อ และฝ่ายเจ็บหนักคือตัวร้าย แบบนี้ต้องตีสนิทไว้จะดีกว่า แต่ดูท่าจะเข้าถึงยากเพราะดันให้นิสัยของพระเอกเป็นคนเย็นชาพูดน้อย ไร้ความรู้สึก แต่พอได้ปริปากพูดออกมา ก็ทำให้เจ็บแสบไปถึงก้นบึ้งหัวใจกันเลยที่เดียวเชียวเย็นชากับทุกคนแต่อ่อนโยนแค่กับนางเอก
พระเอกในฝันของใครหลาย ๆ คน แต่ไม่ใช่กับตัวร้าย
ในระหว่างที่จินตนาการไปเรื่อย มือก็ถูไถตามร่างกายให้เกลี้ยงเกลา ในหัวก็นึกถึงการดำเนินเรื่องในวันถัดไปโดยไม่รับรู้ถึงดวงตาสองดวงที่กำลังจ้องมายังตนเองไม่วางตา
สวบสาบ
แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียง ใบหน้าขาวหันมองตามต้นตอเสียงของสิ่งมีชีวิตอีกหนึ่งตัวหรือหนึ่งคน มือเรียวคว้าเอาผ้ามาปิดกายแล้วขึ้นไปบนบก สวมใส่อาภรณ์เก่า ๆ สีเทาที่เถ้าแก่หานได้เอาให้เมื่อวาน หันซ้ายขวาหาก็ไม่เจอจึงรีบก้าวเท้าแต่ก็ต้องหยุดชะงักเพราะเหมือนว่าถูกดึงชายผ้าไว้
เวินลู่เสียนกัดฟันกรอดอย่างเอือมระอา และน้ำในร่างกายที่เริ่มเต็มที่เพราะความตกใจกลัว จะหันกลับไปก็ไม่กล้า จะผีหรือคนก็น่ากลัวไม่แพ้กัน นับหนึ่งถึงสิบอยู่ในใจก็ต้องค่อย ๆ หันหลังกลับไปมองเมื่อรู้สึกถึงแรงกระตุกชายผ้าไม่หยุด แต่ก็ต้องเอะใจเมื่อหันมาแล้วเจอเพียงความว่างเปล่า แต่ในความว่างเปล่านั้นยิ่งน่ากลัว ไม่กล้าแม้แต่จะก้มลงมองว่าสิ่งใดกำลังกระตุกชายผ้าของเขาอยู่
หากก้มลงไปแล้วเจอมือขาวซีดล่ะจะทำยังไง ขนลุกขนชันไปหมดจนแทบฉี่ราด ขาไร้เรี่ยวแรงทันทีอย่างห้ามไม่ได้ คนกลัวผีจนขึ้นสมองแบบเขาแค่ทำใจมาอาบน้ำดึก ๆ คนเดียวก็นั่งทำใจอยู่นานกว่าจะมาอาบได้
ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น กลั้นหายใจแล้วค่อย ๆ ก้มมองสิ่งที่กระตุกชายผ้าอย่างเชื่องช้า แต่พอเห็นตัวที่กระทำก็ต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วตบกระบาลตัวเองไปทีนึงอย่างเหนื่อยใจ ก้มลงอุ้มสุนัขตัวเล็กสีน้ำตาลอ่อนขึ้นมามองเจ้าก้อนสีน้ำตาลก็ครางหงิง ๆ อย่างน่าเอ็นดู
"มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงหื้ม" สำรวจใบหน้าของสุนัขตัวน้อยก็อดนึกถึงเหมาเหมาไม่ได้ หน้าตาคล้ายเหมาเหมาเหมือนตอนเด็กไม่มีผิด
"หรือแกคือเหมาเหมา" โดดน้ำตามลงมาหรือยังไงกัน คิดกับตัวเองก็นึกขำ อยากจะเลี้ยงแต่ลำพังเขาในตอนนี้คงไม่มีปัญญามาเลี้ยงใครได้
วางลงบนพื้นแล้วหันหลังเดินกลับที่พักของตนโดยไม่รู้ว่ามีเจ้าก้อนสีน้ำตาลเดินตามหลังมาเงียบ ๆ
ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงกระท่อม ไม่ทันจะได้ก้าวเข้าไปก็ต้องหยุดชะงัก ไม่รู้ว่าวันนี้ชะงักไปกี่รอบแล้วนะ หันหลังไปมองก็ไม่เห็นอะไร ก้มมองพื้นก็เห็นเจ้าก่อนสีน้ำตาลเงยหน้ามองด้วยหน้าตาบ๊องแบ๊วน่ารักน่าเอ็นดู มีหรือคนแบบเขาจะทำใจทิ้งมันไว้ได้ ดูแล้วคงจะไม่มีเจ้าของล่ะมั้ง จะพยายามเลี้ยงแกก็ได้เจ้าก้อน ก้มลงอุ้มเจ้าตัวก้อนขึ้นมากอดไว้แนบอก
"ให้แกชื่อเหมาเหมาแล้วกัน" พูดไปก็ลูบหัวไป เหมือนมันจะชอบใจอยู่ไม่น้อยถึงขั้นมุดหน้าถูกับอกของเขา
เห็นทีจะมีเพื่อนร่วมทางแล้วหนึ่งตัว
รุ่งเช้าวันที่อากาศไม่ร้อนนัก เวินลู่เสียนได้บอกลาเถ้าแก่หานโดยไม่ลืมที่จะขอบคุณ แถมยังได้เงินมาอีกถึงจะไม่มากแต่ก็พอจะซื้ออะไรกินได้สองสามวัน ทีแรกก็จะไม่รับไว้แต่เถ้าแก่ก็ยังจะให้แล้วบอกว่าเป็นค่าแรงที่ทำงานช่วยเพราะคนอื่นก็ได้ทั้งข้าวสามมื้อและค่าแรงเหมือนกัน เขาเลยเถียงไม่ได้และรับไว้ สัญญาไว้ว่าหากได้เจอกันจะตอบแทนอย่างดีเหมือนที่เคยพูดไว้เมื่อวาน
จะออกมาอยู่แล้วก็โดนพวกเด็กกระโปกมาหาเรื่อง เลยจัดการฟาดไปด้วยฝีปากแล้วเดินอุ้มเจ้าเหมาเหมาออกมาโดยไม่สนใจเสียงด่าทอตามหลัง หวังว่าจะไม่ได้เจอกันอีก
ออกมาก็ไม่ลืมที่จะใส่เสื้อคลุมโดยมีหมวกคลุมหัวเช่นเดิม เดินลัดเลาะผ่านตลาดเล็กก็ไม่ลืมซื้อหมูย่างให้เจ้าเหมาเหมา ดีที่รู้เรื่องราคาของที่นี่เพราะศึกษาเรื่องเงินมาบ้าง ไม่งั้นคงไม่รู้ว่าต้องจ่ายเท่าใด
มือข้างนึงก็ถือห่อหมั่นโถว อีกข้างก็อุ้มเจ้าก้อนน้ำตาลไว้ใต้เสื้อคุม มีเพียงตากลมโตที่มองสอดส่องออกมาอย่างน่ารักน่าเอ็นดูเหมือนไม่เคยได้เห็นผู้คนมากมายขนาดนี้
เดินไปเรื่อย ๆ อย่างไร้จุดหมาย ใช้ความคิดไปพลางลูบหัวเจ้าก้อนน้ำตาลในอก เดินไปเรื่อย ๆ แบบนี้คงไม่มีที่พักแน่ เงินที่มีอยู่ถ้าประหยัดหน่อยก็ได้ได้สี่ถึงห้าวัน จะเช่าห้องในโรงเตี๊ยมอยู่เงินที่มีก็จะลดลงไปอีกจากสี่ห้าวันก็เหลือแค่วันสองวันเท่านั้น
เป็นลู่เสียนนี่มันลันทดจริง ๆ
"เจ้านี่มันกระจอกเสียอีก ฮ่า ๆ เสียให้ข้าทุกรอบ" เสียงดังขึ้นมาจากหน้าโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ ใบหน้าขาวใต้ผ้าคุมหันไปมองตามต้นตอของเสียงก็เห็นพื้นที่ที่มีคนมุงอยู่มากมาย
ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเป็นนิสัยอยู่แล้ว เผื่อมีอะไรน่าสนใจ ขาไวกว่าความคิด ก้าวไปอย่างไม่เร่งรีบนักก็มาหยุดอยู่แถวนอก ด้วยความสูงของร่างนี้แล้วนั้นเป็นปัญหาจึงต้องเบียดเข้าไปเพื่อไปอยู่ข้างหน้า
ภาพตรงหน้าคือบุรุษสองคนที่นั่งกันอยู่คนละฝั่งของโต๊ะที่บนโต๊ะมีหินรูปวงกลมคล้ายกระดุมสีขาวดำปะปนกันอยู่ แต่สีขาวมีเยอะกว่า คนที่เคยเล่นเป็นประจำแบบเขานั้นมองออกได้ง่าย ว่ามันคือหมากล้อม แต่เพราะกลัวว่าจะเสียเวลาเดินเท้าไปในเขตหัวเมืองเลยหันหลังออกมา แต่ก็ต้องหยุดฝีเท้าลงเมื่อได้ยินคำจากปากของชายอวดดีผู้นั้น
"หากมีผู้ใดชนะข้าได้ เงินทั้งหมดนี่ข้ายกให้"
เวินลู่เสียนหูผึ่งจมูกบานทันทีเมื่อได้ยิน แต่ก็ต้องถอนหายใจกับประโยคต่อมา
'แต่ถ้าข้าชนะ เงินทั้งหมดของเจ้าก็ต้องเป็นของข้า'
'ไม่มีใครชนะหมางเหอได้ ตั้งแต่ข้าอยู่มาไม่เคยมีเลยสักคน'
'จริงแท้ ข้าก็เห็นเป็นเช่นนั้น'
ยิ่งได้ยินชาวบ้านพูดแบบนั้นใจก็ห่อเหี่ยวไร้แรงสู้ทันที แต่พอเห็นเงินจำนวนมากมาย พอที่เขาจะสามารถอยู่ได้เป็นอาทิตย์ แถมยังพอที่จะเช่าโรงเตี๊ยมได้ก็รู้สึกฮึกเหิมทันที แต่หากเขาแพ้ ก็จะไม่มีอะไรกินและไม่มีที่อาศัยเหมือนกัน
แต่เขามั่นใจว่าตัวเองเล่นเก่งพอสมควร เพราะตั้งแต่เล่นกับเพื่อนสมัยมัธยมปลายนั้น เล่นแทบทุกวันชนะทุกครั้ง แต่มันก็นานมาแล้ว อีกใจก็บอกว่าเล่นเลย หากเล่นก็จะมีเงินพอใช้ อีกใจก็อย่าเล่นเพราะถ้าเกิดแพ้ขึ้นมาได้กินเพียงอากาศแน่ ๆ เหมือนกับมีคนสองคนตีกันอยู่ในหัว
จะไม่โลภมากแล้วกัน
'หากไม่มี ข้าคงต้องขอตัว'
แต่ปากดันไวกว่าความคิด
"เดี๋ยว" เอามือปิดปากตัวเองแทบไม่ทัน ก็ไม่ทันนั่นแหละ
"ว่าอย่างไร จะแข่งกับข้าหรือ" ชายที่ถูกเรียกว่าหมางเหอหันมาทางเวินลู่เสียน ทำให้เห็นหน้าค่าตาอย่างชัดเจน
"ว่าอย่างไร มันเสียเวลา"
"ข้ามีเงินเท่านี้ จะได้หรือไม่" เวินลู่เสียนวางเจ้าก้อนน้ำตาลลงบนพื้นแล้วควักเอาถุงผ้าเก่า ๆ ออกมาเทลงบนโต๊ะ
"ข้าจะไม่เสียเปรียบไปหน่อยหรือ เงินที่เจ้ามีข้าซื้อเป็ดย่างยังไม่พอกระมัง" หมางเหอพูดจาเสียดสีเหยียดเวินลู่เสียนจนต้องกลอกตาไปมาใต้ผ้าคลุม โดยไม่มีใครทันสังเกตเห็น
หลังจากที่หมางเหอพูดจบคนที่ยืนดูก็พากันเราะเสียงดังอย่างเวทนา ดูจะชอบใจนักที่มีคนพูดจาดูถูกคนอื่นให้ฟังเช่นนี้ ต้องเป็นคนแบบไหนกันแน่
"ข้าได้ยินมาว่าท่านนั้นช่างเก่งกาจเรื่องหมากล้อมยิ่งนัก ผู้ใดท้าแข่งก็มีแต่พ่ายแพ้กลับไปใช่หรือไม่" เวินลู่เสียนถามออกไป คนถูกถามพยักหน้าแต่ก็ยังยิ้มขำไม่หยุด
"แล้วทำไมท่านถึงกลัวแพ้ข้าเล่า" พอเวินลู่เสียนพูดประโยคสุดท้ายจบ หมางเหอผู้อวดดีก็หน้าเสียทันที จากที่ยิ้มอย่างผู้ชนะอยู่ในตอนแรกกลับทำหน้าไม่พอใจที่โดนดูถูก
"ข้าพูดแล้วหรือว่ากลัว"
"ท่านกำลังกลัว กลัวว่าจะแพ้ให้เด็กอย่างข้า" ในเมื่อใช้ไม้อ่อนไม่ได้ก็ต้องใช้ไม้แข็ง ดูจากท่าทางแล้วเป็นคนถือตน คงต้องพูดให้อีกฝ่ายนั้นกดดัน
"ข้าไม่ได้กลัวเจ้าแม้แต่น้อย อย่างไรเจ้าก็เอาชนะข้าไม่ได้"
"หากท่านไม่กลัว จะคิดมากเรื่องเงินไปทำไม ถึงอย่างไรท่านก็ชนะข้า และข้าก็ต้องเสียเงินให้ท่านอยู่ดี หรือเพราะท่านผู้เก่งกาจผู้นี้กลัวจะแพ้ข้าที่เป็นเด็กจริง ๆ"
สิ้นประโยคของเวินลู่เสียน เสียงรอบข้างก็ดังฮือฮาขึ้นมาทันที บ้างก็บอกว่าอวดดี บ้างก็บอกว่าหมางเหอจะกลัวเด็กขึ้นมาจริง ๆ เลยไม่กล้าแข่ง เจ้าตัวดูกดดันจึงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกกลัว ดูจะมั่นใจมากเสียด้วย
"ได้ แล้วเจ้าอย่าว่าข้ารังแกเด็กก็แล้วกัน"
"ได้"
"ข้าให้เจ้าเริ่มก่อน" หมางเหอที่นั่งลงบนเก้าอี้บอกกับเวินลู่เสียน แล้วพยักพยิดหน้าไปบนโต๊ะ หมากล้อมถูกกวาดออกแบ่งเป็นสีดำกับขาว โดยที่เวินลู่เสียนได้สีดำ เพราะอีกฝ่ายให้เริ่มก่อนโดยที่หมางเหอได้สีขาว
เมื่อได้ยินอีกฝ่ายให้เริ่มก่อนเวินลู่เสียนก็รู้สึกตื้นตันใจขึ้นมา เพราะเวลาที่เล่นกับเพื่อนเพื่อนจะเป็นคนบอกให้เขาเริ่มก่อน เพราะคิดว่าเล่นทีหลังจะรู้ทันเขา แต่ทุกคนที่เล่นกับเขานั้นต้องคิดใหม่ทันที
มือเรียวเลื่อนหมากสีดำของตัวเองไปบนกระดานไม้ที่เป็นตาราง หมางเหอเห็นอย่างนั้นก็เลื่อนหมากล้อมสีขาวของตนมาวางเช่นกันแบบไม่ใส่ใจนัก เหมือนเล่น ๆ ไปก็สามารถชนะได้
เวลาผ่านไปไม่นานหมากล้อมก็แทบจะเต็มกระดาน โดยที่ห้าแถวกลางนั้นเป็นสีขาวหมดและแถวนอกแถวเดียวที่เป็นสีดำ เฟิ่งเหอดูพออกพอใจมากเพราะคงคิดว่าหากตนวางอีกหนึ่งอันลงบนแถวนอกคงจะชนะ
เวินลู่เสียนยกยิ้มมุมปากแล้วมองใบหน้าหมางเหอที่กำลังล้นความสุข เล่นหมากล้อมนั้นไม่ควรคิดที่จะชนะอย่างเดียว คิดว่าเล่นไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องชนะไม่ต้องแพ้ หากแรก ๆ มัวแต่หลงระเริงกับความสำเร็จจนไม่มีสมาธิอ่านเกม ทำให้อีกฝ่ายนั้นได้เปรียบขึ้นมาจนช่วงหลัง ๆ ถึงกับต้องเดินสะเปะสะปะเลยทีเดียว และตอนนี้หมางเหอกำลังจะเป็น สีหน้าบ่งบอกว่ากำลังเครียดอย่างมากจนมองเห็นได้ชัด เมื่อเห็นว่าหมางเหอนั้นเสียสมาธิไปแล้ว เวินลู่เสียนก็จัดการกินหมากสีขาวกลุ่มใหญ่ของหมางเหอทันที
จนตอนนี้กลายเป็นหมากสีดำที่เต็มกระดานแทนสีขาวในตอนแรก ไม่ว่าหมางเหอจะลงหมากช่องไหน สุดท้ายเวินลู่เสียนก็เป็นฝ่ายชนะ
หลังจากที่ชนะหมากล้อมหมางเหอผู้อวดดีคนนั้น และได้เงินจำนวนมาก พอที่จะใช้ไปหลายวัน เสียงท้องร้องดังขึ้นโดยไม่ต้องมองหาว่าเป็นใคร เดินหาโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ ที่ดูราคาน่าจะเบาสุดเพื่อกินมื้อกลางวัน เพราะตอนนี้รู้สึกหิวจนแสบท้องไปหมด ต่างจากเจ้าก้อนที่เอาแต่กินตลอดทาง
เมื่อเจอโรงเตี๊ยมที่ต้องการก็หยุดฝีเท้าลง เดินเข้าไปพลางสำรวจภายในไปด้วย รู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยเพราะเคยเห็นแต่ในซีรี่ย์แล้วมาจินตนาการเอาเวลาเขียนนิยาย แต่ตอนนี้ได้มาเห็นของจริงก็ทำเอาใจเต้นไม่เป็นส่ำ มันดูเกินจริงไปหมดตั้งแต่ตายแล้วทะลุเข้ามาในนิยายของตนเอง จนตอนนี้เขายังไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามันคือเรื่องจริงที่ไม่ได้ฝันไป แต่คงจะดีกว่านี้ถ้าได้มาเป็นแค่ตัวประกอบธรรมดา ๆ ใช้ชีวิตแบบไม่ต้องสนใครหน้าไหน หรือเป็นคหบดีผู้ร่ำรวยใช้ชีวิตสันโดษ
"อาจิ้มลิ้ม มายืนทำอะไรตรงนี้ ไปหาที่นั่งสิ เสี่ยวเออร์พาลูกค้าไปหาโต๊ะนั่ง" ยืนสำรวจอยู่นานจนมีชายวัยกลางคนที่น่าจะเป็นเถ้าแก่เดินมาหา
เถ้าแก่ที่เดินออกมาจากครัวเห็นว่าเด็กหนุ่มยืนอุ้มลูกสุนัขอยู่หน้าโรงเตี๊ยมอยู่นานก็เลยเดินเข้าไปหา เห็นหน้าเพียงครึ่งหน้าก็อดหยอกเย้าอย่างเอ็นดูไม่ได้
หลังจากที่มานั่งรอของกินอยู่โต๊ะมุมอับคนด้านในสุดตามที่บอกกับเสี่ยวเอ้อ คนในโรงเตี๊ยมนั้นมีแต่สามัญชนธรรมดาทั่วไป ไม่มีคนใหญ่คนโตหรือบัณฑิต คงเป็นเพราะที่นี่เป็นท้ายเมืองเลยห่างไกลความศรีวิไล เน้นปลูกพวกผักผลไม้เสียมากกว่า พอถึงฤดูการเก็บเกี่ยวก็จะนำไปขายตามตลาด หรือนำไปขายในเมืองหลวงเพราะได้ราคาที่ดีกว่า
รอไม่นานเนื้อตุ๋นและของหวานที่สั่งก็ถูกยกมาตั้งบนโต๊ะ จะสั่งอะไรเยอะไม่ได้เพราะไม่รู้ว่าความจริงแล้วมันราคาเท่าใดกันแน่ แถมยังต้องเช่าโรงเตี๊ยมอยู่อีก จะใช้ฟุ่มเฟือยไม่ได้เด็ดขาด
ใช้เวลาไม่นานก็จัดการกับมื้อกลางวันเสร็จ เตรียมออกเดินทางต่อโดยไม่ต้องมัวรีรอให้เสียเวลา กินอิ่มแล้วมาเดินก็จุกอยู่ไม่ใช่น้อย ระหว่างทางก็เจอลุงใจดีกับรถม้าเก่า ๆ ของแกที่ขนสำภาระไม่มากนัก พอถามก็บอกว่าจะเดินทางไปหัวเมือง หรือเมืองหลวงนั่นเอง จึงขอติดไปด้วย เพราะคิดว่าที่นั่นน่าจะมีงานให้ทำมากกว่าแถวชนบทแบบนี้ โดยให้เงินเป็นค่าตอบแทน ตอนแรกลุงแกก็จะไม่เอาหรอก แต่เขาบอกว่าเกรงใจและอธิบายไปต่าง ๆ นานา เลยได้จ่ายแค่ค่าอาหารมื้อกลางวันให้จนกว่าจะแยกกัน แผนที่วางไว้ว่าจะแวะพักโรงเตี๊ยมต้องตัดทิ้งเพราะลุงใจดีบอกว่านอนบนรถม้าจะดีกว่าประหยัดเบี้ยไปอีก
คนดีผีคุ้ม แล้วคนชั่วอย่างข้าเล่า
ท้องฟ้ามืดครึ้ม หากเป็นปกติคงมองไม่เห็นอะไร แต่เวลานี้มีแสงไฟที่สองสว่างจากถนนการค้าเล็ก ๆ ตอนกลางคืนทำให้ทั่วทุกทิศสว่างไสว ล้อรถม้าหยุดตัวลง ร่างขาวซีดภายใต้ผ้าคุมที่หลับไหลอยู่บนรถม้าลืมตาขึ้นเมื่อรู้สึกถึงการหยุดเคลื่อนที่ของรถม้า
"ข้าจะแวะซื้อของเสียหน่อย เจ้าจะไปเดินเล่นแถวนี้รอ หรือจะรออยู่ที่รถม้าก็ได้" ลุงใจดีที่ยังไม่ได้บอกชื่อเดินมาเปิดประตูรถม้าแล้วบอกกับเวินลู่เสียนก่อนจะเดินหายเข้าไปในถนนการค้า
เวินลู่เสียนยิ้มกริ่ม มีหรือที่ลู่เสียนคนนี้จะรออยู่เฉย ๆ ได้มาเห็นเรื่องมหัศจรรย์แต่ละอย่างแล้วก็ต้องเก็บเกี่ยวให้คุ้มเสียหน่อย หรือจะเรียกว่าเก็บเกี่ยวประสบการณ์ก็ได้
ขาเรียวก้าวลงจากรถม้า ไม่ลืมหยิบถุงเงินของตัวเองมาด้วย เจ้าก้อนน้ำตาลที่เห็นว่าคนให้ข้าวกินอิ่มทุกมื้อเดินไปโดยลืมตนจึงย่องตามไปด้วย หากเวินลู่เสียนรู้ว่าตัวเองเป็นได้แค่คนให้ข้าวคงจะน้ำตาไหลอยู่ไม่น้อย
น้ำตาแทบจะไหลกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า บรรยากาศดีเกินกว่าจะบรรยายเป็นคำพูดได้ ถ้าเป็นปกติก่อนที่จะตายคงไม่มีเวลามาเดินตลาดตอนกลางคืนอย่างนี้ ตอนกลางคืนก็ต้องปั่นงาน กว่าจะเรียนจบมัธยมปลายไม่มีเงินมาเดินเที่ยวเล่นแบบนี้ เรียนจบมาก็มานั่งปั่นนิยายต่อจนตีสองตีสาม ได้กินแค่ข้าวกล่องเซเว่นกับข้าวแกง ดูเหมือนมีเวลาว่างแต่เอาเข้าจริงแทบไม่มีเวลาบวกกับขี้เกียจด้วย คิดเอาว่าอาบน้ำทุกสองหรือสามวัน
มัวแต่อยู่ในภวังค์ของตัวเองจนลืมดูทาง ไหล่บางชนเข้ากับไหล่ของคู่กรณีเต็มแรง แต่ดันเป็นเวินลู่เสียนที่เซแถมยังเจ็บอยู่คนเดียว
ไม่รู้ว่านั่นไหล่คนหรือว่าแท่งเหล็กยักษ์กันแน่ เวินลู่เสียนเงยหน้ามองคนที่สูงกว่า คิดในใจว่า สูงมากจริง ๆ เขาสูงเพียงไหล่ของอีกฝ่ายเท่านั้น เงยหน้ามองก็เห็นแค่ดวงตาคมกริบเพราะอีกฝ่ายปิดหน้าปิดตาใส่ชุดดำทั้งตัวอย่างกับนินจาหรือมือสังหาร
"ขออภัย ข้าไม่ทันดูทาง" เอ่ยขอโทษคู่กรณีที่ไม่เพียงจะไม่ขอโทษกลับ หนำซ้ำยังมองเหมือนว่ารู้จักเขา เหมือนรำคาญแล้วเดินหนีไปอีก ไม่ติดว่ากลัวตายหรือกลัวอีกฝ่ายจะแทงไส้ทะลุนะพี่ด่าไปแล้ว ไม่มีมารยาทจริง ๆ เลย
แต่ทำไมถึงรู้สึกเหมือนว่าอีกฝ่ายรู้จักเขาจริง ๆ
คิดได้อย่างนั้นก็จับหมวกที่คลุมใบหน้าให้ลงมาปิดมากกว่าเดิม พลันสายตาก็หันไปเห็นถังหูลู่เรียงรายกันเต็มโต๊ะ ขาเรียวก้าวฉับ ๆ อย่างไวไม่มัวรีรออะไร
หยิบมาสองไม้โดยไม่ลืมจ่ายเงิน ก้มมองที่พื้นก็เห็นเจ้าก้อนกำลังกัดชายผ้าเขาอยู่ ลืมไปเลยว่ามีเจ้าก้อนตามติดมาด้วย ใช้มืออีกข้างอุ้มขึ้นมาไว้แนบอกพลันสายตาก็มองหาร้านขายของกินเบา ๆ ที่เหมาะกับเจ้าก้อน หากกินสุ่มสี่สุ่มห้าไปเกิดท้องเสียหรือท้องอืดคงแย่แน่
เมื่อเจอร้านหมูย่างก็ตรงเข้าไปจัดการซื้อทันที เจ้าก้อนคงจะเบื่ออยู่บ้างที่ได้กินแต่หมูย่างเสียบไม้ ก็เขานึกอะไรไม่ออก แถมแถวนี้ก็มีแต่อาหารไม่คุ้นหน้าคุ้นตาเลยไม่กล้าซื้อ กลัวว่าซื้อมาแล้วรสชาติไม่ได้เรื่องแล้วจะเสียดายทีหลัง เดินมาเรื่อย ๆ ก็เจอกับขอนไม้ขนาดใหญ่ใต้ต้นไม้ถัดออกมาจากถนนการค้าเพียงนิด นั่งลงตรงนั้นแล้วฉีกเนื้อหมูป้อนเจ้าก้อน
โฮ่ง
เสียงร้องของสุนัขตัวที่สองที่ไม่ใช่เจ้าก้อนน้ำตาลตรงหน้าดังขึ้น ทำเอาทั้งสองชีวิตสะดุ้งโหยง เลื่อนสายตาจากหมูย่างในมือไปมองต้นตอของเสียงก็ถึงกับเผลอยกขาขึ้นบนขอนไม้ เกือบร้องหาพระเจ้าเลยทีเดียว หน้าดุไม่พอตัวยังเกือบเท่าเขาอีก จะโดนสวบหัวทั้งเจ้าก้อนทั้งเขาหรือเปล่าเนี่ย
โฮ่ง! โฮ่ง
ยัง ยังเห่าได้อีก เจ้าของเอ็งอยู่ไหนวะไอ้หมียักษ์ หันซ้ายขวาก็ไม่เจอใครสักคนนอกจากคนที่เดินออกมาจากถนนการค้า ยิ่งเหมาเหมาร้องหงิง ๆ ไอ้หมียักษ์ก็ยิ่งเห่าเสียงดัง ยังทำท่าจะกระโจนเข้ามาอีก
ฉี่จะราดแล้ว
หยิบหมูย่างที่เหลือขึ้นมาแล้วโยนออกไปไกล ๆ สุนัขหมียักษ์เห็นว่าเป็นของกินก็หันหลังวิ่งไปจัดการชิ้นเนื้อนั่นทันที เห็นอย่างนั้นก็รีบอุ้มเจ้าก้อนน้ำตาลขึ้นแล้ววิ่งออกมาจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว
โฮ่ง
อ้าว นี่ยังตามมาอีกหรือ เวรกรรมอะไรของเขาเนี่ย หันไปมองก็เห็นมันวิ่งตามมาอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่เกิดรู้สึกว่าวันนี้เขาสามารถไปวิ่งแข่งมาราธอนได้เลย ในขณะที่วิ่งหมวกของผ้าคลุมที่คลุมหัวอยู่ก็หลุดตามแรงลม แต่ใครมันจะไปสนล่ะ ตอนนี้เอาชีวิตรอดจากเจ้าหมียักษ์นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุด เหมาเหมาเอ็งนี่ก็ร้องไม่หยุดสักทีนะ รู้ไหมว่าเสียงร้องมันเรียกสุนัขนั่นตามมา
วิ่งออกมาได้ไกลจนเจ้าหมียักษ์นั่นน่าจะตามไม่ทันก็หันกลับไปมอง เมื่อไม่เห็นตัวการแล้ว มือข้างนึงเท้าวางกับหัวเข่าหอบหายใจถี่เอาลมเข้าปอดเสียยกใหญ่ กระชับอ้อมแขนที่อุ้มเจ้าก้อนให้ดีแล้วยกมือขึ้นปาดเม็ดเหงื่อที่ไหลซึมมาตามใบหน้าอย่างลวก ๆ
รู้สึกตั้งแต่มาที่นี่วันธรรมดาของเขาก็ไม่ธรรมดาอีกต่อไป
"อ้าวไอ้หนุ่ม มาซื้อของกินรึ" ลุงใจดีที่ติดตามมาด้วยร้องทักขึ้น ไม่รู้ว่ามาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อใด
เวินลู่เสียนพยักหน้าขึ้นลงอย่างเหนื่อยล้า ลุงใจดีเห็นแบบนั้นก็พยักหน้าแล้วเดินนำกลับไปที่รถม้า
"ยามนี้ยามใดแล้วหรือท่านลุง"
"ยามซวี เดี๋ยวข้างหน้ามีอารามร้าง ข้าจะจอดพักที่นั่น"
ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงอารามร้างที่ว่า บรรยากาศหนาวเย็นยะเยือกที่ต่างจากตอนกลางวันโดยสิ้นเชิง ลู่เสียนก้าวลงจากรถม้าแต่ยังคงยืนแน่นิ่งไม่ก้าวตามลุงใจดีผู้นั้นเข้าไปในอาราม แค่เพียงมองผิวเผินก็รู้สึกขนลุกขนชันนอกจากจะห่างไกลบ้านเรือนทั้งยังอยู่ข้างป่าที่เป็นสุสานอีก คนกลัวผีจนหัวหดแบบเขามีหรือจะกล้าเข้าไป
คนมีอายุมากกว่าเมื่อเห็นว่าเด็กที่ตามมากับตนนั้นไม่เดินตามเข้ามาสักทีก็ยิ้มมุมปากอย่างนึกเอ็นดู ดูท่าทางก็รู้ว่าคงเป็นพวกขี้ขลาดตาขาวกลัวผีจนขึ้นสมอง จึงเดินกลับไปเพื่อเรียกให้ตามมา ไม่เช่นนั้นคงไม่มีที่นอน หากจะนอนในรถม้าคงไม่สะดวก หากจะนอนถึงสองคน หลังขดหลังแข็งมาหลายวันก็ขอเอนกายนอนตรง ๆ หน่อยคงจะดี
ตากลมโตมองสำรวจรอบ ๆ อารามเก่าก็รู้สึกเหมือนถูกผีหลอกทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้โดนหลอกด้วยซ้ำ ก้อนเหนียวหนืดไหลลงคออย่างยากลำบาก ไม่เว้นแม้แต่กระทั่งเจ้าก้อนที่มุดอยู่ใต้อาภรณ์สีเทาตัวเก่าของเขา ตัวมันสั่นเล็กน้อย
"เจ้านอนตรงนี้แล้วกัน ข้าจะนอนที่มุมนู้น" ลุงใจดีที่นำผ้าผืนหนาซึ่งเอาลงมาจากรถม้ามาปูให้แล้วชี้บอก เวินลู่เสียนก้มคำนับผู้อาวุโสกว่าตามความเหมาะสมแล้วนั่งลงบนผ้าที่กลายเป็นเสื่อไปโดยปริยาย
ตกกลางคืนแล้ว ตัวเขาก็ยังคงนอนไม่หลับ หันไปมองลุงใจดีก็คาดว่าน่าจะหลับไปแล้ว แสงไฟที่ทำให้สว่างพอมองเห็นได้ มีเพียงเทียนเล่มใหญ่เล่มเดียวตั้งอยู่ตรงกลางห้องโถงใหญ่ แต่ก็พอเห็นได้สลัว ๆ เท่านั้น จะดูเวลาก็ดูไม่ได้ว่าตอนนี้เป็นยามใดแล้ว เพราะมีเพียงความมืดเป็นสิ่งที่บอกว่ายามนี้คงดึกมากแล้ว
แคว่ก! เอี๊ยด
ใบหน้าขาวซีดที่ตอนนี้เริ่มซีดกว่าเดิมหันขวับอย่างไวจนคอเเทบเค็ด ตาจดจ้องมองดูบานประตูไม้เก่า ๆ ที่ตอนนี้มันเปิดออกเพียงนิดต่างจากตอนแรกที่ปิดอยู่
"อย่าสนใจไป เงียบไว้" น้ำเสียงแผ่วเบาดังขึ้น เวินลู่เสียนไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เอนตัวนอนลงกับเสื่อแล้วดึงเจ้าก้อนที่นอนมองตาแป๋วเข้ามากอด นึกแปลกนักที่สุนัขที่นี่ต่างจากที่เคยเห็น หากเป็นยามปกติแล้วย่อมต้องเห่าเสียงดังเมื่อรับรู้ถึงสิ่งมีชีวิตอย่างอื่น
แต่ไม่เห่าก็ดีแล้ว…
โฮ่ง! โฮ่งโฮ่ง
ไม่น่าคิดเลย ชมได้นิดเดียวก็กระโดดขึ้นมาเห่าเสียงดัง เขารีบอุ้มมาวางไว้บนตักเพื่อจะปลอบ แต่ก็ไม่ทันเพราะมันได้วิ่งออกไปนอกประตูที่เปิดออกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เขาหันไปมองลุงใจดีที่ลุกขึ้นหยิบกริชออกมาเล่มนึงในอกเสื้อ
ลุงใจดีบอกให้เขาตามหลังไว้พร้อมกับดับเทียนเล่มนั้นจนทุกอย่างมืดสนิท สิ่งรอบข้างก็เงียบสงบมีเพียงเสียงของเจ้าเหมาเหมาที่ยังคงเห่าไม่หยุด
เสียงเหมือนคนต่อสู้กันอยู่ด้านนอกด้วยของมีคม ตากลมโตที่ตอนนี้สั่นระริกอย่างหวาดกลัวว่าเจ้าก้อนของเขานั้นจะเป็นอะไรหรือไม่ เพราะเสียงเงียบไป เดินตามลุงใจดีที่ค่อย ๆ พาเขาย่องออกไป มือหยาบกร้านปกติของคนมีอายุค่อย ๆ จับบานประตูไม้ออก
ฉึก
ของมีคมเล่มเล็กลอยมาปักที่บานประตูที่พึ่งถูกเปิดออก ร่างทั้งสองสะดุ้งโหยงอย่างตกใจ แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ลุงใจดีที่ตอนนี้ไม่ใจดีแล้ว เพียงพริบตาเดียวก็หายไปจากระยะสายตาเสียแล้ว
"คนดีผีคุ้มนะไอ้หนู"
จะวิ่งหนีตามก็ไม่ได้ หันไปหาเจ้าก้อนก็ไม่รู้วิ่งหนีหายไปไหน จะทิ้งหมาไว้ก็ใจเจ็บเหลือเกิน แต่ชีวิตเขาก็ดันมีค่าอยู่เหมือนกัน ถึงจะเป็นตัวร้ายก็ตาม อุตส่าห์ได้เข้ามาดำเนินเรื่องจะมาตายตั้งแต่ตนได้อย่างไร จะเรียกลุงใจร้ายไว้ก็ไม่ทันเพราะรถม้าที่จอดอยู่ก็พลันหายลับไปกับตา
เสียงฝีเท้าหลายคู่เดินมาทางนี้ทำเอาตัวสั่นขวัญผวาขาแทบก้าวไม่ออก หันไปเจอกริชที่ตกอยู่ก็รีบก้มหยิบขึ้นมา อย่างน้อยก็ทิ้งของป้องกันตัวไว้ให้อยู่
สักวันจะเอาไปคืนแน่!
หันซ้ายขวาก่อนจะเห็นบันไดไม้เก่า ๆ ข้างกำแพงเลยจัดการปีนขึ้นไปนั่งยอง ๆ อยู่บนขื่ออย่างรวดเร็ว ล่าสุดสวมบทบาทเป็นผีบนขื่อเสียแล้ว
อย่างน้อยเขาก็เคยปีนต้นมะม่วงอยู่บ้าง แต่ไม้นี่ช่างอ่อนแอเสียจริงดีที่ความมืดเข้าช่วยทำให้ข้างบนนั้นมองไม่เห็น ไม่กล้าแม้แต่จะลืมตาเต็มตากลัวว่าแสงจันทร์จะส่องมากระทบทำให้ถูกจับได้
หรี่ตามองชายฉกรรจ์เบื้องล่างที่เดินวนเวียนสำรวจทุกมุม ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่คนหนึ่งที่อุ้มเจ้าเหมาเหมาอยู่ก้มลงหยิบผ้าคุมของเขาขึ้นมา พอก้มลงมองตัวเองก็เพิ่งจะรู้ตัวว่าลืมหยิบผ้าคุมมาด้วย ชายฉกรรจ์ก้มลงสูดดมผ้าคุมของเขาท่าทางเหมือนเวลาสุนัขดมกลิ่นไม่มีผิด
"เพิ่งหนีไป"
แค่ดมกลิ่นก็รู้ได้เลยหรือ คนสมัยนี้นี่มันจะเก่งเกินไปแล้ว สูดดมเสื้อผ้าก็รู้ว่าหนีไปตอนไหน
"สตรีงั้นหรือ"เสียงเย็นยะเยือกดังขึ้นจากคนที่น่าจะเป็นหัวหน้า เมื่อสังเกตดูดี ๆ ก็เหมือนกับพวกโจรทั่วไปแต่การแต่งตัวก็ดูไม่ใช่โจรนักเพราะจากเครื่องผ้าอาภรณ์ที่ใส่แล้วนั้นย่อมดูมีราคาเพียงแค่ใช้ผ้าปกปิดใบหน้าไว้ครึ่งนึงเท่านั้น
ใช้ความคิดอยู่ได้ไม่นานตากลมโตก็เบิกขึ้นเอามือปิดปากตัวเองแทบไม่ทันกับภาพที่เห็นตรงหน้า เผลอก้าวถอยหลังอย่างลืมตัวจนเกิดเสียงดัง
แกร่ก
"ใคร!"
ยกมือขึ้นรีบปิดหน้าตนเองทันทีด้วยความตกใจ เสียงฝีเท้าก้าวเดินมาหยุดอยู่ตรงกับจุดที่เวินลู่เสียนอยู่ ชายฉกรรจ์ค่อย ๆ แหงนหน้าขึ้นแล้วยกตะเกียงไฟส่องขึ้นมาอย่างเชื่องช้า คนนั่งบนขื่อร่างสั่นเทาแต่ยังคงกลั้นเสียงเอาไว้ แต่ใบหน้านั้นทรมานยิ่งนัก
เขาดันมาปวดฉี่อะไรตอนนี้!
"อาหย่ง! คนของเราบอกว่ามีคนเจอเวินลู่เสียนที่สวนเถ้าแก่หานท้ายเมือง" สิ้นคำพูดของผู้มาใหม่ ตะเกียงไฟก็ถูกหันกลับไปพร้อมเจ้าก้อนที่ถูกอุ้มออกไปด้วย เสียงฝีเท้าที่วิ่งกันออกไปเหลือเพียงความเงียบ ทุกสิ่งรอบข้างเหลือเพียงเสียงหายใจแรงของคนบนขื่อ
แต่เดี๋ยว… เอาเหมาเหมากลับมาคืนเขาก่อน หนีไปแล้วยังอุ้มสุนัขเขาไปด้วย ดูรักสัตว์ไม่เข้ากับหน้าเสียเหลือเกิน หวังว่าจะดูแลมันอย่างดีแล้วไม่ทำร้ายมันนะ
แต่เมื่อครู่คนพวกนั้นพูดว่า เวินลู่เสียน? คนพวกนั้นพูดชื่อเวินลู่เสียนอย่างนั้นหรือ ไม่ใช่ว่าเป็นตัวร้ายเกรดเอที่เข้ามาอยู่ในร่างนี้หรือ โอเอ็มจีมาก
งั้นเป้าหมายของพวกมันคือเขาสินะ คนพวกนั้นคงจะเป็นคนของฝั่งสกุลถังผู้นำตัวร้าย
เมื่อแน่ใจว่าคนกลุ่มนั้นได้ออกไปไกลแล้วก็ค่อย ๆ หย่อนกายลง ไม่คิดเลยว่าจะถูกพรากจากเจ้าก้อน หรือคนพวกนั้นอาจจะเอามันไปปลอยแถว ๆ นี้
ก้มลงจะหยิบเอาเสื้อคลุมก็ต้องวางลง หากใส่ตัวนี้ไปต้องถูกจับได้แน่ ใช้ผ้าพันรอบหัวก็คงพอ แต่ออกเดินทางคนเดียว รู้สึกหดหู่ใจอยู่ไม่น้อย เดินทางมาด้วยกันถึงจะใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็สร้างความผูกพันให้เขาขนาดนี้
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วก็รุ่งสาง ดวงอาทิตย์ลอยขึ้นสู่ผืนฟ้า ความเงียบแปรเปลี่ยนเป็นครึกครื้นยามที่เดินผ่านหมู่บ้าน
ไม่รู้ว่าตอนนี้เขามาถูกทางหรือเปล่า หยิบถุงเงินขึ้นมาดูก็ต้องถอนหายใจออกมา นอกจากจะเสียเจ้าก่อนก็ยังเสียเงินไปอีก ไม่รู้ถุงผ้านี้ขาดไปตั้งแต่ตอนไหน แต่ยังดีที่แบ่งไว้สองถุง
นี่ชีวิตตัวร้ายเกรดเอจริง ๆ นะหรือ
เดินไปได้ไม่นานก็มีเสียงโหวกเหวกโวยวายมาจากบ้านหลังหนึ่ง มีผู้คนไม่น้อยยืนมุงอยู่มากแต่กลับไม่มีใครเข้าไปใกล้ ออกจะยืนห่างเสียด้วยซ้ำ กระชับผ้าปิดหน้าให้ดีแล้วตรงเข้าไปดู ก็เห็นว่ามีคนสามคนยืนถกเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตายแบบไม่มีใครยอมใคร โดยข้างหลังมีศพที่เพิ่งจะตายไปได้ไม่นาน คนที่ไม่เคยพบเจอศพเเบบเขาถึงกับแทบไม่อยากมอง แต่ก็ต้องมอง
มองสำรวจร่างไร้วิญญาณก็พอจะรู้ได้ว่าผูกคอตายเพราะมีรอยแดงรอบคอเป็นรอยเชือก คนที่ยืนเถียงกันทั้งสามคนก็ยังคงไม่มีใครยอมใคร หนึ่งคนเป็นผู้ชายร่างใหญ่วัยกลางคน กับสตรีสองคน คนหนึ่งเป็นหญิงที่น่าจะอายุมากกว่าชายร่างใหญ่อยู่ไม่มากกับเด็กผู้หญิง อายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับศพที่นอนอยู่
"เพราะปากของเจ้า! ลูกถึงได้ฆ่าตัวตาย" หญิงแก่พูดเสียงดังเหมือนจงใจให้คนอื่นได้ยินอย่างชัดเจนพร้อมกับชี้หน้าชายร่างใหญ่อย่างเดือดดาล
"จะเป็นเพราะข้าได้อย่างไร! ไม่ได้สนิทชิดสนมกับลูกเจ้า แถมลูกเจ้ายังไม่เคยจะเอ่ยปากพูดกับข้าแม้แต่น้อย"
"เหอะ! เพราะแบบนี้ไง ถึงได้บอกลูกข้าให้ไปตาย เพราะไม่ใช่ลูกเจ้า เหมยลี่เป็นพยานได้ ใช่หรือไม่" หญิงสาววัยกลางคนหลังจากก่นด่าชายร่างใหญ่จบก็หันมาถามเด็กสาวที่คาดว่าน่าจะเป็นบุตรสาวคนโต
"ชะ..ใช่เจ้าค่ะ" เด็กสาวที่ชื่อเหมยลี่พูดด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือพร้อมกับน้ำตาที่หลั่งไหลลงมาไม่หยุดสาย จนหญิงแก่ต้องกอดปลอบลูบหัว
"ข้าพูดแบบนั้นเมื่อใดกัน!"
แต่ภายใต้ดวงตาที่เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตานั้น ลู่เสียนเห็นว่ามันมีอยู่แวบนึงที่เหมือนกับว่าได้ชัยชนะ
"ทหารจากที่ว่าการมาแล้ว!"
เสียงชาวบ้านผู้นึงตะโกนขึ้นก็มีเสียงฝีเท้านับหลายคู่มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า เครื่องแต่งกายที่มองก็รับรู้ได้ทันทีว่าเป็นทหาร บุรุษร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีเขียวอ่อนบ่งบอกว่าคงจะเป็นแพทย์ชันสูตรศพ ใช้เวลาตรวจสอบอยู่ไม่นาน แพทย์หนุ่มก็หันไปทางผู้ต้องสงสัยทั้งสามก่อนจะอธิบาย
"ศพมีร่องรอยบาดแผลตามแขน ขา และลำคอ ซ้ำยังมีที่หน้าท้องเป็นส่วนใหญ่ เป็นรอยหยิกรอยข่วน ส่วนที่ท้องใช้ของแข็งฟาดจนเกิดรอยช้ำ สาเหตุการตายย่อมตามที่เห็นว่าใช้เชือกขึงคอตนเอง แต่รอยพวกนี้ได้มาจากผู้ใดต้องรบกวนพวกท่านให้คำตอบแกพวกข้าแล้ว"
"มีรอยข่วนด้วย ไม่ใช่ว่าพ่อเลี้ยงเป็นคนทำหรือ"
"จริงด้วย เด็กเท่านี้จะอยากฆ่าตัวตายไปทำไมกัน"
"แบบนี้ก็พ่อเลี้ยงผู้นี้ทำน่ะสิ"
เสียงต่าง ๆ มากมายดังขึ้นเมื่อแพทย์หนุ่มพูดจบ คำพูดต่าง ๆ นานาก็กระหน่ำด่าทอชายร่างใหญ่จนเจ้าตัวมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก น้ำตาของลูกผู้ชายได้หลั่งไหลลงอย่างหมดสภาพ
แพทย์หนุ่มที่ไม่รู้จะห้ามอย่างไรก็ได้แต่อ้ำอึ้งเพราะตนนั้นรู้เพียงวิชาแพทย์ ทั้งเพิ่งจะเรียนมาได้ไม่นาน ให้ตรวจศพว่าตายอย่างไรก็ง่ายดายนัก แต่จะให้มาไขคดีคงต้องเป็นหน้าที่พวกทหารหรือฝ่ายสืบสวนเสียแล้ว
"ข้าเป็นพยานได้ มันเกลียดชังลูกข้ายิ่งนัก หนำซ้ำยังเคยทำร้ายร่างกายเหมยลี่ลูกสาวคนโตของข้า" หญิงแก่พูดขึ้นมาเสียงดังเหมือนกดเสียงให้ชัดเจน กลัวว่าคนฟังจะฟังไม่ชัด เพียงแวบเดียวที่สายตาของเขาบรรจบตรงกันกับเหมยลี่ แต่เด็กสาวก็รีบหันหนีเขาทันที
นี่ไม่ใช่อาการของคนทำผิดหรอกหรือ แต่แล้วใช่เรื่องเขาที่ไหน
"เอาตัวไป!" เสียงหัวหน้าทหารสั่ง ทหารอีกสองนายก็เข้ามารวบตัวของอีชายร่างใหญ่ทันที
"ข้าไม่ได้ทำ! นางใส่ร้ายข้า ข้ารักพวกเจ้าเยี่ยงชีวิต หาข้าวหาน้ำให้กินจนบางมื้อข้าก็เป็นคนอด แต่ดูสิ่งที่พวกเจ้าทำกับข้า ขออย่าให้พวกเจ้ามีชีวิตที่สุขสบายไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่" ชายร่างใหญ่พูดตัดพ้อและสาปแช่งไปพร้อม ๆ กัน เขามองเข้าไปในดวงตาของชายผู้นั้นก็รู้สึกสงสารจับใจ
"ฆ่าบุตรในปกครองถึงขั้นโทษประหาร"
เพียงประโยคเดียวทำเอาขาเรียวที่กำลังจะก้าวออกมาพลันหยุดชะงัก คนไม่ได้ทำผิดสมควรตายหรือ? ไม่สมควรรับผิดแทนตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
นั่นชีวิตคนทั้งคนเลยนะ เขาตายมาแล้วครั้งหนึ่งย่อมรู้ดี
"เดี๋ยวก่อน" สิ้นเสียงของเวินลู่เสียนคนแถวนั้นก็หันมามองเป็นตาเดียว เพียงชั่วพริบตาก็ได้กลายเป็นจุดสนใจของผู้คนเสียแล้ว เล่นเอากดดันอยู่ไม่น้อย แต่เพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เผื่อกรรมที่ต้องชำระล้างในภายภาคหน้าจะลดลงบ้าง เผื่อเทวดาฟ้าดินจะลดโทษให้ตัวร้ายในนิยายไร้บทอย่างเขา
"มีอะไร พวกข้ามีงานมีการทำ หากไร้สาระเยี่ยงเด็กเล่นก็ถอยไป"
"เขาไม่ได้ทำ" ถึงจะมั่นใจไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม
"อย่างไร เจ้ามีหลักฐานหรือ" แพทย์หนุ่มไม่ได้พูดจากระแหนะกระแหนแต่อย่างใด แต่พูดเหมือนสนอกสนใจในคำพูดของเวินลู่เสียนเสียมากกว่า
"ย่อมมี"
"แล้วจะชักช้าทำไม หากช้าเจ้าจะโดนโบยหลังหักเป็นแน่ และหากให้คำเท็จหัวเจ้าจะได้หลุดออกจากบ่า" ยอมรับว่าแอบเสียวอยู่ไม่น้อย นึกอยากตีตนเองที่ยุ่งไม่เข้าเรื่อง
"ถอดผ้าออก"
"จะให้การ ทำไมต้องถอดผ้าด้วยเล่า" มือเรียวยิ่งกระชับผ้าให้แน่นขึ้นโดยไม่ปล่อย
"ปกปิดใบหน้าเช่นนี้ เป็นพวกเดียวกันหรือไม่ก็ไม่รู้" หนึ่งในนั้นพูด
"ไม่ใช่เสียหน่อย" เวินลู่เสียนเถียงขาดคำ
หนึ่งในทหารจากที่ว่าการกำลังจะเดินเข้ามา หมายจะกระช่กผ้าที่ปกปิดใบหน้าเวินลู่เสียนออก แต่ก็ต้องหยุดเพื่อแพทย์หนุ่มใช้แขนขวางไว้
"ว่ามาเถิด ที่บอกว่าชายผู้นี้ไม่ได้เป็นคนทำ แล้วผู้ใดทำ"