โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'วิรังคราช' วีรบุรุษของชาวลัวะ ผู้บูชาความรัก (จบ) / ปริศนาโบราณคดี : เพ็ญสุภา สุขคตะ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 12 เม.ย. 2565 เวลา 06.05 น. • เผยแพร่ 17 เม.ย. 2565 เวลา 08.00 น.

ปริศนาโบราณคดี

เพ็ญสุภา สุขคตะ

‘วิรังคราช’

วีรบุรุษของชาวลัวะ

ผู้บูชาความรัก (จบ)

การนำเสนอเรื่องราวของขุนหลวงวิลังคะตอนสุดท้ายนี้

ดิฉันตั้งใจจะให้ข้อมูลที่ค่อนข้างอันซีน

ในเชิงมุขปาฐะที่อาจจะมีความสัมพันธ์กับหลักฐานด้านโบราณคดีบ้างไม่มากก็น้อย

หนองสะเหน้าอยู่หนไหน

หลายท่านเข้าใจผิดคิดว่า “หนองสะเหน้า” นั้นคือหนองน้ำที่เราเห็นอย่างโดดเด่น ตั้งอยู่ด้านหลังศาลากลางจังหวัดลำพูนหลังเก่าทางทิศตะวันตก เนื่องจากเป็นหนองน้ำที่สามารถมองเห็นอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุดแล้วในเมืองลำพูน

กลับกลายเป็นว่าหนองแห่งนั้นมีชื่อว่า “หนองน้ำจามเทวี” ใช้เป็นที่ชำระสระสรงส่วนพระองค์ของพระนางจามเทวี อ้าว! หากไม่ใช่ที่นี่ แล้วที่ไหนล่ะหรือคือ “หนองสะเหน้า”?

ในความจริงนั้น “หนองสะเหน้า” ไม่สามารถตั้งอยู่ในคูเมืองหอยสังข์ของนครหริภุญไชยได้เลย มิเช่นนั้นแล้ว พระนางจามเทวีก็ต้องตกเป็นชายาของขุนหลวงวิลังคะไปเรียบร้อยแล้วสิคะตั้งแต่การพุ่งสะเหน้าครั้งแรก ไม่ต้องรอลุ้นครั้งที่ 2…3 ในเมื่อการท้าเดิมพันรักของขุนหลวงวิลังคะที่มีต่อพระนางจามเทวีมีเงื่อนไขอยู่ว่า

“วิรังคราชจักพุ่งสะเหน้า (หอกใหญ่) จากเวียงลัวะ (สันนิษฐานว่าจุดที่พุ่งนั้น คือบริเวณดอยปุย เหนือดอยสุเทพ) ให้มาตกใจกลางนครหริภุญไชย โดยจะขอพุ่งสามครั้ง หากครั้งใดครั้งหนึ่งสะเหน้านั้นตกลงในเวียงหริภุญไชย พระนางจามเทวีต้องยอมอภิเษกกับวิรังคราช อย่างไร้ข้อแม้”

ปรากฏว่าการพุ่งสะเหน้าครั้งแรกนั้น ใบหอกมาตกด้านนอกกำแพงเมืองลำพูนทิศตะวันตกเฉียงใต้อย่างเฉียดฉิว ทำให้ชาวบ้านเรียกบริเวณนั้นว่า “หนองสะเหน้า” จวบจนทุกวันนี้

ถ้าเช่นนั้น หนองสะเหน้าก็ย่อมอยู่นอกกำแพงเวียงฝั่งทิศตะวันตกเฉียงใต้ แล้วอยู่ที่ไหนกันเล่า

เหตุที่ปัจจุบันมีบ้านเรือนขึ้นประชิดบดบัง โอบล้อมไม่ให้ใครๆ ได้เห็น “หนองสะเหน้า” กันอย่างง่ายๆ

ดิฉันทราบดีว่า จุดที่เรียกว่า “หนองสะเหน้า” นั้น อยู่ในพื้นที่บ้านเอกชน เจ้าของคืออดีตผู้อำนวยการโรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ลำพูน (ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2546-2549) ชื่อคุณ “นิวัฒน์ชัย รัตน์ชเลศ” ท่านเกษียณอายุมานานกว่า 15 ปีแล้ว ดิฉันมีโอกาสเข้าไปชมหนองสะเหน้าและขอสัมภาษณ์เจ้าของพื้นที่

ผอ.นิวัฒน์ชัยเล่าว่า บริเวณที่เรียกว่า “หนองสะเหน้า” นี้ “เดิมเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ไม่มีใครสามารถเข้ามาอยู่ได้ ชาวลำพูนกลัวมากบอกว่าเป็นที่เฮี้ยน แต่ว่าผมเป็นคนเชียงใหม่ ถือเป็นสายลูกหลานขุนหลวงวิลังคะหรือเปล่าไม่แน่ใจ จึงสามารถอยู่ได้อย่างสงบสุข ก่อนผมจะเข้ามาอยู่ เคยมีคนพบ ‘ใบหอกโบราณขนาดใหญ่ทำด้วยสำริดขึ้นสนิมเขียว’ ในหนองน้ำนี้ด้านใต้ ค่อนไปทางทิศที่ตั้งวัดมหาวัน แต่ไม่ทราบว่าจะเกี่ยวข้องกับหอกที่ขุนหลวงวิลังคะพุ่งมาเมืองลำพูนตอนท้ารบ-พนันรักกับพระนางจามเทวีหรือไม่นะครับ”

สันกู่บนดอยปุยคืออะไร?

บนดอยปุย (เหนือดอยสุเทพขึ้นไปในช่วงที่ค่อนข้างสูงชัน ปัจจุบันเป็นหมู่บ้านชาวม้ง) มีโบราณสถานก่ออิฐสมัยหริภุญไชยหลงเหลืออยู่หลังหนึ่ง แม้เห็นเพียงแค่ฐานล่างเท่านั้น ทว่า นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดีก็สามารถกำหนดอายุได้ว่า

นี่ไม่ใช่ซากโบราณสถานสมัยล้านนา หากเก่าแก่ถึงยุคหริภุญไชย ด้วยเหตุผล 3 ประการ

1. ก้อนอิฐที่ใช้ก่อก้อนใหญ่มากและผสมแกลบ เป็นอิฐยุคหริภุญไชย

2. รูปทรงสถาปัตยกรรม สร้างแบบฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสซ้อนกันหลายชั้น ในลักษณะ “เจดีย์เหลี่ยม” กอปรกับมีแท่นบูชาวาง 4 ทิศ เป็นรูปแบบของสถาปัตยกรรมสมัยหริภุญไชย ไม่ใช่ล้านนา

3. หลักฐานยืนยันประการสุดท้ายคือ มีการขุดค้นทางโบราณคดีของกรมศิลปากรตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 20 พบโบราณวัตถุประเภทพระพิมพ์หริภุญไชย

คำถามคือ “ใคร? หมายถึงชาวหริภุญไชยคนไหน เป็นผู้มาสร้างสถูปองค์นี้ให้ชาวลัวะ?” ในเมื่อดอยปุยลูกนี้ในยุคหริภุญไชย เป็นถิ่นอาศัยของชาวลัวะมาก่อน ยังไม่มีชาวม้ง กะเหรี่ยง มูเซอร์ ฯลฯ

ทำให้เกิดปริศนาตามมามากมาย โดยเฉพาะคำถามที่ว่า “สันกู่” (ชื่อโบราณสถานแห่งนี้ เรียกตามทะเบียนกรมศิลปากร) เป็นสัญลักษณ์ของความพ่ายแพ้ที่วิรังคราชมีต่อพระนางจามเทวีใช่หรือไม่ หมายความว่า หลังจากที่ขุนหลวงวิลังคะไม่ประสบความสำเร็จในการพิชิตหัวใจพระนางจามเทวี ไม่ว่าจะด้วยการท้าพุ่งสะเหน้า รวมทั้งการออกรบประลองยุทธ์กันแล้วก็ตาม

ฉากสุดท้ายของขุนหลวงวิลังคะต้องหนีกลับคืนถิ่น กระทั่งสิ้นใจบน “ดอยคว่ำหล้อง” (ปัจจุบันเรียก “ม่อนแจ่ม”) อยู่รอยต่อแม่ริม-สะเมิง เมื่อไร้ราชะผู้นำ ลูกหลานของขุนหลวงวิลังคะจำต้องยอมกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของประชากรชาวหริภุญไชย และชาวลำพูนนั่นเองได้นำเอาพระพุทธศาสนามาสถาปนาบนดอยสูงให้แก่ชาวลัวะ?

ข้อสมมุติฐานนี้จะถูกต้องหรือไม่ ไม่อาจทราบได้ แต่จวบจนวันนี้ก็ยังไม่อาจหาคำอธิบายอื่นใดที่เข้าท่า เข้าเค้ามากไปกว่านี้ เหตุที่ “สันกู่” เป็นเจดีย์ของชาวหริภุญไชยที่สร้างบนดอยสูงสุดเหนือดอยลูกอื่นใดทั้งหมด ไฉนชาวหริภุญไชยต้องบากบั่นมาสร้างวัด-ศาสนสถานบนที่สูงซ้ำทุรกันดารถึงเพียงนี้

หากมิใช่เพราะต้องการประกาศชัยชนะด้านพุทธศาสนาเหนือชาวลัวะ?

ปริศนาวังพระเจ้าลัวะ

ไปที่ไหนๆ ในโซนหุบเขาที่ต่อเชื่อมกันภายใน ล้วนพบแต่คำว่า“วังพระเจ้าลัวะ” หรือไม่ก็ “ห้วยพระเจ้าลัวะ” กระจายตัวอยู่หลายแห่ง

บางแห่งฟันธงไปเลยด้วยซ้ำว่า “พระเจ้าลัวะ” องค์นี้หมายถึง “ขุนหลวงวิลังคะ” ยกตัวอย่างเช่น มีวัดร้างชื่อ“วัดสะหลีพันตน” (บ้างเขียน สรี = ต้นศรีมหาโพธิ์) ตั้งอยู่ที่บ้านกาด อำเภอแม่วาง เชียงใหม่

ตำนานที่ฟังมาจากชาวบ้านในพื้นที่มีสองเวอร์ชั่น เวอร์ชั่นแรกระบุว่าเมื่อขุนหลวงวิลังคะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ต่อพระนางจามเทวีแล้ว พระนางจามเทวีได้ขอให้ขุนหลวงวิลังคะหันมานับถือพระพุทธศาสนา โดยสร้างวัดแห่งนี้ให้ ชื่อเดิมของวัดสะหลีพันตนเคยมีชื่อว่า “วัดพระเจ้าลัวะ” หรือ “วังพระเจ้าลัวะ”

อีกเวอร์ชั่นหนึ่งเล่าว่า บริเวณนี้เป็นถิ่นกำเนิดหรือบ้านเกิดของขุนหลวงวิลังคะ ก่อนที่จักขยายดินแดนไปถึงดอยสุเทพ ดอยปุย สถานที่นี้มีสถานะเป็นคุ้มหรือวังไม่ใช่วัด

ไม่ว่าตำนานเวอร์ชั่นใดจะถูกต้องก็ตาม (หรืออาจไม่ถูกทั้งสองเวอร์ชั่นเลยก็ได้) แต่อย่างน้อยที่สุด ด้านนอกกำแพงวังพระเจ้าลัวะทิศตะวันออก มีการตั้งศาลขุนหลวงวิลังคะ สะท้อนถึงความผูกพันของคนในชุมชนที่มีต่อวีรบุรุษชาวลัวะผู้นี้ แม้นว่าปัจจุบันประชากรหลักในพื้นที่เป็นชาวกะเหรี่ยงผสมไทใหญ่ (ไม่ใช่ลัวะแล้ว) ก็ตาม

หากเอาตำนานเรื่อง “พระนางจามเทวี-วิรังคราช” มาเป็นตัวตั้ง โบราณสถานแห่งนี้ก็ย่อมมีอายุเก่ามากถึง 1,300 กว่าปี แต่เนื่องจากยังไม่มีการขุดศึกษาทางโบราณคดีในชั้นดิน (ผิดกับที่สันกู่) จึงไม่อาจทราบได้ว่าอายุที่แท้จริงของโบราณสถานแห่งนี้เก่าแค่ไหน และควรจะเป็นวัดหรือวัง? รวมทั้งมีความเกี่ยวข้องกับขุนหลวงวิลังคะจริงหรือไม่?

การกระจายตัวของ

“ศึกจามเทวี-วิรังคราช”

น่าสนใจทีเดียวที่เรื่องราว “สงครามแห่งความรัก-สงครามแห่งการทวงคืนพื้นที่” ระหว่างขุนหลวงวิลังคะกับพระนางจามเทวี ได้กระจายตัวไปไกลแทบทุกหย่อมย่าน ในพื้นที่หุบเขาตอนกลางของเชียงใหม่ นับแต่อำเภอแม่ริม สะเมิง จอมทอง สันป่าตอง แม่วาง นอกจากวังพระเจ้าลัวะที่บ้านกาดแล้ว แถบแม่วางยังมีเรื่องเล่าทำนองเดียวกันนี้อีกแห่งหนึ่ง

นั่นคือบริเวณวัดดอยธาตุ (พระธาตุแม่เตียน) ณ บ้านห้วยตอง หมู่ที่ 10 ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง แม้ป้ายจะเขียนชื่อว่า วัดพระธาตุศรีสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ ทว่า คนในชุมชนยังคงเรียกกันว่า “ดอยธาตุ” เนื่องจากเป็นพระธาตุที่สร้างบนดอยสูง

ส่วนชื่อดั้งเดิมสมัยที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยมาบูรณะมีชื่อว่า “พระธาตุแม่เตียน” (แม่เทียน) ปัจจุบันบ้านแม่เตียน เปลี่ยนชื่อเป็น บ้านขุนเตียน ตั้งอยู่ในหมู่ 8 ไกลจากสำนักสงฆ์ขึ้นไปทางสะเมิงเพียงประมาณ 2 กิโลเมตร เนื่องจากปัจจุบันมีการจัดแบ่งเขตพื้นที่การปกครองใหม่ ทำให้ “พระธาตุแม่เตียน” ในอดีต ต้องกลายมาอยู่ในเขตพื้นที่บ้านห้วยตอง และถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “ดอยธาตุ” จนทุกวันนี้ไม่มีใครทราบว่าดอยธาตุเคยชื่อ “พระธาตุแม่เตียน” กันอีกเลย

ครูบาพรรณ ฐิตมโน หัวหน้าสำนักสงฆ์วัดดอยธาตุ เล่าว่าอาณาบริเวณนี้ในอดีตเป็นเขตพื้นที่ในปกครองของชาวลัวะที่มีผู้นำนาม “ขุนหลวงวิลังคะ” เคยสู้รบกับพระนางจามเทวี เมื่อฝ่ายพระนางจามเทวีชนะ ทำให้ชาวลัวะบางกลุ่มหันมานับถือพระพุทธศาสนา และได้มีการสถาปนาพระธาตุไว้ในผอบฝังดินไว้

ทุกวันนี้ ตามภูเขาต่างๆ รายล้อมดอยธาตุ ยังมี “หลุมศพชาวลัวะ” เรียกว่า “ป่าช้าลัวะ” นับพันๆ หลุม

สะท้อนว่าก่อนจะนับถือพระพุทธศาสนา คนในพื้นที่เคยนับถือผีมาก่อน และมีความเชื่อในการฝังศพในหลุมดิน

ครั้นเมื่อครูบาเจ้าศรีวิชัยจาริกธุดงค์มาพบ โดยใช้เส้นทางเดินป่าของชาวลัวะ-กะเหรี่ยง เรียกกันว่า “เส้นทางลัดเขาของเชียงใหม่สายใต้” คือจากลี้ตัดเข้าจอมทอง-แม่วาง เมื่อนั่งวิปัสสนาท่านสามารถรับรู้โดยญาณทัศนะได้ว่า ที่แห่งนี้เคยเป็นสถานที่ที่มีความเกี่ยวข้องกับพระนางจามเทวี จึงได้ทำการบูรณะพระเจดีย์องค์เก่าแก่ที่พระนางจามเทวีสร้างให้ชาวลัวะ

เรื่องราวที่พรรณนามาทั้งหมดสามตอนนี้ ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จ แต่มันคือส่วนหนึ่งของ “ความทรงจำอันงดงาม” ของลูกหลานชาวลัวะ เป็นทั้งความรักและความชัง เป็นทั้งบาดแผลและรอยปรารถนา ซึ่งยากที่จักลบเลือน •

อ่าน ‘วิรังคราช’ วีรบุรุษของชาวลัวะผู้บูชาความรัก (2) ได้ที่นี่

‘วิรังคราช’ วีรบุรุษของชาวลัวะผู้บูชาความรัก (2) / ปริศนาโบราณคดี : เพ็ญสุภา สุขคตะ

อ่าน ‘วิรังคราช’ วีรบุรุษของชาวลัวะผู้บูชาความรัก (1) ได้ที่นี่

‘วิรังคราช’ วีรบุรุษของชาวลัวะผู้บูชาความรัก (1) / ปริศนาโบราณคดี : เพ็ญสุภา สุขคตะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...