โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เทคโนโลยีแว่น Apple Vision Pro จะกลายเป็นก้าวสำคัญของอุปกรณ์ติดตัวมนุษย์จริงหรือ?

BT Beartai

อัพเดต 19 มิ.ย. 2566 เวลา 15.47 น. • เผยแพร่ 19 มิ.ย. 2566 เวลา 09.37 น.
เทคโนโลยีแว่น Apple Vision Pro จะกลายเป็นก้าวสำคัญของอุปกรณ์ติดตัวมนุษย์จริงหรือ?

VR, AR, XR หรือ MR เทคโนโลยีเหล่านี้ได้ปรากฏอยู่ในอุตสหกรรมเทคโนโลยีมานานหลายปี ซึ่งเป็นกลุ่มเทคโนโลยี “Reality” หรือ “ความจริงเสมือน” ที่หลาย ๆ คนถกกันว่า นี่แหละคือสมัยใหม่ของอุปกรณ์ที่มนุษย์จะใช้กันทุกวันเป็นเหมือนอวัยวะที่ 33 เช่นสมาร์ตโฟนใน ทั้งยังปรากฏอยู่ในภาพยนต์ล้ำอนาคตมากมาย ที่พยายามจำลองภาพสังคมมนุษย์ที่ได้พัฒนาเทคโนโลยีนี้ไปถึงจุดที่มันสามารถที่จะแทนที่ความเป็นจริงได้

Seamless.

ก่อนอื่นอยากกล่าวถึงคอนเซ็ปต์ของเทคโนโลยีนี้อย่างคร่าว ๆ กันก่อนถึงการทำงานของมัน เชื่อว่าหลายคนน่าจะเห็นเทคโนโลยีนี้กันมาไม่มากก็น้อยแล้ว แต่จริง ๆ แล้วมันทำงานอย่างไร? อธิบายแบบง่าย ๆ คือ การใช้จอแสดงผลขนาดพอเหมาะจะฉายภาพใกล้ดวงตา ฉายผ่านเลนส์ที่ทำให้ผู้ใช้งานมองแล้วเข้ากับสายตาผู้ใช้พอดี แต่ทีนี้พอเรามีจอแสดงผลที่มาปิดทับความเป็นจริงเพื่อฉายภาพแบบเสมือนจริง แล้ว จะทำอย่างไรให้ผู้ใช้งานรู้สึกว่าภาพที่มองอยู่นั้นมันเป็นของจริง ไม่ใช่เพียงแค่ภาพแปะลูกตาล่ะ

ความสนุกของเทคโนโลยีนี้มันอยู่ตรงนี้ การทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกว่าภาพที่แสดงผลอยู่ที่ดวงตานั้นมันเป็นอีกความจริงนึง จะต้องทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกถึงความไร้รอยต่อก่อนเป็นอันดับแรก เป็นเหตุผลที่แว่น HMD (Head-Mounted Display – อุปกรณ์สวมหัว) แต่ละตัวจะต้องแสดงผลภาพให้ตรงกับ 6 Degrees of Freedom หรือ หกทิศอิสระ ซึ่งจะใช้ตัวช่วยอย่างเซนเซอร์สารพัดรูปแบบเข้ามาช่วยในการจับสิ่งแวดล้อมโดยรอบเพื่อสร้างเป็นข้อมูลแบบ Real Time ส่งให้ตัวแว่นประมวลผลต่อ ว่าผู้ใช้งานกำลังมองไปทางไหน กำลังเอียง หรือเพ่งไปทางไหนเป็นพิเศษ เพื่อทำให้การใช้งานมีความไร้รอยต่อระหว่างภาพที่เรนเดอร์ขึ้นมากับโลกความเป็นจริงให้ได้มากที่สุด

Catch me if you can.

Apple เปิดตัวอุปกรณ์คอมพิวเตอร์พกพา “Spatial” ที่ชื่อว่า Vision Pro อุปกรณ์แสดงผลแบบ Mixed Reality ตัวแรกจาก Apple ที่เรียกเสียงฮือฮาอย่างมาก และเป็นตัวจุดชนวนทำให้อุตสาหกรรมต้องรีบวิ่งให้ทัน Apple หลังจากที่ซุ่มพัฒนามาอย่างยาวนานหลายปี คำถามคือทำไม? ทำไมเมื่อ Apple เริ่มเปิดตลาดเทคโนโลยีนี้เป็นครั้งแรก ถึงทำให้แบรนด์ต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมนี้ ต้องรีบตามไปให้ทัน Apple ทั้งที่เทคโนโลยีนี้รู้จักมานานแล้ว และมีใช้กันมานานเกือบ 10 ปี

The Apple’s way.

Apple ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้นำเทรนด์เทคโนโลยีในหลาย ๆ ด้านแต่ก็ยังมีหลายหนที่โดนแซวบ่อย ๆ เรื่องการตามหลังเทคโนโลยี หรือฟีเจอร์บางอย่าง แต่กลับกันผมคิดว่านี่แหละคือเสน่ห์อย่างหนึ่งของ Apple หรือรูปแบบวิธีของ Apple

และหากหยิบประเด็นที่เข้ากับหัวข้อมาคุยก็คงจะเป็น ทำไมตอนที่ Meta เปิดตัว Quest Pro กับตอน Apple เปิดตัว Vision Pro ทั้งที่เป็นแว่น Mixed Reality ที่พอจะเทียบเคียงเป็นระดับเดียวกันได้ ถึงได้มีกระแสต่างกันอย่างมาก ทั้ง ๆ ที่เทคโนโลยีนี้เป็นที่รู้จักกันมานานแล้ว ทำไม Apple ทีเป็นผู้ตามหลังถึงได้ทำให้อุตสาหกรรมตื่นตัวกันขนาดนี้ ซึ่งคำตอบอยู่ในคำถามแล้ว ก็เพราะว่าเป็น Apple เป็นคนทำยังไงล่ะ นี่ไม่ใช่การกวน หรืออะไร แต่อะไรก็ตามที่พัฒนาโดย Apple จะมีรสชาติที่พิเศษอยู่ โดยผมคิดว่า Apple จะรอให้เทคโนโลยีนั้นนิ่งจริง ๆ หรือเทคโนโลยีไปไกลมากพอ แล้วถึงเริ่มทำโปรดักต์ของตัวเองออกมา ซึ่งถ้าเรามองย้อนกลับไป เราจะไม่เจอปัญหาที่ Apple ขายโปรดักต์แนว ๆ Early Adopt แล้วมีปัญหาออกมาเลย เพราะ Apple ไม่เคยทำแบบนั้น แถมทุกอย่างที่ Apple พัฒนาออกมา จะมีความกลมกล่อมของคำว่า Consumer และ Professional อยู่ กล่าวก็คือ คุณเป็นใครก็ได้ที่จะใช้อุปกรณ์ของเค้า ทุกอย่างจะไม่ซับซ้อน ทุกอย่างจะอยู่ในระดับที่คุณจับแล้วเข้าใจได้ไม่ยาก และที่สำคัญความไร้รอยต่อของการใช้งานร่วมกันในแต่ละอุปกรณ์จะเป็นผงชูรสที่ Apple มีบนยอดของทั้งหมด

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม Apple ถึงมี Loyalty เยอะมากที่สุดในตลาด เป็นเพราะรสชาติที่ไม่มีใครเหมือน

History doesn’t repeat itself, but if it is?

ก่อนที่คนจะเข้าใจผิดว่านี่เป็นบทความอวย Apple หรือเปล่า ก็อยากย้อนกลับไปที่ชื่อบทความอีกสักครั้งว่า “เทคโนโลยี Reality จะกลายเป็นอนาคตจริง ๆ หรือ?” และที่ต้องร่ายยาวเกี่ยวกับ Apple มามากขนาดนี้ ก็เพราะว่าหากย้อนกลับไปในปี 2007 นั้น Apple เคยได้ทำสิ่งคล้าย ๆ เดียวกันมาแล้ว หรือก็คือตอนที่ Apple เปิดตัว iPhone จุดเริ่มต้นของยุคสมาร์ตโฟนที่ทุกคนถือกันทั่วบ้านเมืองในปัจจุบัน เป็นครั้งแรกที่นิยามของคำว่าสมาร์ตโฟนเกิดขึ้น ว่ามันจะเป็นเป็นมือถือที่โทรออกได้ ฟังเพลงได้ ถ่ายรูปได้ และเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ครบจบในเครื่องเดียว ซึ่งก็ดูเหมือนว่า Apple พยายามจะทำแบบนั้นอีกครั้งกับการมาของ Vision Pro ที่เปิดตัวออกมาเจาะตลาดผู้ใช้งานทั่วไปโดยเฉพาะ ทำให้เราพอที่จะเห็นนิยามของอุปกรณ์ชนิดนี้ในอนาคตขึ้นมาอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น นี่เป็นเหตุผลหลัก ๆ ว่าทำไมเมื่อ Apple เข้าสู่ตลาด Reality อย่างเป็นทางการแล้วหลาย ๆ ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมถึงให้ความสนใจเป็นพิเศษ ผิดกับแบรนด์ที่พัฒนาอุปกรณ์แนว ๆ เดียวกันนี้มาอย่างยาวนาน

ซึ่งหากจะเทียบกันแล้ว Apple ก็มีคู่ที่ค่อนข้างสมเนื้อในด้านสเปก และราคา อย่าง Microsoft Hololens 2 แต่แตกต่างกันที่ Apple นำเสนอโปรดักต์นี้ได้มีความเข้าถึงทุกคนมากกว่า โฆษณาว่ามันจะเป็นอุปกรณ์ติดบ้าน ที่สามารถมีได้ทุกบ้าน คุณไม่จำเป็นต้องนำมาใช้สำหรับงานระดับมืออาชีพ แต่เป็นอุปกรณ์ธรรมดา ๆ ไว้ชมคอนเทนต์ และใช้งานทั่วไป ถ่ายรูป ดูหนัง ฟังเพลง เช่นเดียวกันกับสมาร์ตโฟน เป็นการบอกไปนัย ๆ ว่าสิ่งนี้ยิ่งใกล้เคียงกับสมาร์ตโฟนที่เราถือกันอยู่ เพียงแต่มีวิธีนำเสนอเนื้อหาในรูปแบบที่ต่างกันเท่านั้น เป็นสาเหตุว่าทำไมมันถึงมีแนวโน้มที่จะมาทดแทนสมาร์ตโฟนได้ในอนาคตได้นั่นเอง

Out With the Old, in With the New.

แล้วแบบนี้ เมื่อไหร่ที่เราจะได้เห็นเทคโนโลยี Reality นี้ อยู่ในทุกซอกซอยของสังคมมนุษย์? จริง ๆ คำถามนี้เป็นคำถามที่ตอบได้ยาก แต่ตอบได้เพียง “เร็ววันนี้” ซึ่งคอนเซ็ปต์ของการใช้งานเทคโนโลยี XR หรือ MR ในชีวิตประจำวันมันเป็นอะไรที่เป็นไปได้อย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าจะมีคนทำให้มันเกิดขึ้นจริงไหม ซึ่ง Vision Pro ก็เป็นพรมปูไปสู่ยุคนั้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งการก้าวผ่านเปลี่ยนยุคหนึ่งไปยังยุคหนึ่งนั้นเป็นอะไรที่ค่อนข้างใช้เวลา โดยไม่ต้องไปหาเคสศึกษาจากที่ไหนไกล แต่ดูได้จากยุคก่อนหน้า ที่เปลี่ยนผ่านจากการส่งจดหมายกระดาษ มาเป็นโทรเลข และกลายมาเป็นอีเมลอีกที

โดยปัจจัยหลัก ๆ ที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นก็คือคีย์หลักสำคัญที่ Apple ได้ตอกตะปูในจุดแรกนี้ไว้อย่างเด่นชัด คือความ “ทั่วไป” อุปกรณ์ต้องสามารถใช้งานได้สำหรับคนทั่วไป ราคาต้องเข้าถึงได้ทุกระดับ และที่สำคัญคือ แบรนด์ที่พร้อมจะทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น

ในบทความนี้เราจะไม่เจาะลึกไปถึงขั้นว่า อุปกรณ์จะต้องมีขนาดเล็กขนาดเท่านั้นเท่านี้ เพื่อที่จะสามารถสวมใส่เหมือนอุปกรณ์ประจำวันทั่วไปได้ เพราะปัจจัยนี้เป็นเรื่องของเวลา และเทคโนโลยี แต่ปัจจัยที่ผมกล่าวไปข้างต้น น่าจะเป็นพอยต์สำคัญที่สุด ที่จะทำให้การเปลี่ยนผ่านนี้เกิดขึ้นจริงได้

ซึ่งแน่นอนว่า Apple ก็ได้นำหน้าตรงนี้ไปแล้วในส่วนของ “ความเข้าถึง” เหลือแต่ “การเข้าถึง(เรื่องราคา)” นั่นเอง

Starts running down the long road of Reality tech.

ก็ต้องยอมรับว่า Apple ได้วิ่งนำออกไปในสนามแข่งเทคโนโลยีแบบนำหน้าแล้ว ถึงจะเข้านิยามของความหมายอยู่ แต่จะเรียกว่าเป็นตัวเปิดของยุคก็อาจจะเร็วไปนิด แต่อย่าลืมว่าสนามวิ่งแห่งนี้ยังมีระยะทางที่ไกลออกไปอีกพอสมควร กว่าที่จะวิ่งกันมาถึงประตูหน้าบ้านของทุกคน ก็อาจจะใช้เวลานานหลักทศวรรษกันเลยทีเดียว หลังจากวันนี้เป็นต้นไป เราก็คงจะได้เห็นผู้เข้าร่วมแข่งขันในการวิ่งครั้งนี้อีกหลายเจ้า ลงสนามกันมาติด ๆ ซึ่งจะทำให้เทคโนโลยีนี้น่าสนใจ และสนุกขึ้นไปในทุกวัน

Reality Technology ≠ Metaverse

ท้ายที่สุดนี้ ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ก็อาจจะสังเกตได้แล้วว่าผมจะไม่ได้พูดถึงประเด็นของ Metaverse เลย ไม่ใช่ว่ามันไม่น่าตื่นเต้นแล้ว แต่นั่นก็เพราะ เทคโนโลยี Reality และ Metaverse นั้นต่างมีความหมายในตัวของมันเอง และไม่ได้เป็นสิ่งเดียวกันอย่างที่หลายคนเข้าใจผิดว่า VR ต้องมีความหมายเท่ากับ Metaverse นะ โดยหากเรามาลองดูนิยามของทั้งสองคำ ก็จะเข้าใจได้ทันทีถึงความแตกต่าง เริ่มจาก

กลุ่มเทคโนโลยี Reality เช่น Virtual Reality, Augmented Reality, Mixed Reality หรือแม้กระทั่ง Extended Reality นั้นเป็นเทคโนโลยีการแสดงผลภาพในรูปแบบ HMD หรือ Head-Mounted Display ซึ่งใช้ในอุปกรณ์จำพวกแว่น หรืออุปกรณ์สวมหัวเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแต่ละรูปแบบจะมีวิธีการแสดงผลที่ต่างกันไป เช่น Virtual Reality คือการนำคอมพิวเตอร์กราฟิกมาเรนเดอร์ภาพความเป็นจริงที่ให้เราเข้าไปในเนื้อหาได้ ส่วน Augmetned Reality คือการนำคอมพิวเตอร์กราฟิก มาฉายซ้อนทับกับความจริง

ส่วนคำว่า Metaverse มีรากคำศัพท์มาจากคำว่า Meta และ Universe รวมกัน ซึ่งคำว่า Meta มาจากภาษากรีกที่แปลว่า “ขั้นเหนือกว่า” รวมกับคำว่าจักรวาล ใช้อธิบายเกี่ยวกับโลกเหมือน หรือพื้นที่เสมือนที่มนุษย์สร้างขึ้นมาผ่านโปรแกรมมิง และคอมพิวเตอร์กราฟิก

เหตุผลที่ทำไม Reality Technology ≠ Metaverse นั้นเป็นเพราะว่า เทคโนโลยี Reality นั้นเป็นเพียงแค่ประตูที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถ immerse กับโลกเสมือนได้เท่านั้น เป็นเหมือนคอนเทนต์หนึ่งของเทคโนโลยี Reality โดย Metaverse นั้นมีน้ำหนักในตัวของมันเอง และในขณะเดียวกัน Metaverse ก็ยังจะคงเป็น Metaverse แม้มนุษย์จะไม่ได้เข้าใช้งานในขณะนั้น

และหากถ้าหลายคนสังเกตดี ๆ จะเห็นได้ว่า การนำเสนอ Vision Pro ของ Apple นั้นจะไม่มีการพูดถึงการใช้งานของ Metaverse เลย นั่นเป็นเพราะ Apple ต้องการจะขายความเป็นไปได้ของเทคโนโลยี Reality เพียงเท่านั้น เป็นการเริ่มต้นการนิยามว่าอุปกรณ์สวมใส่แบบนี้ จะต้องหน้าตาเป็นยังไง มีความสามารถประมาณไหน ซึ่งก็นับว่าเป็นการเปิดยุคอุปกรณ์ Reality ที่น่าสนใจมาก ๆ

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...