เส้นทางพิสูจน์รักทรหด 'ควีนคามิลลา' จากมือที่สาม สู่ราชินีแห่งเมืองผู้ดี
เส้นทางพิสูจน์รักทรหด ‘ควีนคามิลลา’ จากมือที่สาม สู่ราชินีแห่งเมืองผู้ดี
หากมองย้อนกลับไปยังเส้นทางสู่ตำแหน่งพระราชินีแห่งสหราชอาณาจักรของพระราชินีคามิลลา พระอัครมเหสี ในพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 พระประมุขแห่งสหราชอาณาจักร เชื่อว่าทุกคนคงเห็นตรงกันว่าเส้นทางสู่บัลลังก์ราชินีนั้น ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ พระองค์ทรงผ่านความเปลี่ยนแปลงทางสถานะหลายครั้ง ตั้งแต่สามัญชนคนธรรมดา เปลี่ยนมาสู่การเป็น “บุคคลที่สาม” ในความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และอดีตพระชายาอย่าง เลดี้ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ในขณะนั้น และกำลังจะก้าวสู่การได้รับการสถาปนาเป็นพระราชินีแห่งสหราชอาณาจักรในวันเสาร์ที่ 6 พฤษภาคมนี้ จึงนับเป็นโอกาสอันดีที่เราจะมองลึกลงไปถึงเรื่องราวและตัวตนของพระราชินีองค์ใหม่แห่งราชวงศ์วินด์เซอร์
พระราชินีคามิลลา หรือพระนามเดิม คามิลลา โรสแมรี แชนด์ ประสูติ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1947 เป็นบุตรคนโตจาก 3 คนของนายบรูซ แชนด์ อดีตเจ้าหน้าที่ทหารที่ผันตัวมาเป็นพ่อค้าไวน์ และนางโรซาลินด์ คูบิต ธิดาของบารอนท่านหนึ่ง เด็กหญิงคามิลลาในขณะนั้นเติบโตขึ้นในชนบทของอังกฤษ ต่อมาถูกส่งไปศึกษาที่โรงเรียนสอนการเรือนและการเข้าสังคมให้กับสตรี (Finishing school) ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ก่อนที่จะศึกษาภาษาและวรรณกรรมฝรั่งเศสเป็นเวลา 6 เดือน หลังจบการศึกษา ก็ได้เข้าทำงานในตำแหน่งเลขานุการ และเจ้าหน้าที่ต้อนรับ โดยคามิลลาชื่นชอบการทำสวนและการแข่งม้า
เส้นทางความรักต่างชนชั้นได้เริ่มต้น เมื่อคามิลลาพบกับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ พระยศในขณะนั้น ในการแข่งขันโปโลในปี 1970 ขณะที่คามิลลามีอายุ 23 ปี ทั้งสองพระองค์มีความสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว แต่ความรักของทั้งสองก็ถูกขัดจังหวะเมื่อเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ต้องไปปฏิบัติหน้าที่ในราชนาวี ทั้งสองพระองค์ต่างแยกย้ายกันไปมีครอบครัวของตนเอง แต่ยังคงติดต่อกันอยู่เรื่อยๆ จนกระทั่งเลดี้ไดอานาออกมาเปิดเผยต่อสาธารณชน แสดงความไม่พอใจต่อความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และคามิลลาเมื่อช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 จนกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวครั้งใหญ่ในราชวงศ์อังกฤษซึ่งเป็นที่โจษจันไปทั่วโลก
แต่หลังจากที่คามิลลาหย่าขาดกับนายแอนดรูว์ ปาร์กเกอร์ โบลส์ ผู้เป็นสามีในปี 1995 และเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ทรงหย่าร้างกับเจ้าหญิงไดอานา แห่งเวลส์ในปี 1996 ทั้งสองพระองค์ก็กลับมาสานสัมพันธ์อีกครั้ง แต่ด้วยชื่อเสียงของ ไดอานา ผู้เป็นดั่งเจ้าหญิงในดวงใจปวงชน และเรื่องราวความสัมพันธ์ที่เปรียบคามิลลาว่าเป็นเหมือนกับ “มือที่สาม” ทำให้ภาพลักษณ์ของพระองค์ในสายตาชาวอังกฤษเข้าขั้นวิกฤต แต่ท้ายที่สุดเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และคามิลลาก็ทรงเสกสมรสในวันที่ 9 เมษายน 2005
แม้ภาพลักษณ์ของพระราชินีคามิลลาจะไม่สู้ดีนัก แต่ด้วยพระราชกรณียกิจด้านการกุศลของพระองค์เกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัว การข่มขืน และการล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งพระองค์ทรงให้คำมั่นว่าจะทรงงานในด้านดังกล่าวต่อไปในฐานะราชินี ผนวกกับอุปนิสัยส่วนพระองค์ที่อบอุ่น ติดดิน และเป็นกันเอง ช่วยทำให้ชาวอังกฤษหลายคนเริ่มเปิดใจยอมรับพระองค์มากขึ้นกว่าในอดีต
ผู้ที่ได้สัมผัสพระราชินีคามิลลาด้วยตัวเองล้วนพูดถึงพระองค์ในทางที่ดี ดังเช่น อิงกริด เซวาร์ด บรรณาธิการนิตยสารมาเจสตี ที่กล่าวให้ความเห็นว่า “จากการที่พระองค์ไม่ได้ทรงพยายามมากจนเกินไป แต่ใช้เวลาอย่างค่อยเป็นค่อยไป พระราชินีคามิลลาทรงแสดงให้ทุกคนเห็นถึงตัวตนที่แท้จริงของพระองค์ ว่าพระองค์ไม่ใช่นางร้าย และพระองค์พร้อมที่จะทรงงานหนัก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พระองค์ทรงพร้อมที่จะสนับสนุนพระสวามี”
จากสถานะของพระองค์ที่ทรงเป็นพระชายาพระองค์ที่ 2 ของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทำให้เกิดการถกเถียงว่าพระองค์จะทรงใช้พระยศใดเมื่อตอนที่พระสวามีเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ แต่เมื่อปีที่แล้วสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ก็ทรงตอบข้อสงสัยดังกล่าว โดยการพระราชทานพระยศให้ คามิลลา เป็นพระราชินี ซึ่งเป็นดั่งสัญญาณว่าราชวงศ์วินด์เซอร์ได้เปิดประตูต้อนรับพระองค์เข้าสู่การเป็นสมาชิกอาวุโสของราชวงศ์แล้ว โดยล่าสุดเมื่อเดือนที่ผ่านมา สำนักพระราชวังของอังกฤษได้เขียนพระยศของคามิลลาว่าเป็น พระราชินีคามิลลา เป็นครั้งแรกในบัตรเชิญเข้าร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เหมือนเป็นอีกก้าวหนึ่งในหนทางอันยาวไกลสู่การฟื้นฟูภาพลักษณ์ของพระองค์ต่อสาธารณชนชาวอังกฤษที่ไม่ได้มาโดยง่าย
ถึงกระนั้นก็ตาม การเปลี่ยนพระยศย่อมไม่ได้หมายความว่าสาธารณชนได้ให้การยอมรับพระองค์แล้วทั้งหมด และสำหรับหลายคน คำว่า “มือที่สาม” จะยังคงเป็นคำติดตัวพระราชินีคามิลลาต่อไปไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม
พระราชินีคามิลลาตรัสเล่าถึงชีวิตส่วนพระองค์กับนิตยสาร Vogue ว่าพระองค์ทรงรับรู้ว่าพระองค์ถูกพินิจพิเคราะห์โดยสาธารณชนมาตลอดหลายสิบปี จนต้องหาวิธีอยู่กับมันให้ได้
“ไม่มีใครชื่นชอบการถูกเพ่งเล็งอยู่ตลอดเวลา และถูกวิจารณ์หรอก แต่ฉันคิดว่าท้ายที่สุดแล้ว ฉันก็ข้ามผ่านมันมาได้และอยู่ร่วมกับเรื่องนี้ได้” พระราชินีคามิลลาตรัส