โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“หมวก” อดีตเครื่องแต่งกายยอดฮิต สู่แฟชั่นทางเลือกในวันนี้

นิตยสารคิด

อัพเดต 24 พ.ค. 2566 เวลา 20.39 น. • เผยแพร่ 24 พ.ค. 2566 เวลา 20.39 น.
hat-cover

ทุกวันนี้ “หมวก” เป็นอีกหนึ่งเครื่องแต่งกายที่หยิบจับมาใส่ได้หลายโอกาส รูปแบบของหมวกแต่ละใบไม่ว่าจะเป็นหมวกแก๊ป หมวกปีกกว้าง หมวกเบเร่ต์ ก็เป็นตัวกำหนดสไตล์การแต่งตัวของเราในแต่ละวันได้ด้วย

แต่ก่อนที่หมวกจะกลายเป็นเครื่องแต่งกายทางเลือกที่เราสามารถหยิบจับมามิกซ์แอนด์แมตช์ได้ตามวัยและตามใจแล้ว หมวกเคยเป็นสิ่งของจำเป็นสำหรับมนุษย์อย่างเรา ๆ อย่างมากในอดีต ตั้งแต่ประโยชน์ใช้สอยทั่วไป คือการสวมใส่เพื่อกันแดด กันฝน กันลม ไปจนถึงการเป็นสัญลักษณ์แสดงสถานะทางสังคม อำนาจ เศรษฐกิจ และอัตลักษณ์ของผู้สวมใส่

แต่เคยสงสัยหรือไม่ว่า อยู่ ๆ ทำไมหมวกจึงกลายเป็นเครื่องแต่งกายที่ไม่จำเป็นของเราไปเสียแล้ว ประเภทว่าใส่ได้ก็ดี ไม่ใส่ก็ไม่เป็นไร ทั้ง ๆ ที่เมื่อมองดูภาพเก่าในอดีต ไม่ว่าจะไทยหรือเทศ ก็จะเห็นรูปคนจำนวนมากใส่หมวกแล้วทำไมคนสมัยนี้ถึงใส่บ้างไม่ใส่บ้างล่ะ

Rachel Claire / Pexels

รู้จักหมวก…สัญลักษณ์สำคัญอีกอย่างของเครื่องแต่งกาย
ให้นึกอย่างเร็ว ๆ ความคิดแรกที่คนเราจะใส่หมวกหรือหยิบจับอะไรมาใช้ที่ศีรษะ คงไม่ใช่เรื่องความสวยงามเป็นหลัก แต่เป็นประโยชน์ใช้สอยต่างหาก หมวกทุกใบจึงมีหน้าที่พื้นฐานของมันคือการเป็นเครื่องกันแดด ลม และฝน ต่อมาเมื่อสังคมมนุษย์เจริญขึ้น วัฒนธรรมและประเพณีของแต่ละกลุ่มชนจึงมีส่วนในการเสริมสร้างรูปลักษณ์และประโยชน์ใช้สอยของหมวกแต่ละแบบ ยกตัวอย่างง่าย ๆ เวลานึกถึงหมวกชาวนา เราก็คงนึกถึงหมวกปีกกว้างกันแดดได้ ก็เพราะในสังคมที่อยู่กับการทำการเกษตรกลางแดดแรงตลอดวัน หมวกปีกกว้างจึงตอบโจทย์การใช้สอยของผู้สวมใส่นั่นเอง

นักปฏิวัติฝรั่งเศสกับหมวกฟรีเจียน

แต่ใช่ว่าหมวกจะทำหน้าที่กันแดด ลม ฝน ในหลายสังคมวัฒนธรรม เพราะหมวกมีหน้าที่มากกว่านั้น หลักฐานเก่าแก่ที่สุดเกี่ยวกับหมวกพบในอียิปต์โบราณที่สุสานทีบส์เป็นหมวกทรงแหลมสูง ในขณะที่ภาพสลักอื่น ๆ ก็ปรากฏหมวกรูปทรงแตกต่างกันไปตั้งแต่หมวกของฟาโรห์ นักบวช จนถึงสามัญชน

ในขณะที่สังคมโรมัน มีหมวกที่เป็นเครื่องบ่งบอกสถานะทางสังคมได้เด่นชัด คือหมวกฟรีเจียน (Phrygian Cap) เพราะเหล่าทาสทั้งหลายที่ถูกปลดปล่อยให้เป็นไท จะได้รับหมวกฟรีเจียนไปสวมใส่เพื่อแสดงตนว่าเป็นเสรีชน ความน่าสนใจขึ้นไปอีกคือ หมวกฟรีเจียนนี้ถูกนักปฏิวัติอเมริกาและฝรั่งเศสนำไปใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงเสรีภาพในการปฏิวัติ ในทางกลับกันคนชนชั้นสูงโรมันกลับไม่นิยมสวมหมวกกันนัก เว้นแต่ว่าจะออกไปล่าสัตว์ ท่องเที่ยว หรือวันที่อากาศแย่จริง ๆ เช่นบุคคลตัวอย่าง จักรพรรดิจูเลียส ซีซาร์ ในวัยชราก็ไม่นิยมสวมหมวกเวลาออกไปไหนมาไหน

โกษาปานและลอมพอก

มาดูที่สังคมไทยบ้านเราบ้าง คนไทยใส่หมวกกันหรือไม่ หากยกตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุด คงเป็นหมวกของขุนนางหรือที่เรียกว่า “ลอมพอก” นั่นเอง หมวกที่มียอดแหลมสูงสีขาวทรงนี้ นักประวัติศาสตร์ไทยสันนิษฐานกันว่าได้อิทธิพลมาจากชาวเปอร์เซียที่เข้ามาค้าขายในอยุธยา หลักฐานที่เห็นได้ชัดเจนคือ ภาพของโกษาปาน ราชทูตสยามที่เดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศสในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ความโดดเด่นแปลกตาของเครื่องแต่งกาย โดยเฉพาะหมวก ถูกถ่ายทอดออกมาในภาพเขียนของฝรั่งในยุคนั้น และหากเราไปดูในจิตรกรรมไทยตามวัดวาต่าง ๆ เราอาจเห็นภาพวิถีชีวิตผู้คนในอดีตจะพบว่า ชาวบ้านทั่วไปไม่นิยมสวมหมวก แต่เป็นเหล่าขุนนาง ข้าราชบริพาร และทหารต่างหากที่มักสวมใส่หมวกในงานพระราชพิธีต่าง ๆ

ดังนั้น หากให้สรุปว่าหมวกคืออะไร ในความหมายกว้าง ๆ การบอกว่าหมวกเป็นเครื่องแต่งกายที่ใช้บ่งบอกสถานะทางสังคม บ่งบอกอัตลักษณ์ ฯลฯ ก็คงไม่ผิดนัก และที่สำคัญคือต้องมีประโยชน์ในการใช้สอยด้วย

ราชวงศ์อังกฤษกับหมวกทรงสูง

ยุคทองของหมวก
หมวกเริ่มแมสขึ้นเมื่อไร อาจต้องเจาะจงไปที่สังคมยุโรปในช่วงศตวรรษที่ 19-20 ที่ปรากฏภาพหลักฐานผู้คนนิยมสวมหมวกกันหลากหลายชนชั้นสถานะ เดิมทีเครื่องแต่งกายทั้งเสื้อผ้า กางเกง หมวก เป็นเครื่องบ่งบอกสถานะทางชนชั้นในยุโรปอยู่แล้ว แต่ในช่วงเวลานั้น เกิดนิตยสารแฟชั่นมากมาย สื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ที่เผยแพร่ภาพเครื่องแต่งกายของบุคคลสำคัญ คนดัง ที่แต่งกายด้วยเครื่องประดับสารพัดอย่าง จึงกลายเป็นกระแสนิยมด้ารการแต่งกาย ประกอบกับอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตในยุโรป ทำให้สามารถผลิตหมวกออกมาได้ในจำนวนมาก ๆ นี่จึงเป็นจุดบรรจบกันที่ทำให้หมวกเริ่มแมสในสังคมยุโรป หรือกล่าวได้ว่าเป็นยุคทองของหมวกนั่นเอง

ผู้ชุมนุมประท้วงในนิวยอร์กกับหมวกหลากหลายแบบ

ความน่าสนใจของกระแสแมสของหมวกคือ ในยุโรปเวลานั้น หมวกที่ถูกผลิตและนำเสนอในสื่อสิ่งพิมพ์มีหลากหลายแบบมาก เฉพาะหมวกของผู้ชายก็มีมากถึงกว่า 12 แบบ ในขณะที่ผู้หญิงก็มีมากกว่านั้น ความนิยมของหมวกในเวลานี้ ต่างไปจากในอดีต คือ มนุษย์เริ่มมีวิถีชีวิตคนเมืองมากขึ้น ต้องพบปะสังสรรค์กับคนหลายชนชั้น หมวกที่อยู่บนศีรษะจึงเป็นสิ่งแรกที่ผู้คนจะเห็นและบ่งบอกได้ว่าผู้สวมใส่มีสถานะทางสังคมอย่างไร และบางทีอาจหมายถึงสถานะทางสังคมของทั้งครอบครัวนั้น ๆ เลย

อย่างไรก็ดี แฟชั่นความนิยมหมวกในยุคทองก็มีขึ้นมีลงตามกระแส และถูกปรับไปตามความเป็นไปในสังคม ยกตัวอย่าง หมวกทรงสูง (Top hat) ที่เคยเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นกลางและชนชั้นสูงในอังกฤษ แต่ไม่นานความนิยมนั้นก็ค่อย ๆ เสื่อมลงในคนกลุ่มนี้ เนื่องจากหมวกทรงสูงกลายเป็นเครื่องแบบของพวกคนขับรถม้าหรือตำรวจ และค่อย ๆ เป็นที่นิยมในหมู่คนงานในโรงงาน หมวกทรงสูงจึงหมดความสูงส่งในการเป็นสัญลักษณ์ทางชนชั้น

รัฐนิยมกำหนดให้คนสวมหมวกแสดงความเป็นอารยะ

ในสังคมยุโรป ช่วงศตวรรษที่ 19-20 หมวกกลายเป็นที่นิยมอย่างมาก ประกอบกับเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ยุโรปเริ่มเข้าไปตั้งอาณานิคมทั่วโลก ด้วยเทคโนโลยีที่เหนือกว่าชนชาติอื่น ๆ จึงทำให้ประเทศต่าง ๆ ที่ได้ติดต่อหรือถูกปกครองต่างก็หันมานิยมการสวมหมวกในเวลานั้นตามไปด้วย เพราะหมวกในสังคมอื่นนอกยุโรปกลายเป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นอารยะ และทัดเทียมกับชาวยุโรปที่เหนือกว่าในเวลานั้นนั่นเอง

แวะมาที่สังคมไทย ความนิยมในการสวมหมวกของสังคมไทย ไม่ได้กระจายไปถึงชนชั้นล่างในสังคม มีเพียงชนชั้นสูงและผู้มีฐานะเท่านั้นที่จะสวมหมวก โดยเฉพาะหมวกรูปทรงต่าง ๆ ตามแบบที่ชาวยุโรปสวมใส่ แต่อย่างไรก็ดี หลังการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็ได้ออกรัฐนิยมกำหนดให้คนไทยต้องเป็นคนอารยะ กล่าวคือ ต้องปรับเปลี่ยนนิสัย การกินอยู่ และการแต่งกาย โดยหนึ่งในนั้นก็คือการสวมหมวก จนมีการเรียกขานยุคสมัยจอมพล ป. ในชื่อหนึ่งว่า “ยุคมาลานำไทย”

Feyza Simsek / Pexels

หมวกหายไปไหน
พ้นจากยุคมาลานำไทยแล้ว หมวกหายไปไหน นี่ก็เป็นคำถามชวนคิด และน่าหาคำตอบ ว่าทำไมความนิยมและความจำเป็นในการสวมหมวกจึงค่อย ๆ หายไปในสังคมทุกวันนี้ โดยมีผู้ตั้งข้อสันนิษฐานมากมาย ทั้งเรื่องการเสื่อมความนิยมของแฟชั่นการแต่งกาย หรือเรื่องของการที่ผู้คนในยุคปัจจุบันออกไปตากแดด ลม ฝน น้อยกว่าคนยุคโบราณมาก การสวมหมวกจึงไม่จำเป็นมากขนาดนั้น

มีข้อสันนิษฐานถึงต้นเหตุของการเสื่อมความนิยมที่น่าสนใจอยู่ 2-3 เรื่อง คือ รถยนต์ ความสะอาด และทรงผม กล่าวคือ การมาถึงของรถยนต์ ทำให้ผู้คนที่ต้องเดินทางไกล มีที่บังแดด ลม ฝน การสวมหมวกเวลาออกไปข้างนอกจึงไม่จำเป็นอีกต่อไป อีกทั้งเรื่องความสะอาดที่กลายเป็นประเด็นใหญ่ในยุโรปหลังความเจริญทางการแพทย์ ทั้งสบู่ แชมพู ฯลฯ ทำให้ผู้คนรู้จักการทำความสะอาดร่างกายในทุกวันเพื่อป้องกันโรค การสวมหมวกเพื่อป้องกันฝุ่นควันและสิ่งปฏิกูลอื่น ๆ มาเปรอะเปื้อนศีรษะจึงหมดความสำคัญลงไป เพราะสามารถทำความสะอาดเส้นผมได้ในทุกวัน

เจมส์ ดีน ผู้เลิกใส่หมวกและในทศวรรษ 1950

ท้ายสุดคือ เรื่องทรงผม การปรากฏตัวของดาราดังอย่างเอลวิส เพรสลีย์ หรือเจมส์ ดีน ที่โด่งดังอย่างมากในช่วงทศวรรษ 1950 ได้ฉีกขนบการแต่งกายของผู้ชายแบบเดิม ๆ ไป คือการไม่สวมหมวก และแทนที่ด้วยทรงผมสุดล้ำ ที่ทำให้ชายหนุ่มในเวลานั้นต้องตัดตามกันเป็นแถว

ทั้งหมดนี้จึงเห็นได้ว่า หมวกไม่ได้หายไปเฉย ๆ ในพริบตา แต่มีหลายปัจจัยที่ทำให้ความนิยมการสวมหมวกค่อย ๆ เจือจางลง จนเปลี่ยนสภาพจากเครื่องแต่งกายยอดฮิต สู่แฟชั่นทางเลือกที่ผู้สวมใส่จะใช้มิกซ์แอนด์แมตช์เพื่อสร้างสไตล์ของตนเองได้ตามใจโดยไม่จำเป็นต้องซ้ำใคร

ที่มา : บทความ “How Cars and Hygiene Killed the Middle-Class Hat” โดย Hanna Brooks Olsen จาก medium.com
บทความ “Why did men stop wearing hat?” โดย Staff Writer จาก esquireme.com
บทความ “hat” โดย Britannica จาก britannica.com/topic/hat
บทความ “History and Origin of Hats” จาก historyofhats.net
บทความ “The Social Meanings of Hats and T-shirts” โดย Diana Crane จาก press.uchicago.edu
บทความ “ชฎา จาก ลอมพอก ถึงเลดี้กาก้า โดนร้องเรียน สู่วาทะสุจิตต์ วงษ์เทศ ปี 2555 ทุเร..ชิบเป๋ง” จาก silpa-mag.com
บทความ “ย้อนดู ‘การแต่งกาย’ สมัยจอมพล ป. รณรงค์ให้นุ่งผ้าถุง ชี้ทั่วโลกกำลังนิยม” จาก silpa-mag.com

เรื่อง : ปกรณ์เกียรติ ดีโรจนวานิช

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

สัมผัสไวน์ให้ลึกซึ้งผ่าน Master of Wine

เดลินิวส์

ไฉน “หลิวปัง” ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ฮั่น เป็นผู้นำแบบ “ร่วมทุกข์ได้ ร่วมสุขไม่ได้”

ศิลปวัฒนธรรม

สมเด็จพระพันวัสสา ทรงมีพระนามมาก ถึงกับรับสั่งว่า “จนจะจำชื่อตัวเองไม่ได้”

ศิลปวัฒนธรรม

เหตุใด จอมพล ป. หนุนการสร้าง “พระบรมรูปรัชกาลที่ 6” ที่สวนลุมพินี?

ศิลปวัฒนธรรม

เออิอีดอู๊ด! เสียงไก่ขัน มีหลายแบบ? สำรวจเสียงไก่ในชาติต่างๆ โดย เสฐียรโกเศศ

ศิลปวัฒนธรรม

กำเนิด “ลูกชุบ” สมัยอยุธยา ต้นตำรับใช้อัลมอนด์ ไม่ใช่ถั่วเขียว!

ศิลปวัฒนธรรม
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...