โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เผาไร่อ้อยลามเข้าไร่มันสำปะหลังเจ้าของบอกไม่ใช่คนเผา

77kaoded

เผยแพร่ 08 ม.ค. 2567 เวลา 06.47 น. • 77 ข่าวเด็ด

ชาวไร่มันสุดช้ำไฟไหม้กว่า 25 ไร่ สาเหตุมาจากจากไร่อ้อยที่อยู่ติดกันจุดไฟเพื่อจะนำไปส่งโรงงานเจ้าของบอกปัดไม่รับผิดชอบหวั่นจะซ้ำรอยอีกเพราะเคยเกิดขึ้น

เวลา 13.00 น.วันที่ 8 มกราคม 2567 ผู้สื่อข่าวได้รับเรื่องร้องเรียนจาก นายน้อย คำฝอย อายุ 50 ปี นางสมพร แสงเมืองอายุ 53 ปี นางประยูร จันทมา อายุ 40 ปี นายพิทักษ์ ม่วงเพชร อายุ 38 ปีและนายติ่ง ม่วงเพชร อายุ 45 ปี ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นญาติกันมีไร่มันสำปะหลัง อยู่บริเวณ หมู่ที่ 13 บ้านสวนขวัญ ตำบลตลุกดู่ อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี ได้เล่าเรื่องราวให้ฟังว่า เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2567 ไฟนั้นได้ลุกลามมาไหม้ไร่มันสำปะหลังที่ปลูกไว้ จำนวน 25 ไร่เศษ โดยสาเหตุมาจากที่การจุดไฟเผาไร่อ้อยที่มีไร่อยู่ติดกันนั้นจะนำอ้อยไปส่งโรงงานจึงทำการเผาเพื่อให้คนงานนำเครื่องจักรคีบอ่อยเข้ามาตัด โดยมีร่องรอยไร่อ้อยนั้นจุดไฟเผาจนดำไหม้หลายไร่อย่างชัดเจนโดยผู้ที่เดือดร้อนนั้นได้พาไปชี้ถึงต้นตอหรือสาเหตุให้ดู โดยได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้ามาดูความเสียหายไว้จากนั้นทาง พนักงานสอบสวนทำการลงบันทึกประจำวันไว้เพื่อเป็นหลักฐาน โดยได้พูดคุยกับจ้าของไร่อ้อยด้วยก็คือ นายลือชาหรือนายโรม อายุประมาณ 53 ปี(ไม่ทราบนามสกุล)ได้บอกว่าไม่ได้จุดไฟเผาไร่อ้อยแล้วก็ไม่รู้ว่าใครจุด โดยทาง นายลือชาหรือนายโรม นั้นบอกปัดกับเจ้าของไร่มันสำปะหลังเพียงอย่างเดียวแล้วก็ลงบันทึกประจำวันไว้กับพนักงานสอบสวนเช่นเดียวกัน โดยทางพนักงานสอบสวนนั้นได้บอกกับทางไร่มันสำปะหลังว่าต้องทำตามกฎหมายและสอบสวนต่อไปเพราะไม่ใช่เหตุที่เกิดแบบซึ่งหน้าหรือความผิดยังไม่ชัดเจน จึงได้ลงบันทึกประจำวันไว้เท่านั้น แต่ทางเจ้าของไร่มันสำปะหลังนั้นได้เปิดเผยกับทางผู้สื่อข่าวว่าต้นตอมาจากไร่อ้อยอย่างชัดเจนเพราะที่ไร่อ้อยนั้นก็มีรอยเผาอยู่จากนั้นไฟนั้นคงจะลามไปที่ไร่มันซึ่งเกิดความเสียหายเพราะมันสำปะหลังที่ปลูกไว้ประมาณ 2 เดือนกว่า กำลังเริ่มออกรากแต่ต้องมาเสียหายเพราะลำต้นนั้นถูกไฟไหม้จนลำต้นนั้นบวมและใบของมันสำปะหลังก็ถูกไฟนั้นไหม้จนเกรียมซึ่งในส่วนของใบนั้นสำคัญมากเพราะจะทำหน้าที่หาอาหารและน้ำมาหล่อเลี้ยงลำต้นไปจนถึงผลของมันสำปะหลังที่อยู่ไต้ดินตอนนี้มันสำปะหลังยังไม่โตเต็มที่เลยด้วยซ้ำเหลือระยะการปลูกอีกจำนวน 4 เดือนถึงจะทำการถอนแล้วนำหัวมันสำปะหลังไปขายได้ ซึ่งหนึ่งไร่นั้นลงทุนอยู่ประมาณ 5,000 กว่าบาท ไหนจะค่ายาค่าสูบน้ำมารดอีก ซึ่งรวมความเสียหายทั้งหมดอยู่ที่ 1 แสนกว่าบาทในตอนนี้

โดยหลังเกิดเหตุนั้นก็ได้พูดคุยกับเจ้าของไร่อ้อยกันแล้วตอนที่ตำรวจมาตรวจเพื่อลงบันทึกประจำวันแต่ก็ยังคงยืนยันว่าไม่ได้เป็นคนจุด โดยการเผาไร่อ้อยนั้นในตอนนี้มีผู้รับเหมามาทำการเหมาจากนั้นก็จะว่าจ้างกันไปส่งถึงโรงงานน้ำตาลซึ่งทางเจ้าของไร่อ้อยอาจจะไม่ได้จุดก็จริงแต่ทางผู้รับเหมานั้นก็คงรู้ดีแก้ใจอย่างแน่นอนอยากให้ทางเจ้าของไร่อ้อยนั้นออกมารับผิดชอบบ้างเพราะลงทุนลงแรงไปมันสำปะหลังนั้นเสียหายรอวันที่ต้นมันตายอบ่างเดียวบางส่วนที่ยังไม่ตายก็ทำการื้อต้นมันออกเพื่อที่จะนำหัวไปขายแล้วเพราะขืนเอาไว้ก็ไม่โตขึ้นซึ่งเปอร์เซ็นของแป้งน้อยมากมีแต่น้ำที่หัวมันเพราะยังไม่ถึงที่จะถอนไปขายกับมาถูกไฟไหม้เสียก่อน นายพิทักษ์ ม่วงเพชร อายุ 38 ปี หนึ่งในผู้เสียหายบอกว่าเจ้าของไร่อ้อยนั้นเหมือนจะไม่มาช่วยเหลือเลยตนจึงได้โพสลงเฟสบุ๊คเพื่อให้รับรู้กันบ้างและยังบอกอีกว่ากฎหมายในตอนนี้ก็มีอยู่ชัดเจนว่าห้ามเผาไร่อ้อยเพราะจะทำให้เกิดมลพิษต่างๆก็ยังจะแอบเผาอีกสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่นจึงได้ร้องกับผู้สื่อข่าวเพื่ออยากให้หน่วยงานที่รับผิดชอบนั้นมาลงพื้นที่มาดูหน่อยมาเกิดเหตุแบบนี้จะเรียกร้องอะไรได้บ้างและเหตุการณ์ไฟไหม้มาลามไร่มันสำปะหลังไม่ใช่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเพราะก่อนหน้านี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วแต่เคราะห์ดีที่มีคนอยู่ในไร่มันสำปะหลังจึงดับทันแต่ก็เสียหายไปกว่า 1 ไร่ และยังคงยืนยันว่าทางเจ้าของไร่อ้อยน่าจะมาเปิดใจคุยกันดีๆว่าจะยังไงต่อจะได้ไม่มีปัญหาอะไรกันหากนิ่งเฉยแบบนี้ก็จะไม่มีอะไรดีขึ้นบอกว่าเลยว่าจะหาต้นพันธ์ให้ใหม่หรือจะชดใช้เป็นเงินหรือยังไงก็มานั่งคุยกันแต่โดยดี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...